Creative Knowledge

« Back to Result | List

Design & Representation of Power: “รื้อทิ้ง-สร้างใหม่” ศาลฎีกาปี 2551: สถาปัตยกรรมนี้ของใคร? ตอน2

thaisupremecourt3.jpg

นอกจากประเด็นที่กล่าวไปแล้วในตอนต้น (ตอนที่1) การรื้อศาลฎีกาเก่าเพื่อสร้างใหม่นี้ยังทำให้ภาพของการไม่ยอมรับใน "ความแตกต่างหลากหลายทางอัตลักษณ์" ในความคิดของผู้มีอำนาจจากภาครัฐนั้นชัดเจนขึ้น แนวคิดที่กล่าวอ้างเบื้องต้นเป็นการพยายามยัดเยียด "ความเป็นไทย" ภายใต้รูปแบบหนึ่งเดียว ให้เข้าไปอยู่ในความรู้สึกของผู้คน มุ่งหวังให้มันกลายเป็นอัตลักษณ์กลุ่ม (Collective Identity) ชนิดที่อาจฝังลึกถึงระดับจิตไร้สำนึกกันเลยทีเดียว

ตัวอย่างที่คล้ายคลึงกันในที่นี้ก็คือ การออกแบบชุดประจำชาติไทยให้มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สปี พ.ศ. 2550 โดยในปีนั้นชุดที่ตัวแทนประเทศไทยใส่ขึ้นเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สมีลักษณะเป็นชุดชาวเขา และถูกต่อต้านจากหลายฝ่ายอย่างรุนแรงว่า ชุดนั้นไม่ใช่ "ชุดแต่งกายประจำชาติไทย" (เนื่องจากเคยมีการระบุไว้ว่า ชุดแต่งกายประจำชาติต้องเป็นชุดไทย เช่น ชุดไทยจักรี ชุดไทยบรมพิมาน ฯลฯ)

การไม่ยอมรับว่าชุดชาวเขาเป็นชุด "ประจำชาติไทย" ในครั้งนั้นก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ เนื่องจากชาวเขาเป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทยและพม่า อีกทั้งชาวเขาจำนวนมากก็ไม่ได้ถือสัญชาติไทยด้วยซ้ำ จึงไม่น่าแปลกใจที่สังคมจะตัดสินว่า ชุดชาวเขา ไม่ใช่ชุดประจำชาติ

แต่เราจะพูดได้เต็มปากไหมว่า "ชุดของชาวเขาหรือชุดของชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยนั้นไม่ใช่ชุดไทย" เพราะอย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นชุดของคนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในดินแดนของประเทศไทย พวกเขาใส่ชุดเหล่านั้นอยู่เป็นปรกติทุกวันมานานนับแต่อดีต ซึ่งถ้าหากว่า "คนไทยส่วนใหญ่" จะไม่ยอมรับวัฒนธรรมการแต่งกายของชาวเขาว่าเป็นส่วนหนึ่งของ "ความเป็นไทย" แล้ว ทำไมเราจึงยังใช้ภาพของพวกเขาในสื่อโฆษณาท่องเที่ยวไทยอย่างไม่เดือดร้อนใจ (แถมเลือกภาพที่พวกเขาแต่งตัวกันเต็มยศเสียด้วย)

การกำหนดกรอบเครื่องแต่งกายประจำชาตินี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการใช้ภาษา การเรียกชื่ออาหาร [1] หรือการออกแบบสถาปัตยกรรม ที่กฏเกณฑ์ทั้งมวลขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้มีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย ณ ​ตอนนั้น และเขาจะเลือกใช้ "การออกแบบใด" เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงอำนาจ "อย่างไร"

ข้อสังเกตที่เห็นได้ชัดเจนอีกประการหนึ่งคือ งานออกแบบที่จะเรียกได้ว่า "เป็นของไทย" หรือ "ของประจำชาติ" นั้น มักเป็นศิลปะหรือแนวคิดที่ถือกำเนิดจากภาคกลาง ทั้งนี้อาจเพราะประเทศไทยในอดีต ใช้การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ซึ่งเป็นการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง แม้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตย ประเทศไทยก็ยังมีลักษณะแบบรัฐเดี่ยว ที่ยังคงรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลางอยู่ดี ดังนั้นการกำหนดนโยบายสำคัญระดับชาติอย่างเรื่องของกลุ่มวัฒนธรรม และความเป็นไทย ก็ยังต้องยึดศูนย์กลาง(ภาคกลาง)เป็นหลักอยู่ดี ส่งผลให้การออกแบบ หรือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่มาจากส่วนอื่นของประเทศต้องตกชั้นไปเป็น "แบบท้องถิ่น แบบภาคเหนือ ภาคอิสาน หรือภาคใต้" ไปโดยปริยาย

แนวคิดที่พยายามสร้างจิตสำนึกความเป็นไทย โดยกำหนดให้ "ความเป็นไทย" ที่ว่านี้ ถูกถ่ายทอดผ่านศิลปะ งานออกแบบ กลุ่มวัฒนธรรม หรือวิถีการดำเนินชีวิตที่มีรูปแบบเฉพาะเจาะจงเพียงแบบเดียว นับเป็นการครอบงำทางความคิดและทัศนคติที่อันตราย สามารถส่งผลรุนแรงต่อสังคมได้อย่างคาดไม่ถึง เพราะหาก "คนไทยอื่นๆ" ที่มีอัตลักษณ์แตกต่างไปจาก "คนไทยกระแสหลัก" ไม่ว่าจะเป็นด้านเชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อ ฯลฯ ไม่รู้สึกว่าตัวเองหรือกลุ่มของตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างแน่นแฟ้นแล้ว ปัญหาที่ตามมาก็คือ ความเบาะแว้ง และความรุนแรงอันไม่พึงปรารถนา อาทิ การเหยียดเชื้อชาติ การแบ่งแยกดินแดน ความรู้สึกแปลกแยก และการไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน ฯลฯ ซึ่งหลักฐานก็มีให้เห็นกันชัดๆ อยู่แล้ว ผ่านรอยเลือดและคราบน้ำตาของพี่น้องชาวไทยในภาคใต้

เราประชาชนคนไทย โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐคงต้องถามตัวเองกันให้ดีๆว่า "ความเป็นไทย คืออะไรกันแน่" จำเป็นหรือไม่ที่ความเป็นไทยต้องมีรูปแบบเฉพาะเจาะจงตายตัว ถ้ามีคนคิดและทำต่างไปจากรูปแบบที่กำหนดไว้ จะเรียกว่ามีความเป็นไทยอีกหรือไม่ ต่อเนื่องถึงคำถามสำคัญที่ว่า "วัฒนธรรมไทย แท้จริงแล้วหน้าตาเป็นอย่างไร" เราควรจะมองวัฒนธรรมตามสภาพจริงของสังคมไทย (ไม่ว่ามันจะดีจะเลว จะเก่าจะใหม่ หรือจะมาจากแง่มุมไหนของสังคมก็ตาม) หรือว่าเราควรจะยึดอยู่กับกรอบและภาพที่ถูกสรรค์สร้างขึ้นจากผู้มีอำนาจในสังคม (เพื่อเหตุผลเฉพาะบางอย่าง)

อันที่จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะสถาปัตยกรรม หรือการแต่งกาย ในบทบาทเชิงสัญลักษณ์ของอำนาจนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรในสังคมไทย แต่การคิดพิจารณาว่า "แบบใดควรจะอยู่ หรือแบบใดควรจะไป" นี่สิ ที่ต้องการมิติทางความคิดอันลึกซึ้งและรอบด้านกว่านี้ ผูู้มีอำนาจในสังคมต้องพิจารณาถึงคุณค่าและนัยสำคัญที่เกี่ยวข้องให้มาก มากกว่าที่จะใช้คำว่า ความเป็นไทย มาเป็นข้ออ้าง มิเช่นนั้นแล้ว "การออกแบบภายใต้ความเป็นไทย" ก็คงจะด้อยซึ่งคุณค่าและความหมาย กลายเป็นเพียงสัญลักษณ์แสดงอำนาจของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแต่เพียงแค่นั้น


[1] อาทิ "นโยบายรัฐนิยม" ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ให้เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามมาเป็นไทย
ให้ข้าราชการเลิกนุ่งผ้าม่วง เลิกสวมเสื้อราชปะแตน ให้นุ่งกางเกงขายาว ผู้หญิงเลิกนุ่งโจงกระเบน หันมานุ่ง
ผ้าถุง การเรียกก๋วยเตี๋ยวชนิดหนึ่งที่นิยมรับประทานกันในภาคกลางว่า ผัดไทย เป็นต้น


« Back to Result

  • Published Date: 2008-06-26
  • Resource: www.tcdcconnect.com