Creative Knowledge

« Back to Result | List

บทสัมภาษณ์ ดร.กุลภัทร์ ยนตรศาสตร์ สถาปนิกหัวก้าวหน้าแห่ง WHY Architect

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

kulrapat_pix.jpg

ดร.กุลภัทร์ ยนตรศาสตร์ เป็นสถาปนิกที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอาคารกับผู้คนและสิ่งแวด ล้อมอย่างมาก งานสถาปัตยกรรมสำหรับเขาควรสร้างแรงบันดาลใจและก่อความรู้สึกด้านดีให้กับผู้คนที่ใช้ประโยชน์ จากมัน ดร.กุลภัทรเคยร่วมงานกับสถาปนิกชื่อดังอย่างทาดาโอะ อันโด สร้างสรรค์งานออกแบบพิพิธภัณฑ์ศิลปะ หลายแห่ง อาทิ Modern Art Museum of Fort Worth และ Grand Rapids Art Museum

สถาปัตยกรรมใดในเมืองไทยที่คุณเห็นแล้วชื่นชอบที่สุด
เมืองไทยกับกรุงเทพฯ นี่ไม่เหมือนกันนะครับ กับกรุงเทพฯ (ที่ที่ผมเกิด เติบโต และอาศัยอยู่) ผมค่อนข้างเสียใจนะครับที่เห็นเมืองเปลี่ยนไปขนาดนี้ ก็ไม่ถึงกับว่าต้องเก็บไว้ให้มีแต่ที่นา แต่การสร้างอะไรก็ควรจะมีการวางแผนบ้าง

ส่วนในที่ที่ผมไปแล้วรู้สึกสงบและรู้สึกว่าเข้ากับชีวิตคนไทยก็คือบ้านไทยสมัยก่อนครับ ผมรู้สึกว่าบ้านไทยนั้นง่ายๆ มีนอกชาน มีเรือนของแต่ละคน ต่างคนต่างอยู่ ซึ่งมีทั้งความเป็นส่วนตัวและเป็นส่วนรวม และเข้ากับอากาศบ้านเรา มีลมพัดเย็นสบาย ผมไปอยู่แล้วทำให้รู้สึกว่าชีวิตนั้นมันก็ง่ายๆ ไม่เห็นต้องการอะไรมากมาย แต่เมื่อมาถึงทุกวันนี้ ที่เมืองเราเป็นอย่างนี้ อาจเป็นเพราะเราคิดว่าสิ่งนั้นมันธรรมดาเกินไป คนเราก็อยากได้เรื่องของสัญลักษณ์หรือเอกลักษณ์ แต่สุดท้ายสิ่งสำคัญที่สุดก็คือชีวิตของเราเอง ถ้ามีคนหมั่นถามตัวเองว่าความสุขนั้นมาจากที่ไหน ได้มาอย่างไรแล้ว บ้านเราก็คงน่าอยู่ขึ้นเยอะนะครับ

ในชีวิตประจำวันของคุณ มีของอะไรมั้ยที่คุณจะขาดมันไม่ได้เลย
พูดไปอาจฟังดูตลกนะครับ ผมคิดว่าชีวิตนี้ขาดศิลปะไม่ได้ ศิลปะไม่มีฟังค์ชั่น ไม่ใช่ปัจจัยสี่ แต่ศิลปะเป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจไม่แก่ เพราะเมื่อเห็นของอะไรที่ออกแบบมาใหม่ๆ นั่นทำให้เราคิดไปนั่นไปนี่ บางที่คิดเรื่องชีวิต เรื่องครอบครัว ฯลฯ ผมว่าศิลปะเป็นปัจจัยที่ทำให้หัวใจและสมองตื่นตัวตลอดเวลา

ทำไมคุณถึงอยากเป็นสถาปนิก
สมัยเด็กๆ มีครั้งหนึ่งที่บ้านผมต้องซ่อมแซมต่อเติม มีการรื้อผนังออกมาแล้วสร้างใหม่ นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรู้ว่าเรามีสามารถออกแบบเปลี่ยนแปลงบ้านได้ ไม่ใช่ว่าเขาสร้างมาแล้ว เราก็ต้องอยู่อย่างนั้นตลอดไป และเนื่องจากตอนนั้นเป็นเป็นช่วงปิดเทอมหน้าร้อน ผมก็ไปช่วยเขาหยิบตะปูบ้าง ถามช่างเขาว่าอันนี้ทำอย่างไร โครงสร้างเป็นอย่างไร ผมว่านั่นเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้ผมตัดสินใจอยากจะ เป็นสถาปนิก

ตอนเด็กๆ คุณชอบเล่นของเล่นพวกไหน
บ้านผมอยู่สุขุมวิท สมัยก่อนแถวนั้นมีที่นาอยู่เยอะ หน้าบ้านก็มีคลอง ถึงจะอยู่กลางเมืองแต่ผมก็ชอบเล่นปั้นดิน ตกปลา ลงไปว่ายน้ำในคลอง ในขณะเดียวกันผมก็เล่นของเล่นปกติอย่างเกมเศรษฐี มายบล็อค อะไรไปตามเรื่องนะครับ แต่สิ่งที่ผมจำได้และนึกถึงอยู่เสมอก็คือ การมีโอกาสไปเล่นนอกบ้าน เช่น ตามคันนา ผมยังจำความรู้สึกได้อยู่จนถึงทุกวันนี้ มันเป็นการผจญภัยของเราเอง ไม่ใช่สิ่งที่พ่อแม่ซื้อให้ เราออกไปข้างนอก เห็นอะไรก็หยิบจับเอามาดัดแปลง เอาใบหญ้ามาพันกัน ฯลฯ ประสบการณ์แบบนั้นมีค่ามากสำหรับผม

พูดถึงประสบการณ์ ที่ไหนในโลกที่ทำให้คุณรู้สึกดีที่สุด และที่ไหนที่คุณรู้สึกไม่ดี
ที่ที่ทำให้ผมรู้สึกดีคือ "สวน" ผมชอบไปสวน ไม่ว่าจะเป็นสวนญี่ปุ่น สวนฝรั่งเศส สวนอังกฤษ สำหรับผมมันเป็น "Ultimate Art Form" คือเป็นการจัดวางชีวิตที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ นก ปลา น้ำ ฯลฯ ทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นสวนล้วนมีชีวิต เป็นการออกแบบที่ผสานทุกองค์ประกอบชีวิตให้อยู่ร่วมกันได้ และทำให้เกิดความยินดีแก่คนที่เข้าไปใช้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นที่ไม่เหมือนกันด้วย

ส่วนที่ที่ไปแล้วทำให้ผมรู้สึกหดหู่คือ สถานที่ที่ไม่ให้โอกาสคน ที่ที่ผู้คนอยู่อาศัยกันแล้วทำให้เขารู้สึกว่าเขาไม่มี ทางเลือก เช่น หอพักที่ทำห้องขนาดเล็กๆให้คนอยู่อย่างแออัด

ถ้าคุณสามารถจัดการหรือทำอะไรก็ได้กับสถานที่แห่งความหดหู่นั้น คุณจะทำอะไร
ในฐานะสถาปนิก ผมก็จะพยายามออกแบบอาคารที่สามารถให้คุณภาพชีวิตที่ดีทั้งทางกายและใจ ให้คนอยู่แล้วสบาย มีความสุข ไม่เดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นของส่วนบุคคลหรือของสาธารณะ ไม่ว่าจะทำให้กับคนมีเงินหรือไม่มีเงินก็ตาม ผมจะสร้างมันให้เป็นที่ที่น่าอยู่ครับ

ส่วนในฐานะตัวผมเอง รวมถึงบริษัทที่ผมเป็นเจ้าของอยู่ ผมจะใช้ความรู้ที่มีสร้างประโยชน์ให้กับกลุ่มองค์กร ที่ไม่แสวงหาผลกำไร อาจจะในแวดวงศิลปะและสถาปัตยกรรม เพราะผมคิดว่าเมื่อเราทำงานให้กับคนที่มี สตางค์แล้ว เราก็ควรทำงานเพื่อคนไม่มีสตางค์ด้วย มันจะได้สมดุลกัน ผมอยากทำให้สังคมเห็นว่า "ปัญญา" นั้น สามารถแก้ปัญหาให้กับคนทุกคน และทุกระดับด้วย

สำหรับคุณ อะไรคือสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่สถาปนิกคนหนึ่งจะสามารถทำได้
การที่สถาปนิกใช้ความต้องการหรือความทะเยอทะยานส่วนตัวไปสร้างงานสถาปัตยกรรม โดยปฏิเสธหรือเพิกเฉย ต่อทุกอย่างที่ควรจะเป็นประโยชน์สำหรับงานนั้น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณสร้างบ้านแล้วใช้สไตล์ส่วนตัวของคุณเอง ทำงาน เพื่อแสดงให้คนเห็นถึงตัวตนความเป็นตัวคุณอย่างเด่นชัด โดยที่คุณปฏิเสธความต้องการในการใช้ชีวิตของเจ้าของบ้าน ปฏิเสธต้นไม้รอบๆ ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ผมว่านั่นคืองานสถาปัตยกรรมที่ไร้ความรับผิดชอบ โดยเฉพาะงานที่เป็นพื้นที่สาธารณะ คุณต้องยิ่งคิดถึงความต้องการของสาธารณชนจำนวนเป็นร้อยเป็นพัน ต้องคิดถึงความสุขความสบายของพวกเขา

สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่ผมไม่เห็นด้วยอย่างมากก็คือ การทำงานสถาปัตยกรรมขึ้นมาเพื่อเป็นอนุสรณ์ของตัวเอง มันไม่เกิดประโยชน์แก่ใคร ผมถือว่านั่นเป็นการทรยศต่ออาชีพของตนเอง

คุณมองเห็นตัวเองทำอะไรในอีก 20 ปีข้างหน้า
ผมค่อนข้างมีความสุขกับชีวิตและงานที่ตัวเองทำอยู่นะครับ งานทำให้ผมได้พบกับคนที่มีความคิดแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า ลูกน้อง หรือศิลปินที่ทำงานร่วมกัน ได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถ้าทำงานไหนออกมาดี มีคนเข้ามาสัมผัสแล้วรู้สึกว่างานผมมีประโยชน์กับเขา ผมจะมีความสุขมาก ถ้าสถานการณ์วันข้างหน้าไม่ได้แย่มาก จนกระทั่งผมไม่สามารถทำงานที่อยากจะทำได้ ผมก็คงรู้สึกพอใจและมีความสุขกับชีวิตนี้มาก คิดว่าคงไม่เกษียณตัวเอง คงจะทำงานไปจนวันตายแบบดินสอคามือนั่นแหละ (หัวเราะ)


« Back to Result

  • Published Date: 2008-06-26
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป