Creative Knowledge

« Back to Result | List

บทสัมภาษณ์คุณมะลิและคุณกอล์ฟ แห่งกราฟฟิคสตูดิโอ Be Our Friend

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

bof01.jpg

TCDCCONNECT คุยกับคุณมะลิและคุณกอล์ฟ สองดีไซเนอร์อารมณ์ดีจาก Be Our Friend (BOF) กลุ่มนักออกแบบที่กำลังมาแรงแห่งยุค ทั้งสองเล่าถึงแนวคิดต่อโลกและวิชาชีพการออกแบบรวมทั้งรูปแบบการทำงานที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการผสานจารีตเก่าและใหม่เข้าด้วยกัน (แบบแปลกๆดี)

คุณมองว่าตัวเองทำงานอะไรกัน
มะลิ: ทำงานออกแบบค่ะ เป็นการตีความและ Visualize ความคิดและความต้องการของลูกค้าให้เป็นรูปเป็นร่างเพื่อสื่อสารให้คนรับรู้และสัมผัสได้
กอล์ฟ: ก็ประมาณนั้นครับ เราสร้างงานชิ้นหนึ่งขึ้นมาให้ทุกคนเข้าใจ

เป็นแบบ Concept visualiser อย่างนั้นรึเปล่า
มะลิ: แล้วแต่จะเรียกคะ คือเริ่มจากกำหนดจุดมุ่งหมายขึ้นมา โดยสุดท้ายสิ่งที่ผ่านกระบวนการทำงานของเราจะออกมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้ รับรู้ได้

Multi-purpose design นี่เป็นยังไง และทำไมเราต้องเป็นMulti-purpose studio
มะลิ: เราแปลงความคิดหรือสิ่งที่เป็นนามธรรมออกมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้ในหลายสื่อด้วยกัน เนื่องด้วยสมาชิกที่ทำงานกันอยู่ตอนนี้มีทั้งคนวาดรูป คนที่สนใจเรื่องตัวหนังสือ คนเขียนโปรแกรม วิศวกรไฟฟ้าหรือคนที่สามารถทำงานเคลื่อนไหวได้ เลยกลายเป็นว่า พอเอามารวมๆกัน มันสามารถตอบสนองลักษณะงานได้หลายๆ ด้าน

ตอนนี้มีกันอยู่กี่คนคะ
มะลิ: ปีก่อนหน้านี้(2007) มีกันแค่ 3 คน แต่ปีนี้ 8 คนแล้วค่ะ ในทีมก็จะมีทั้งส่วน Communication Arts & Design และ Media Technology แล้วเราก็ collaborate กับ MA Studio บริษัทที่ทำงาน Architect กับ Interior เมื่อมีงานที่เกี่ยวกับพื้นที่และต้องมีการใช้โครงสร้างหรือ Construction เข้ามาเกี่ยวข้อง
กอล์ฟ: พวกงาน Exhibition น่ะครับ
มะลิ: เขาจะดูในส่วนของมิติที่เกินกว่า 2 มิติขึ้นมา ดูเรื่อง space ค่ะ

ลักษณะการทำงานของ BOF ช่วยเล่าคอนเซ็ปท์และวิธีการทำงานคร่าวๆให้ฟังหน่อย
มะลิ: ก็พอเราได้โจทย์มา เราก็จะมานั่งประชุมกันก่อนค่ะ คือแต่ละคนที่นี่จะมีความรู้ความสามารถมีความคิดและมุมมองที่ต่างกัน เพราะว่าเราเรียนมาไม่เหมือนกัน และความสนใจแต่ละคนก็ต่างกันด้วย เราก็มานั่งคุยกันก่อนให้ความคิดกระเด้งกระดอนไปมา จากนั้นก็แยกย้ายกันไปทำภาพขึ้นมา
กอล์ฟ: คือจากจุดที่เรา brainstorm กันแล้ว เราก็มาดูว่าแต่ละความคิดมันจะถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพได้ยังไงบ้าง เพราะแต่ละคนก็จะมีมุมมองต่อสิ่งเดียวกันในทิศทางที่แตกต่างกันไปครับ
มะลิ: เราแยกย้ายไปทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก่อนในรอบแรก แล้วก็กลับมาคุยกันอีกทีนึงค่ะ มาเลือกๆกันว่าอันไหนเข้าตากรรมการ ...อันไหนที่น่าสนใจก็นำไปพัฒนาต่อ
กอล์ฟ: คุยกันก่อนเสมอครับ มีการโหวตกัน ดูว่าอันไหนน่าสนใจ สมควรนำไปพัฒนาต่อ มีการ debate กันตลอด แบบว่าเราอยากเสนอทางเลือกหลายๆทางไงครับ เรามีไอเดียดีๆเราก็อยากเสนอทั้งหมดแต่บางทีลูกค้าเขารู้สึกว่ามันเยอะไปนะ

ในทีมของคุณ ใครทำหน้าที่เป็น AE (ฝ่ายบริหารลูกค้า)
กอล์ฟ: จะเป็นพี่มะลิเสียส่วนใหญ่ครับ
มะลิ: ใช่มั้ย... อย่างฉันนี่เรียกว่าเป็น AE ใช่มั้ย (ไม่แน่ใจ)
กอล์ฟ: พี่มะลิจะเป็นเกือบทุกอย่างฮะ เป็นทั้ง AE เป็นทั้งบัญชี เป็นทุกอย่างเลย แล้วก็จะมีน้องๆ ที่เหลือเนี่ยครับที่คอยช่วย
มะลิ: (หัวเราะ) เป็น catering ด้วยค่ะ พอเวลาพวกนี้หิวก็จะโทรมาสั่งค่ะ จริงๆแล้วเหมือนเป็น maid เลย

ให้คุณนิยามคำ 3 คำสั้นๆ ที่น่าจะอธิบายตัวตนของพวกคุณได้ดีที่สุด
กอล์ฟ: ก็ชื่อของเราไงครับ BE OUR FRIEND ก็น่าจะบอกอะไรได้เยอะนะฮะ น่าจะตรงที่สุดแล้ว
มะลิ: โอ้โห ...เปรี้ยว (หัวเราะ) B O F ใช่มั้ย เออ... จริงๆคือคิดไม่ออก (หัวเราะ)
กอล์ฟ: ผมเพิ่งคิดออกเมื่อกี๊นี้เองครับ

ใครคือ Hero ในสายตาของพวกคุณ เพราะอะไร
มะลิ: แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันเนอะ ของณัฐเนี่ย รู้ว่าเขาเทิดทูน John Maeda ส่วนของปอมคงเป็น Egon Schiele ที่เป็นคนวาดรูปนะคะ
กอล์ฟ: ของผมคือ Josef Muller Brockmann ฮะ ชอบที่เขาทำงานตัวหนังสือครับ เรื่องการกำหนด grid มันมีการคำนวณ มีเรื่อง logic เข้ามาเกี่ยวข้อง ประมาณนั้น ตอนอยู่เมืองไทยยังไม่รู้จักฮะ ผมไปรู้จักผลงานของเขาจากในหนังสือตอนที่ผมไปเรียนที่อังกฤษ คือ งานของเขาจะมีโครงสร้างชัดเจนมีที่มาที่ไปมีแบบแผน งานดูเรียบง่ายแต่ลึกๆมันมีอะไรเยอะมาก เขาคิดมาเยอะมากๆแล้ว

...ที่ชอบที่สุดคือ เรื่องของ grid structure นี่ล่ะฮะ
มะลิ: เรื่อง grid format
กอล์ฟ: ใช่ครับ คือ ผมเคยคุยกับอาจารย์ที่สอนผมที่อังกฤษ เขาบอกว่าจริงๆ แล้วงานกราฟฟิคสมัยก่อนเนี่ย มันมาจากการคำนวณ คนที่เก่งกราฟฟิคสมัยก่อนเขาต้องคำนวณเก่ง ต่อมา อาจมีเรื่องของรสนิยมหรือความรู้สึกเข้ามาผสม แต่หลักๆ คือการคำนวณตัวเลขมากกว่า ต้องรู้ว่า Proportion ที่สวยงามมันต้องลงตัวที่เท่าไหร่ เท่าไหร่ มาจากการคำนวณทั้งนั้น

bof003.jpg

...แล้วของพี่มะลิล่ะครับ?
มะลิ: ของมะลิจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตอนแรกๆจะชอบ Alan Fletcher เห็นงานเขาแล้วรู้สึกว่า โอ้โห...คิดได้ไงเนี่ย แต่พอต่อมาเรื่อยๆก็เริ่มมาสนใจงานที่มันมี process ด้วย อย่างงานของ Graphic Thought Facility นี่ก็น่าสนใจ ...แต่ก็ยังชอบ Alan Fletcher อยู่นะ คือ ตอนแรกเราประทับใจเพราะว่างานของ Alan Fletcher เขาจะเป็นงานภาพเสียส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรับง่ายด้วยไงคะ เขาสร้างงานจากเส้นและรูปทรงพื้นฐานง่ายๆ อย่างสี่เหลี่ยม สามเหลี่ยมวงกลม แต่เอามันมาคิดใหม่ twist ของที่ simple มากๆ ให้มันออกมาเป็นอะไรใหม่บางอย่าง เช่น มีเส้นขีดๆ ทับๆ กัน แต่พอออกมามองไกลๆกลายเป็นรูปหมาขนฟู พอเราเห็นแล้วรู้สึกประทับใจ (หัวเราะ) และงานพวกนี้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไป แล้วเราได้กลับมาดูอีกมันก็ยังน่าประทับใจอยู่ คือ มันมีความง่ายน่ะค่ะ รับรู้ได้ง่าย

แล้วกับ GTF (Graphic Thought Facility) ล่ะ
มะลิ: คือ GTF นี่มารู้จักตอนที่เขามาพูดที่โรงเรียนค่ะ แล้ว Huw Morgan ก็มาสอนตอนอยู่ปีหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นยังไม่รู้จักว่าเขาเป็นใคร เขามาสอนแล้วก็เอาผลงานนู่นนี่มาให้ดู ตอนนั้นเราก็ยังเฉยๆนะ แต่พอมาปีสาม ถึงเริ่มคิดได้ว่า โห...ที่เขาเอามาให้ดูนี่มันเจ๋งว่ะ คือ ตอนเราไปเรียนใหม่ๆ เนี่ยมาตรฐานการรับรู้เกี่ยวกับกราฟฟิคหรืองานดีไซน์เนี่ยมันไม่มีเลยไงคะ ของแบบนี้อยู่ๆ มันเกิดขึ้นมาเมื่อไรก็ไม่รู้ พอตอนเกือบๆจะเรียนจบหรือว่าตอนทำงานแล้วเยอะๆ เนี่ยถึงมาเห็นว่ามันเจ๋งดี มีครั้งนึงที่เขาเอาหนังสือพิมพ์อะไรก็ไม่รู้มาให้ดู ไอ้ตัวหนังสือเนี่ยมันเป็นงานชิ้นหนึ่งของร้านเสื้อมั้งคะ แล้วในนั้นมันก็มีกรอบไม้อันหนึ่ง เราก็คิดว่าเขาคงไปถ่ายรูปมามั้งแต่ปรากฎว่าเขาไปที่ร้านฟรอยด์ (บาร์ในย่านแชริ่งครอสของลอนดอน) แล้วเขาเจอหนังสือเกี่ยวกับการทำกรอบไม้อะไรพวกนี้ เขาก็ไปดูวิธีการแล้วก็เอามาทดลองทำขึ้นมา แล้วก็เอามาใช้ในงาน เราก็รู้สึกว่า เฮ้ย...มันมี process น่ะ คือ บางทีงานสุดท้ายมันก็เท่าที่เราเห็นนั่นแหละ แต่ว่าก่อนหน้านั้นมีขั้นตอนกระบวนการของมัน ซึ่งมะลิคิดว่าสิ่งที่ได้จากตรงนี้ก็คือการเรียนรู้ งานออกแบบนี่มันมีเรื่องของใจรักเข้ามาผสมด้วย ตราบใดที่เราทำงานที่ดีและสนองความสุขของตนเองไปได้พร้อมๆกันนี่ มะลิว่า มันเจ๋งมากเลยค่ะ

พูดได้มั้ยว่า BOF ก็ได้รับอิทธิพลจาก GTF หน่อยๆ
มะลิ: คงได้ในแง่ที่ว่า เราอยากทำงานที่เราก็มีความสุขกับมันด้วย แล้วก็ทำงานอย่างมี process ไม่ใช่ว่าอยู่ๆก็สร้างงานขึ้นมาหนึ่งชิ้น น่าจะเป็นตรงนั้นมากกว่า แต่ละคนก็มีความชอบส่วนตัวที่ไม่เหมือนกัน อย่างกอล์ฟกับปอมเขาจะชอบหุ่นยนต์ Gundum กันมากๆ ส่วนณัฐช่วงนี้ก็ชอบเขียนกลอน คือเขาก็จะมีความสุขถ้าได้สอดแทรกความรู้หรือความสนใจของตนเข้าไปในงานน่ะค่ะ

bof02.jpg

BOF ดูเหมือนจะเน้นในเรื่อง process ของการสร้างงานมากเลย ใช่รึเปล่า
มะลิ: คิดว่าเน้นเหมือนกันนะคะ แต่ว่ามันก็จะงานบางส่วนที่เรามีเวลาทำงานกระชั้นชิด เราก็ต้องอาศัยการตีความแค่ชั้นเดียว อย่างสมมุติว่า เรามีคำว่า "รัก" การตีความชั้นเดียวก็คือ อาจจะตีมันออกมาเป็นรูปหัวใจซึ่งมักจะมีงานลักษณะนี้อยู่บ้างเหมือนกัน แต่ถ้างานไหนเรามีเวลาที่จะอาศัย process ช่วยให้การตีความมันเพิ่มจากหนึ่งชั้นเป็นสองชั้นได้ เราก็จะพยายามสนุกกับมันค่ะ ลูกค้าบางคนเขาก็จะสนุกไปด้วยเหมือนกัน

อะไรคือแรงขับเคลื่อนในการคิดงาน
มะลิ: แล้วแต่ความสนใจในตอนนั้นเลยค่ะ
กอล์ฟ: แล้วแต่โอกาสด้วยฮะ แล้วแต่เวลาและจังหวะ บางทีเราคิดอะไรไม่ออก เราก็เดินไปเดินมา บางทีแค่เห็นนู่นนี่แว้บนึง เราอาจจะคิดขึ้นมาได้ก็ได้ว่า อ๋อ...เราต้องทำอย่างนี้รึเปล่านะ อาจจะเป็นอย่างนี้รึเปล่าบางครั้งมันทำให้เราคิดอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาได้น่ะครับ

พวกหนังสือหรือห้องสมุดนี่ช่วยได้บ้างมั้ย พอดีเห็นที่นี่มีหนังสือเยอะมากๆ
มะลิ: ไม่รู้เหมือนกับกอล์ฟรึเปล่านะ ของมะลิคือ เวลาได้งานมาส่วนใหญ่ก็จะมาเริ่มดูหนังสือที่มีก่อน แต่ก็จะไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันจากหนังสือเล่มนั้นหรอกนะคะ มันจะได้ในขั้นต่อไป เหมือนมันเป็นนิสัยมั้งคะที่พอเวลาได้โจทย์งานมาปุ๊บ เราก็ต้องไปค้นคว้าก่อน อย่างตอนที่ทำงาน Mechanic Alive ก็ดูหนังสือเยอะ คือพอดีช่วงนั้นเราสนใจเรื่องกระดาษเลื่อนๆอยู่แล้วไง เราเลยไปศึกษาตรงนั้นให้มันมากขึ้น
กอล์ฟ: ถามผม ผมก็ดูหนังสือบ้างนะฮะ แต่ก็อย่างที่พี่มะลิว่า คือ เราไม่ได้อะไรออกมาจากหนังสือตรงๆหรอกครับ ไม่ใช่ว่าเราเห็นเขาทำแบบนี้แล้วเราก็ทำตามแบบนี้เลย ผมจะดูว่า เออ...เพราะเขาคิดอย่างนี้นะมันเลยออกมาเป็นอย่างนี้ เอาระบบความคิดตรงนั้นมาประยุกต์กับงานของเรา แบบนั้นมากกว่า
มะลิ: คือการอ่านหนังสือนี้มันเป็น passive ไงคะ มันเป็นการรับอย่างเดียว แต่ในการสร้างงานขึ้นมาชิ้นหนึ่งเนี่ยเราต้อง "ทำ" มันขึ้นมาค่ะ เพราะฉะนั้นการค้นคว้าจากหนังสือ หรือเว็ปไซต์มันคงเป็นแค่การจุดประกายก่อน ที่เหลือมันยังอีกไกลค่ะเวลาที่ช่วยกันคิดช่วยกันทำแล้วเนี่ย

เคยมีงานที่ออกมาไม่ตอบโจทย์บ้างมั้ย
มะลิ, กอล์ฟ: ก็มีเยอะเหมือนกัน (หัวเราะ)
กอล์ฟ: คือมันเป็นมุมมองที่ต่างกันของแต่ละคนไงครับ ในความคิดผมมันก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ที่ว่ามันไม่ตอบโจทย์นี่หมายถึงเวลาที่เราไปเสนองานลูกค้าเนี่ย บางทีลูกค้าเขาก็มีปัจจัยอย่างอื่นที่เข้ามาส่งผลกับการสื่อสารตรงนี้ด้วย ซึ่งบางทีเราก็ไม่รู้ตรงนั้นไงครับ พอเราไปเสนองานครั้งแรก ลูกค้าบอกว่าโอเค ชอบนะ แต่มันยังไม่ตรงใจ ยังไม่ตรงตามเป้าหมายของเขา ซึ่งทำให้เราต้องเปลี่ยนหรือต้องแก้งานในภายหลังมันมีปัจจัยอื่นที่เข้ามามีบทบาทฮะ เช่น ปัจจัยด้านด้านการตลาดซึ่งลูกค้าไม่ได้บอกดีไซเนอร์ก่อน

ตั้งแต่ตอน brief งานเหรอ
มะลิ: คือบางทีเขาก็ไม่รู้ไงคะ (หัวเราะ) เราก็เข้าใจตรงนั้นนะ จริงๆ หน้าที่ของเรา คือ การทำให้เขาได้เห็นภาพของสิ่งที่เขาอยากจะนำเสนอใช่มั้ยคะ แต่ตอนที่ทั้งเขาทั้งเรายังไม่เห็นภาพเลยเนี่ย บางทีมันบอกอะไรไม่ได้น่ะค่ะ แต่พอเราทำภาพไปให้เขาดูปุ๊บเนี่ย มันถึงไปกระตุ้นความคิดเขาไงคะ ว่าเออ...ไอ้เนี่ยมันขายไม่ได้นะ ไอ้เนี่ยขายได้
อะไรอย่างนี้คุณคิดว่าแนวคิดจากกระแสความเป็นไปในโลกมีอิทธิพลต่อการคิดงานของคุณหรือเปล่า เช่น ถ้าคุณรับรู้ถึงปัญหาโลกร้อนแล้ว

เวลาที่คุณออกแบบบรรจุภัณฑ์ คุณเอามันมาคิดด้วยมั้ย
มะลิ: ก็มีส่วนนะคะ แต่บางทีมันก็ต้องอาศัยการร่วมมือของหลายฝ่าย คือ บางทีเราคิดอย่างนี้แต่ถ้าลูกค้าเขาไม่ตามมันก็ลำบาก สมมติว่าเราเสนอว่ากล่องอาหารนี่ขอเป็นกระดาษนะ ไม่เอาพลาสติก คือ แค่กระดาษมันก็แย่อยู่แล้วใช่มั้ยคะ แต่เราก็เห็นว่ามันก็ยังดีกว่าพลาสติก แต่ด้วยความที่พลาสติกมันราคาถูกกว่า ลูกค้าเขาก็เลือกที่จะประหยัดงบมากกว่า


bof03.jpgอยากทราบมุมมองของพวกคุณต่อปัญหาการก๊อปปี้ไอเดีย / ลอกเลียนผลงาน ในแวดวงกราฟฟิค ดีไซน์เป็นยังไงบ้าง
มะลิ: วันนั้นเพิ่งนั่งคิดอยู่เองว่า ตอนนี้คนก๊อปปี้งานกันน้อยลง อาจจะคิดไปเอง เพราะด้วยความที่ตอนนี้โลกเราเป็น globalization ทำให้ทุกอย่างเป็นที่รับรู้ของทุกคนได้ง่าย ไม่เหมือนสมัยก่อนที่คนยังไม่ค่อยได้เห็นงานต่างประเทศมากนัก
กอล์ฟ: และไม่มีอินเตอร์เน็ต
มะลิ: ใช่ ไม่มีอินเตอร์เน็ต หนังสือจากเมืองนอกก็น้อย คนที่ไปเห็นงานอะไรดีๆมา เขาก็จะนึกว่า อุ๊ย...เขาเห็นคนเดียวแน่ๆ เอาเลย แต่ว่าตอนนี้มันคิดอย่างนั้นไม่ได้แล้วไงคะ ตอนนี้กลายเป็นว่าเวลาที่เราเห็นงานดีๆ ที่มันคล้ายกับไอเดียในหัวเราเนี่ย เรากลับต้องคิดว่าเขาทำไปแล้วว่ะ เราทำไม่ได้แล้วว่ะ เราต้องหลีกไปทำอย่างอื่น

คิดว่ามันมีผลกระทบอย่างไรกับวงการและธุรกิจโดยรวม

กอล์ฟ: ผมเคยคิดนะว่า ของก๊อปปี้เวลาทำออกมาเยอะๆเนี่ย มันทำให้คนไม่เห็นคุณค่าของงานออกแบบคนจะคิดว่า อ๋อ... ใครๆ ก็ทำได้ ไม่จ้างคุณจ้างคนอื่นก็ได้ เขาไม่ได้รู้ว่ากว่าจะคิดออก กว่ามันจะออกมาเป็นงานในตอนแรกได้นี่มันลำบากแค่ไหน คืออีกหน่อยคนก็จะไม่ให้คุณค่าอะไรเลย
มะลิ: มันง่ายไงคะ ก็อปน่ะมันง่าย คิดน่ะมันยากอยู่แล้ว แต่คำถามคือการที่มีคนก๊อปกันเยอะๆนี่ เราคิดยังไงใช่มั้ยคือตอนนี้งานที่เราทำมันไม่ใช่งานโปรดักท์ ไม่ใช่อะไรที่เอาไว้ขาย คนก็เลยไม่ได้มาก๊อปสิ่งที่เราทำเท่าไหร่ แต่ถ้าคิดในเชิงการค้าหรือการผลิตนี่มันก็ไม่ดีแน่นอน

ตัวอย่างที่ชัดเจนกว่า เช่นพวกงานที่เป็นผลิตภัณฑ์อย่างที่มะลิทำ LIKAY (แบรนด์หนังสือและสมุดทำมือ) ต้นทุนความคิดมีค่าสูงกว่าต้นทุนก๊อปปี้มหาศาล หากทำออกไปแล้ว มีคนทำตามในราคาที่ถูกกว่าได้ สุดท้ายก็จะไม่เหลือใคร และจะไม่เหลือเงิน

กอล์ฟ: คืออย่างที่บอกว่าคนยังไม่เห็นคุณค่าของงานดีไซน์ไงครับ คนจะคิดว่าดีไซเนอร์เหรอ ...ใครๆ ก็ทำได้หลายคนมักจะคิดอย่างนี้
มะลิ: ก็มีลูกค้าที่ไม่เข้าใจนะคะ บางทีเราเสนองานไปตั้งหลาย direction สุดท้ายเขาเอางานมาวางตรงหน้าชิ้นหนึ่ง แล้วบอกว่าจะเอาอย่างนี้เป๊ะ ทำให้หน่อย

เพราะพวกคุณแต่ละคนมาจากแบคกราวน์ที่ไม่เหมือนกัน คุณว่าในทางการตลาดนี่มันเป็นตัวช่วยหรือเปล่า
มะลิ: พูดถึงการตลาดนี่มันยากขึ้นมาทันทีเลยค่ะ ...มันก็น่าจะช่วยมั้ง เพราะเราตอบสนองเขาได้ในหลายมิติค่ะเป็น one stop shopping (หัวเราะ) คืออยากได้งานเคลื่อนไหวก็ทำได้ สิ่งพิมพ์ก็ทำได้ Interactive ก็ทำได้ ที่จริงคงไม่ใ่ช่การตอบสนองทางการตลาดเพียงอย่างเดียว อยากให้ลองมองในมิติอื่นๆ เช่นเทคโนโลยี การตลาด การขาย และสุดท้ายต้องไม่ลืมรากเง้าการออกแบบด้วย

คุณคิดว่าไงเวลาที่คนพูดว่า นักออกแบบไม่สนใจเรื่องธุรกิจ และนักธุรกิจมักไม่เข้าใจในงานออกแบบ
มะลิ: เห็นด้วยจริงๆ แต่สองอย่างมันส่งเสริมกันนะ การที่เราไม่เข้าใจเรื่องการตลาดเนี่ยมันเป็นธรรมชาติของเราฉะนั้นเวลาทำงานเราก็ต้องตักตวงความรู้ความต้องการทางด้านการตลาดจากลูกค้าให้ได้มากที่สุดเพราะว่าเราไม่รู้ใช่มั้ยคะ คือทุกครั้งที่ทำงานที่มันต้องการจะ "ขาย" มากๆเนี่ย มันต้องมีการจูนเข้าหากันเยอะ และมันก็จะมีเรื่องแนวทางของภาพ เรื่อง Art Direction ด้วย อย่างกับลูกค้าที่เคยทำงานด้วยกันมาแล้วเนี่ย เราก็จะรู้ทางล่ะงานต่อๆ ไปมันก็จะง่ายขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับ "เทคโนโลยี" และ "นวัตกรรม" ใหม่ๆ ในวงการดีไซน์ไทยปัจจุบัน
มะลิ: ตอนนี้มันเลี่ยงไม่ได้นะ ด้วยเทคโนโลยีที่มันพัฒนาขึ้นเนี่ย ส่วนหนึ่งมันก็ทำให้งานเราเนียนขึ้นเวลานำเสนองานมันก็เนียนขึ้น
กอล์ฟ: ทำให้ทุกอย่างสะดวกขึ้น
มะลิ: แต่ด้วยความสนใจส่วนตัวแล้ว เรามักจะผสมผสานความเป็นคราฟท์เข้าไปกับเทคโนโลยีด้วย พอสองอย่างมันมาชนกันนี่มันดูน่าสนใจกว่า เพราะว่ามันลดความกริบลงไป แต่มีความเป็นคราฟท์หรือความเป็น handmade เข้ามาแทนที่ อย่างตอนนี้ณัฐเขาทำเรื่องอินเตอร์แอคทีฟอยู่ใช่มั้ยคะ แต่เราสนใจเรื่องงานโครงสร้างกระดาษอย่างพวก pop-up อะไรพวกนี้ ก็กำลังสนใจอยู่ว่าจะเอามันมารวมกันได้ยังไง มันคงจะน่าสนใจกว่าการที่เราไปทำมันบนจอสกรีนหรืออะไรที่ดูเนี้ยบๆ อะไรแบบนั้น

เหมือนว่าคุณชอบเล่นกับ Material ที่จับต้องได้มากกว่า
มะลิ: เราโตมากับของที่จับต้องได้นี่คะ เราเคยชินกับอะไรพวกนี้อยู่แล้ว

มีข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีมั้ย
มะลิ: ถ้าจมอยู่กับมันมากเกินไปมันก็ไม่ดีมั้ง คือถ้าเราตามมันทันมันก็ดี แต่พอเราอยู่กับมันมากๆเนี่ย มันจะนำเราไงแล้วพอมันนำเราเนี่ย เราก็จะคิดน้อยลง อย่างถ้ามาถึงก็ลงมือทำงานบนหน้าจอเลยเนี่ย มันไม่เวิร์คนะเพราะว่าเราจะทำไปเรื่อยๆเลย คือมือมันไป แต่หัวเราไม่ได้คิด เทคโนโลยีก็เป็นทั้งข้อดีและไม่ดีนะคะ แต่ที่แน่ๆมันเป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้แล้วในตอนนี้

พูดถึงโจทย์หลักในชีวิตการทำงาน พวกคุณคาดหวังอะไรจากสิ่งที่คุณทำอยู่ปัจจุบันนี้
กอล์ฟ: อยากจะให้ลูกค้ายอมรับในความคิดของเรามากขึ้นครับ คือเราก็พยายามอยากจะเสนอสิ่งที่ดีๆให้เขาอยู่แล้วแต่บางครั้งเขาก็ไม่เข้าใจฮะ อย่างเรื่องเทคนิคพิเศษ วิธีการอะไรที่แปลกใหม่ขึ้น แต่ลูกค้าเขามักจะไม่เอาครับ กลัวว่าทำไปแล้วจะใช้ได้มั้ย จะคุ้มมั้ย ผมก็อยากให้ลูกค้าเชื่อใจเรามากขึ้น คือหลายๆ ครั้งที่เราเสนองานไป ลูกค้าก็ไม่กล้าทำ แต่พอเขาไปเห็นคนอื่นทำ เขาก็จะมาบอกเราว่า เออ...ผมอยากได้อย่างเนี้ย
มะลิ: เหมือนกับว่าเขายังไม่ยอมรับกับอะไรที่มันเป็นแนวทดลอง เราก็หวังอยากให้ผู้คนยอมรับกับอะไรที่มันไม่เคยมีมาก่อนบ้าง

มีการเลือกลูกค้ามั้ย
มะลิ: (หัวเราะ) ก็มีเหมือนกันนะคะ เลือกลูกค้าแต่ไม่เลือกงาน จะดูทัศนคติเป็นสำคัญ คือในการทำงานเนี่ยเรื่องของบุคคลมันก็มีส่วนสำคัญ บางทีเราเล็งเห็นแล้วว่าทำงานกับคนนี้เราเหนื่อยแน่ คิดว่างานคงไม่เวิร์คแน่ เราก็จะขอบายไปในบางครั้ง
กอล์ฟ: แล้วก็เรื่องของเวลาครับ มีส่วนเหมือนกัน บางครั้งลูกค้ามีงานด่วน จะเอางานในสองวันอย่างนี้ เราก็ทำไม่ได้เหมือนกันเล่าถึงโปรเจ็กท์ที่คุณทำแล้วแฮปปี้มากๆให้ฟังหน่อย
มะลิ: มีของ Here & Now ค่ะ ตอนนั้นทำ Navigation system กับพวกสิ่งพิมพ์ให้เขา ลูกค้า คือคุณเกล้ามาศยิบอินซอย เป็นคนที่ทราบว่าตัวเองต้องการอะไร มี vision และเข้าใจอะไรง่าย มันก็เลยสนุก


bof05.gif

สุดท้ายคุณอยากเห็นอะไรในวงการดีไซน์ของประเทศในอนาคต
มะลิ: อยากเห็นความหลายหลายมั้งคะ ในเชิงความคิด วิธีการ รูปแบบ คงสนุกถ้าได้เห็นงานที่แตกต่างกันเยอะแยะมากมาย มันจะเป็นแรงบันดาลใจให้กันและกันได้
กอล์ฟ: ปัจจุบันรู้สึกว่าวงการมันกว้างขึ้นเยอะ ลักษณะงานมันก็เปิดกว้างขึ้น ผมก็อยากให้อนาคตมันเปิดกว้างยิ่งขึ้นไปอีก อยากเห็นความหลากหลาย ...ก็เหมือนกับพี่มะลิแหละครับ


« Back to Result

  • Published Date: 2008-06-16
  • Resource: www.tcdcconnect.com