Creative Knowledge

« Back to Result | List

Keita Nishiyama, อาจารย์พิเศษ Graduate School of Public Policy มหาวิทยาลัยชูโอ

keita.jpg

เคอิตะ นิชิยามา เป็นอาจารย์พิเศษ Graduate School of Public Policy มหาวิทยาลัยชูโอ เขาก้าวผ่านรั้วมหาวิทยาลัยโตเกียวด้วยปริญญาบัณฑิตด้านนิติศาสตร์ ก่อนที่จะร่วมเป็นกำลังสำคัญ ด้านเศรษฐกิจของญี่ปุ่นด้วยปริญญามหาบัณฑิตสาขารัฐศาสตร์ ปรัชญา และเศรษฐศาสตร์(พีพีอี) จากรั้ววิทยาลัยออรีล แห่งมหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด

ปัจจุบัน เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองเอเชียและแปซิฟิกของกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศ เขาได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแกนนำของผู้ร่างนโยบายสายเลือดใหม่ในรัฐบาลญี่ปุ่น นอกจากนี้ เขายังเป็นหัวหน้าคณะกรรมการที่ได้รับมอบหมายให้จัดทำเอกสารทางวิชาการ ของกระทรวงที่ว่าด้วยเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2547 ชื่อว่า "มุ่งสู่ระบบเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์มูลค่า" หรือ "Toward New Value Creation Economy"

ทีมงาน TCDC พูดคุยกับเคอิตะ เมื่อเขาร่วมเป็นวิทยากรในงาน Creativities unfold, Bangkok 2006-07

หากมองย้อนกลับไปในการชีวิตการทำงานของคุณ คุณคิดว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนนั้น เอื้อประโยชน์ต่อการทำงานของคุณหรือไม่ อย่างไร
แน่นอนครับ ตอนชั้นประถม ผมเรียนโรงเรียนเอกชนที่ค่อนข้างให้อิสระในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ มีหลักสูตรหนึ่งที่ให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของการแสดงและก็ถ่ายหนังด้วย แน่นอนที่ผมไม่ได้เก่งกาจในด้านศิลปะสักเท่าไหร่ แต่การเรียนการสอนลักษณะนี้ ผมว่า มันทำให้ผมเรียนรู้ที่จะแสดงตัวตนที่แท้จริงของผมออกมาได้ ต้องบอกว่า มันไม่ใช่ลักษณะการเรียนการสอนทั่วไปในประเทศญี่ปุ่นนะ ...มันเป็นอะไรที่พิเศษทีเดียวในช่วงมหาวิทยาลัยก็เช่นกัน ผมได้รู้จักกับเพื่อนหลายคนที่ตอนนี้ทำงานอยู่ในหลายสาขาอาชีพทั้งในสายวิชาการและในบริษัทเอกชน ชีวิตมหาวิทยาลัยทำให้ผมมองโลกได้กว้างไกลไปกว่าที่ผมเคยสัมผัสจริงและผมก็มีโอกาสได้ไปเรียนต่อในประเทศอังกฤษ เป็นนักเรียนทุนรัฐบาล ซึ่งก็เปิดโลกทัศน์ให้ผมอีกเช่นกัน ฉะนั้น ผมว่าการศึกษาในระบบที่ผมได้รับนั้นมีอิทธิพลต่อตัวผมในวันนี้อย่างแน่นอนครับ

ถ้าพูดถึงการเรียนรู้นอกระบบล่ะ ตอนเป็นเด็ก คุณชอบเล่นของเล่นพวกไหน
อืมม... ผมไม่อยากเรียกมันว่าของเล่นนะ มันไม่ใช่ของเล่นเสียทีเดียว ...โตเกียวก็คล้ายๆ กรุงเทพ เราไม่มีสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวมากนัก ตอนผมเด็กๆ ผมโตมาในที่ที่ยังมีต้นไม้ มีที่ทางให้คุณวิ่งเล่น มีเนินเขาให้เล่นเหมือนกระดานลื่น พอฝนตกมันก็จะลื่นสุดๆ (หัวเราะ) คุณใช้วัสดุอะไรก็ได้เป็นบอร์ดรองแล้วก็ลื่นลงมา
...สิ่งเหล่านี้เป็นอะไรที่ลูกๆของผมไม่รู้จักแล้ว เพราะเราอาศัยอยู่ในโตเกียว ซึ่งมันไม่มีที่แบบนั้นแล้ว
...นั่นแหละครับ มันไม่เชิงเป็นของเล่นหรอก มันเป็นสภาพแวดล้อมที่เราเข้าไปเล่นกับมันได้มากกว่า

อีกอย่าง สำหรับผมมันยากที่จะพูดถึงตัวเองหรือชีวิตวัยเด็กของตัวเองนะ ผมโตมาในเมืองที่กองทัพสหรัฐตั้งอยู่ใกล้ๆ เลยมีเด็กๆชาวอเมริกันที่โตมาด้วยกัน มันเป็นบรรยากาศแบบค่อนข้างอินเตอร์ฯน่ะครับ เด็กที่อยู่บ้านติดกันทางด้านซ้ายเป็นคนญี่ปุ่น ส่วนบ้านที่ติดกันทางด้านขวาเป็นอเมริกัน เป็นสภาพแวดล้อมที่ผสมๆน่ะ ซึ่งผมว่าคนที่เราใช้เวลาอยู่ด้วยตอนเป็นเด็กนี่ มีอิทธิพลกับชีวิตเราเหมือนกันนะครับ

ตอนเป็นวัยรุ่น คุณเป็นพวกบ้ายี่ห้อเหมือนคนอื่นๆ หรือเปล่า
ไม่เลยครับ ผมโตมาในแถบชานเมืองโตเกียว แม้ว่าผมจะโตมาในช่วงทศวรรษ 1970 พวกเราก็ยังไม่ค่อยเหมือนวัยรุ่นปี 70s ซะทีเดียวนัก ถ้าผมอยู่ในตัวเมืองโตเกียว ผมคงจะเป็นพวกติดยี่ห้อเต็มที่ไปแล้ว

แต่ก็แน่นอน พวกเราก็บ้า "ป็อบสตาร์" (หัวเราะ) ในแถบชานเมืองที่ผมอยู่มันมีทะเลด้วย ซึ่งเด็กๆ จากโตเกียวก็จะมาในช่วงสุดสัปดาห์ เราก็เห็นพวก "ป็อปสเตอร์" ในละแวกบ้านเหมือนกัน มันเหมือนกับว่า เราติดกับสภาพแวดล้อมที่มีศิลปินวัยรุ่นรวมอยู่ในนั้น แต่เราไม่ติดของมียี่ห้ออะไรในตอนเด็ก ...เริ่มจะเป็นตอนเรียนจบแล้วมากกว่า

แล้วตอนนี้ที่คุณเป็นผู้ใหญ่แล้วล่ะ คุณเป็นพวกวัตถุนิยมมั้ย มีของอะไรสักอย่างมั้ย ที่ชีวิตคุณจะขาดมันไม่ได้เลย
ผมขี้เกียจมากๆ ครับ และก็ค่อนข้างติดคอนเซ็ปท์ ดังนั้น ผมจึงค่อนข้างยึดติดกับภาพลักษณ์และก็ดีไซน์ ...ผมชอบงานสถาปัตยกรรม เป็นต้น แต่ผมยังขี้เกียจเกินไปที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวผมเป็นงานดีไซน์ไปทั้งหมด

และอีกอย่าง อาจเป็นเพราะความชอบส่วนตัวของผมกับของภรรยาไม่เหมือนกัน (หัวเราะ) หรือในความเป็นจริงคือผมก็ยังใช้ชีวิตในแฟลต ...ในวันข้างหน้าถ้าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้ ตอนนั้นผมอาจจะทำตัวเป็นพวกบ้าดีไซน์ของแท้แต่ก็ไม่แน่ เพราะการทำความรู้จักกับงานดีไซน์ที่จริง...อาจได้จากการที่คุณไปเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆหรือดูจากรูปภาพเอาก็ได้ครับ

จากประสบการณ์ของคุณ... ที่ไหนในโลกที่ทำให้คุณรู้สึกดีที่สุด และที่ไหนที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดีเลย
ส่วนตัวแล้ว ผมจะรู้สึกดีเวลาได้ไปที่วัดเก่าๆ ในญี่ปุ่นหรือโบสถ์เก่าๆ ในยุโรปครับ แต่ในชีวิตประจำวัน
มันค่อนข้างยากที่จะได้สัมผัสกับความรู้สึกนั้น ...ความเก่าแก่ ...สงบ ...ขรึมๆ
ในญี่ปุ่นผมชอบ... ที่เก่าๆ แบบ... ใช่ครับ นึกออกแล้ว ที่ที่ทำให้ผมรู้สึกดีมากเลย คือ ร้านซูชิร้านโปรดของผมเป็นที่ที่ผมแอบหลบภรรยาไปหลายครั้ง เพราะว่ามันแพงมากครับ ที่นั่นมีดีไซน์ที่มีความพิเศษครับ เป็นร้านซูชิที่เก่าแก่มาก เปิดมา 30 ปีแล้ว การได้ทานซูชิอร่อยๆ และได้พูดคุยกับซูชิมาสเตอร์... เป็นที่ที่ทำให้ผมมีความสุขครับ

ส่วนที่ที่ไม่ชอบเลย ...อาจเป็นเวลาอยู่บนเครื่องบินบางลำที่มันแคบมากๆ ทำให้รู้สึกกดดันน่ะครับ ...ไม่มีที่ให้พักสายตาหรืออะไรเลย...

สมมติว่า คุณสามารถทำอะไรก็ได้เพื่อแก้ไขสถานการณ์ที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดีนี้ ...คุณจะทำอะไรในฐานะที่คุณทำงานอยู่ในรัฐบาลญี่ปุ่นตอนนี้
ถ้าผมมีอำนาจตัดสินใจทุกอย่าง ผมก็จะไม่เดินทางไปต่างประเทศไงครับ ...ถ้าเป็นไปไม่ได้ ผมคงจะหาวิธีการเดินทางแบบอื่น เช่น เดินทางโดยเรือ ไปแบบช้าๆ ...

คุณมองเห็นตัวเองทำอะไรในอีก 20 ปีข้างหน้า
อาจอยู่ในตอนกลางของประเทศอิตาลีมั้งครับ สอนวิชาการผสมผสานเศรษฐศาสตร์และการออกแบบที่เซียนนา (หัวเราะ) มันเป็นความฝันของผมครับ ที่จะได้ใช้ชีวิตในอิตาลีตอนกลาง และก็ทำงานสอนในมหาวิทยาลัยเซียนนา

Nishiyama is MA (PPE) and LL.B graduate from Oriel College, University of Oxford and University of Tokyo. Working his way in the Ministry of International Trade and Industry (METI),

He is now Director of Asia and Pacific Division. He is also considered one of the new-blooded key policymakers in the Japanese government, who knows how the Japanese government un-stuck the long lasted economic problems both macro and micro levels.

He is also the head of a taskforce commissioned to write the METI's white paper on International Economy and Trade 2004 "Toward New Value Creation Economy". Nishiyama will take on the task of sharing the Japanese visions with the Royal Thai Government.

Keita Nishiyama share his though when he was a guest speaker at Creativities Unfold, Bangkok 2006-07, TCDC

Looking back on your career so far, would you say that formal education has been useful?
Yes, of course. For elementary school, we went to a private school which allowed for a free approach to things. We had a particular curriculum - having a participating play, also taking movies. Of course I'm not very good at artistic things. But these artistic programs, I think, allowed me to have the opportunity to express myself. Of course, I wouldn't say that's a typical Japanese formal education. It's quite exceptional.

Also in my university days, I was acquainted with many friends who work nowadays in different careers like academics and private companies. University days helped me to look beyond the things I normally have contact with.

And I had an opportunity to study in Britain with my government's fellowship. That's also, I think, shaped how I look at the world. The education I received from elementary school to universities influenced me a lot, that's for sure.

How about the influence of informal education on you as a child. Say, what kinds of toys did you play with?
Well, they aren't exactly toys. You can't call them toys, but when I grew up... Tokyo is like Bangkok, there is no large park or forest. When I grew up, I lived in the place where still you can find some woods, and you can play in the open area with very simple things
like sliding slope. After you have rain, the slope becomes very slippery. [Laughter] You can just use anything as a material to slide down the slope. These kinds of things are difficult for my children to imagine because we live in Tokyo, and there's no place like this. So they're not exactly toys, but a kind of environment where we are able to play.

And also, it's difficult to make a judgment on myself and my own childhood, but I was born in a place where there was US base nearby. There were many American boys and girls growing nearby. It created a kind of international environment. The child who lived next to me on the right-hand side was a Japanese boy, but on the left-hand side was an American boy. So it's kind of a mixed environment. I think it's an influence on me, with whom I play with in my childhood.

As a teenager, were you attached to brandnames?
No. I grew up in the suburb of Tokyo where in 1970s we were still not very... In 1970s, if I had grown up in the center of Tokyo, it might have made me attached to brands.

But, of course, we had pop stars. [Laughter] In my particular place, it\'s a suburb of Tokyo with a seashore where many young kids from Tokyo come over for the weekends. Many popsters came out of the place. In that sense, I, or we, were attached to the kind of atmosphere of that area where many young artists grew up. But not brands like my children's age. That's after I graduated.

And now as an adult, do you have attachments to material culture? Is there one object you cannot live without?
I am a very lazy and kind of conceptual person. Therefore I am attached to image and designs more through...you know, in my head. So I enjoy, for example, architecture. But I'm lazy enough not to make things around myself as a design.

And maybe my preference is different from my wife's. [Laughter] Maybe the practical thing is that I still live in a flat. In the future I may move into a larger house. Then, I may try to become a design freak, so to speak. But maybe a higher approach to these things is
by visiting places or looking at pictures.

In your experience, are there places you find most comfortable and least comfortable?
Personally, Japanese old temples and European old churches are places where I feel most comfortable. But in my daily life, it's very difficult for me to stay in that environment. Old, quiet, sober.

I've found some places in Japan... somewhat old places like.... Yeah, yeah, if I recall, quite yes. The most comfortab le place for me is my favorite sushi bar, where I go sometimes without telling my wife because it's very expensive. That's a place where there is a certain design. It's 30 years old, a really old sushi bar. And very comfortable. A mixture of very good dishes, and communication with the master.

Least comfortable, maybe some airplanes. It's very, you know, small places and receiving pressure, nowhere to look at.

In an ideal world, how would you fix that situation - these uncomfortable places - as a person of your position in the Japanese government?
I have enough power. I just don't travel abroad. Well, no travel is an exaggeration. But I'm rather up for another way of traveling - like going with ships. Men taking time.

Where do you see yourself in 20 years?
Maybe Middle Italy? Teaching a combination of economy and design. In Sienna. [Laughter] This is my dream to live in Middle Italy teaching at the University of Sienna.


« Back to Result

  • Published Date: 2008-05-17
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป