Articles

« Back to Result | List

บทสัมภาษณ์คุณศิริยศ ชัยอำนวย สถาปนิกที่เป็นมากกว่าสถาปนิกแห่งบริษัท Onion

post.jpg

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

Part1: สร้างงานแบบ Onion: ทฤษฎีสามเหลี่ยมของความสร้างสรรค์ และการไหลต่อของประสบการณ์

สถาปัตยกรรมในมุมมองของคุณคืออะไร
สถาปัตยกรรมเป็นอะไรก็ตามที่สัมพันธ์กับตัวหรือร่างกายของมนุษย์เรา เป็นสิ่งที่คนเรามีประสบการณ์ร่วมกับมันได้สามารถเป็นอะไรที่อยู่ใกล้ชิดกับตัวเราที่สุด เช่นเสื้อผ้า ไปจนถึงอะไรที่ไกลออกไป เช่นสถานที่เราจะแบ่งประเภทงานตามระยะเวลาในการทำงานครับ หลักๆก็จะมีสามอย่าง คือ Installation ที่เป็นงานไอเดียใช้เวลาทำงานสั้นๆ ต่อมาก็คือพวก Interior ใช้เวลามากขึ้นมาหน่อย และสุดท้ายก็พวก Architecture ที่ต้องใช้เวลามากแต่ทั้งหมดก็จะมีไอเดียที่เชื่อมโยงกันไปมาได้

ปัจจุบันนี้ Onion ทำงานอะไรกันบ้าง ประเภทงานที่พวกคุณถนัดหรือชื่นชอบ

เหมือนว่าแต่ละงานไหลต่อกันไปได้เหรอ
ใช่ครับ จริงๆมันเหมือนเป็นการเดินทาง เวลาที่เราทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จ เราอาจจะเก็บไอเดียหรือประสบการณ์บางอย่างที่สามารถใช้ประยุกต์ในงานชิ้นต่อๆไปได้

เวลาคุณได้รับโจทย์ที่ต่างๆกันจากลูกค้า (ทั้งในแง่ขนาดและระยะเวลาการคงอยู่ของผลงาน) คุณมีวิธีคิดหรือกระบวนการทำงานที่เหมือนกันหรือต่างกัน อย่างไร
ใกล้เคียงกันนะ ไม่ต่างมาก เราจะตีโจทย์จากตัวไซต์นั้นๆ ดูว่าลักษณะและหน้าตาของพื้นที่มันเป็นยังไงแล้วเราอยากจะสร้างงานที่กลมกลืนหรือขัดแย้งกับมัน แล้วก็มาดูที่ตัวโปรแกรมของลูกค้า เช่น ถ้าเขาบอกว่า อยากทำ Sound lab นี่ล่ะคือโปรแกรมที่เขาให้เรามา สรุปหลักๆก็จะมีอยู่สามส่วนที่มีอิทธิพลต่อการตีโจทย์งานคือ พื้นที่ ตัวเรา และก็เจ้าของ

พูดถึงประสบการณ์การทำงานของพวกคุณ อาทิ ผลงานที่ประทับใจ
ขอเล่าเป็น Sequence ละกันครับ จะได้เห็นว่าแต่ละงานมันเรียงร้อยกันมายังไงด้วย คือ ประเด็นความสนใจด้านการออกแบบของเรามันก็ปรับเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา อย่างงานของ Cotton bud Sound lab ที่ทำในปี 2004 ตอนนั้นเรามองอยู่สองอย่าง คือ การเกิดของฟอร์ม (Forming) และเรื่องของสัมผัส (Texture)

เริ่มจากการพยายามหา วิธีการสร้างฟอร์มใหม่ๆก่อน เราไปเอาโน้ตเพลงมาแกะ (decode) ให้เป็นไดอะแกรม แล้วใส่โค้ดปรับมันอีกทีให้เป็นฟอร์มสามมิติ พอได้ฟอร์มแล้วต่อมาก็มาคิดเรื่องสัมผัส ก็คิดจากเรื่องของ"เสียง"เหมือนกัน คิดถึงเส้นเสียง เอาเทคนิคการสานเข้ามาทดลอง ทำงานสานที่ทับซ้อนกันไปมาตามลักษณะของฟอร์ม มันก็เกิดเป็นสัมผัสที่ แปลกตาขึ้นมา ซึ่งสองส่วนนี้มีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ต่อมาคือตัวไซต์ที่ตอนนั้นเราอยากจะทำลายความเป็นพื้นที่นั้นๆลงไปเลย ก็เลยใช้สีดำทั้งหมด ทำให้มันกลืนหายไปเลย ให้ชิ้นงานที่เป็นฟอร์มมันลอยเด่นขึ้นมาได้

post21.jpg

ในงาน Sound lab นี้จะมีอีกห้องหนึ่งที่เราประยุกต์ไอเดียการทับซ้อนมาใช้อีก เป็นห้องเล็กๆที่ใช้กระจกเงาทำเป็น พื้นผิวทุกด้าน ทำให้เกิดภาพสะท้อนซ้อนๆกันไปไม่มีจุดจบ ซึ่งตรงนั้นมันกลายมาเป็นแรงบันดาลใจของงานต่อมาที่ทำให้ Mola (ร้านเครื่องเขียน) โจทย์คือร้านนี้มีพื้นที่เล็กมาก สิ่งที่เขาต้องการจากนักออกแบบคือ ทำยังไงก็ได้ ให้ร้านมันดูใหญ่ขึ้น เราก็เลยนำเทคนิคการสะท้อนของกระจกเงามาใช้อีก และเพิ่มเรื่องผิวสัมผัส เข้าไปเต็มๆ มีกระจกสะท้อนผสมกับกระจกฝ้า สุดท้ายก็มาดูเรื่องฟังค์ชั่น จะเพิ่ม Flexibility ให้พื้นที่เล็กได้อย่างไรบ้าง ประมาณนั้นพูดถึงงาน Installation บ้างครับ อันแรกนี่ทำให้เทศกาล La Fete ใช้งานแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น

งานนี้อายุสั้นมากตัวไซต์คือพื้นที่ของสกายวอล์คบริเวณหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ โปรแกรมคือเขาต้องการใช้พื้นที่นั้นแสดงงานศิลปะ เราก็กลับมาตีโจทย์เห็นว่าตัวไซต์มันเป็นอะไรที่ man-made เต็มรูปแบบ คือมันลอยอยู่ในอากาศ ก็เลยคิดว่า จะใส่ความเป็นธรรมชาติลงไป โดยไอเดียมันคือการเติมความขัดแย้งและความสมดุลไปพร้อมๆกัน สุดท้ายตัดสินใจใช้ man-made nature คือเอาหญ้าจริงที่สามารถปลูกบนพรมได้มาติดตั้ง ซึ่งตัววัสดุมันเป็นเทคโนโลยี man made ใช่มั้ย แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นหญ้าจริง ไม่ใช่หญ้าปลอม เราเอาพรมหญ้าพวกนี้มาวางยาวตลอดในพื้นที่เลย เป็นพื้นบ้าง
ผนังบ้าง มีการยกพื้นผิวขึ้นบ้างลงบ้าง สร้างฟังค์ชั่นให้กับการแสดงงานไปด้วย

post31.jpg

คุณคิดยังไงกับเรื่องนวัตกรรมและการออกแบบเชิงสถาปัตย์ ดูเหมือนคุณทดลองใช้วัสดุหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ในงานออกแบบอยู่ตลอด
ก็เป็นหัวข้อหนึ่งที่ผมคิดถึงนะ แต่หลายครั้งเรื่องงบประมาณมันก็ส่งผลกระทบกับตรงนี้ ในฐานะนักออกแบบเราพยายามทำพื้นที่ที่สร้างประสบการณ์ให้กับผู้คน ฉะนั้นเรื่องผิวสัมผัสมันเกี่ยวข้องโดยตรง วัสดุเป็นสิ่งที่มาตอบโจทย์ เรื่อง Texture อีกทีไง อย่างผมเองก็เป็นสมาชิกของห้องสมุด MCB (Material Connection Bangkok) ผมก็ว่าน่าสนใจดีที่เราได้เห็น ได้ศึกษาวัสดุใหม่ๆ แต่ในความเป็นจริงมันก็ยากที่จะนำมาใช้ได้ เนื่องจากราคามันสูงมาก สิ่งที่เราทำได้มากสุดตอนนี้ คือพยายามผสมวัสดุเดิมๆให้มันเกิดเป็นสัมผัสใหม่ขึ้นมา

อย่างงานที่ทำให้กับ Q Concept Store ถ้าจะพูดถึงเรื่องวัสดุที่เราเอามาเล่น ต้องถือว่าโชคดีแล้ว ดีที่ลูกค้าให้โจทย์ ด้านเวลาค่อนข้างสั้น คือแค่ปีเดียว เราเลยใช้ด้ายถักนิตติ้งมาเล่นได้ ถ้าระยะเวลานานกว่านั้น ค่าวัสดุคงต้องแพงขึ้น อีกมาก ซึ่งด้ายถักนิตติ้งนี่ก็เป็นอีกครั้งที่เราทดลองเล่นวัสดุและผิวสัมผัส เริ่มจากที่เราตีโจทย์โปรดักท์ของลูกค้าว่า มันมีความเป็นผู้หญิงอยู่สูงมาก ตรงนั้นนำเรามาสู่การเลือกใช้วัสดุนี้ สิ่งที่เราออกแบบคือเราทดลองเอาวัสดุนี้มาเย็บ ยืด ยึดให้ติดกัน แล้วดึงมันจนเกิดเป็นฟอร์มใหม่ขึ้นมาบนพื้นที่ดิสเพลย์ของร้าน จุดประสงค์ของงานคือการเชื่อมพื้นที่ หน้าร้าน (ที่ยาวมาก) ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

post4.jpg

ก็ใช้วัสดุนี่แหละเป็นตัวเชื่อม ?
ใช่ครับ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมานั้นน่าประทับใจมาก คือมันยังคงไว้ซึ่งอารมณ์ความเป็นผู้หญิง ทั้งจากตัววัสดุและเส้นโค้งเว้า ที่เกิดจากแรงดึง แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีพลังแบบผู้ชายผสมอยู่ในที เพราะมันมีแรงดึง มีการยึดที่แข็งแรง มีไดนามิคแบบผู้ชายอยู่ด้วย ซึ่งจะว่าไปตรงนี้คือสิ่งที่เหมือนกันกับงาน Sound Lab คือมีเรื่องของแรงดึงเป็นส่วนประกอบหลักของงาน

สองงานนี้มีความเชื่อมโยงกัน ?
นี่ไงที่ผมบอกว่ามันเหมือนการเดินทาง เราเก็บเกี่ยวบางอย่างจากอดีตมาใช้ได้เสมอ บางทีเป็นแค่ความบังเอิญ บางทีก็เป็นความตั้งใจ มาดูงาน Q Concept #2 ที่ก็เป็น Installation อีกเหมือนกัน โจทย์คือต้องแตกต่างจาก Q Concept #1 ซึ่งเราเห็นว่างาน Q Concept #1 นั้นมัน bold มาก มีน้ำหนัก มีมวลสารเป็นก้อนๆ

พอเราจะทำ Q Concept #2 เราเลยจะทำให้มวลสารมันหายไปจากพื้นที่เลย ถ้ามองจากด้านนอกร้าน จะเห็นแค่เส้นบางๆ เป็นเงาๆ เบามาก สามารถมองทะลุเข้ามาในร้านได้เต็มๆ แต่ทันทีที่คุณเข้ามาในร้านแล้วมองย้อนออกไป คุณจะได้เห็นอีกภาพที่เป็นฟอร์มชัดเจน เห็นมวลสารของมัน งานนี้จึงมีสองสัมผัส มี Shocking Effect ที่เล่นกับการมองเห็นของคน

แล้วงานที่คุณทำให้ Bangkok Fashion Week ล่ะ ได้ยินคนพูดถึงค่อนข้างมาก
ชื่องาน Tomorrow is already here ครับ เป็น Exhibition design ที่ทาง Art4D เขาให้เราทำ งานนี้เราเอาผ้าสไบเข้ามาใช้เป็นวัสดุหลัก เพราะคิดว่ามันสะท้อนความเป็น "บางกอกแฟชั่น" ได้ดี แนวคิดก็คือการหยิบเอาของไทยเดิมมาปรับเปลี่ยน ลองใช้มันในรูปแบบใหม่ๆ ก็เลยเอาผ้าสไบนี่แหละมาทำเป็นผิวของ exhibition เลย เราพยายาม transform มันด้วยการจับจีบ ทำพลีทต่างๆนานา ทำให้เกิดเป็นพื้นที่ใหม่ทั้งหมดขึ้นมา

post5.jpg

พอจะสรุปได้มั้ยว่า ลักษณะงานของ Onion คือการทดลองสิ่งใหม่ไปเรื่อยๆ
ใช่ครับ เราจะไม่ยึดติดกับสไตล์ ส่วนใหญ่งานเราจะเป็นการลองของ มีการทดลองอะไรใหม่ๆแทบทุกครั้ง

แต่บางคนเขาก็มองว่านี่คือสไตล์อย่างหนึ่งนะ

คือเราไม่ได้เน้นว่างานเราต้องโมเดิร์น หรือต้อง Neat มาก เรียบหรู แบบนั้นคือไม่ใช่

เคยมีคนบอกมั้ยว่างานคุณมีความเป็น Unisex มากเลย คือมีทั้งอารมณ์ feminine และ masculine แยกไม่ออก
มีครับ มีหุ้นส่วนคนหนึ่งนี่แหละคิดอย่างนั้น เขาบอกว่าความน่าสนใจอย่างหนึ่งของเราคือ มันก้ำกึ่งระหว่างเพศเหมือนอยู่ใน Grey area งงๆ ไม่ได้ชายจัด หรือหญิงจัด อย่างงาน Installation ผีเสื้อ ที่เกษรพลาซ่า หรืองาน tomorrow is already here ก็ใช่ ขึ้นอยู่กับขนาดของงาน และระยะสัมผัสของผู้คนด้วย ระยะจะมีผลต่อการรับรู้เหมือนกัน

Part 2: สร้างแรงบันดาลใจ: มองหาแง่มุมใหม่ในวิถีเดิม

คุณคิดยังไงกับกระแสโลก (Trends) มันส่งผลกับการทำงานออกแบบของคุณมั้ย
อันนี้เราต้องได้รับอิทธิพลจากมันอยู่แล้วนะครับ ถ้าพูดกันตามตรงเราคงปิดหูปิดตาไม่ได้ แต่สุดท้ายแล้วเราก็ต้องทำในสิ่งที่เรามองว่าใช่อยู่ดี ไม่ควรไปตามใครจนสุดโต่ง

เป้าหมายหรือโจทย์หลักในการสร้างงานของคุณคืออะไร
สำหรับผมคือ ผมอยากจะสร้างพื้นที่หรืออะไรก็ตามให้ผู้คนเข้าไปมีประสบการณ์ร่วมตรงนั้นได้ และหวังว่าความสัมพันธ์ของคนๆหนึ่งกับพื้นที่นั้นจะเกิดเป็นความรู้สึกใหม่ๆ หรือปรากฎการณ์ใหม่ๆขึ้นมา

พูดถึงเรื่อง Sense of place แล้ว คุณว่ากรุงเทพหรือเมืองไทยมีอะไรที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักออกแบบ
สิ่งที่ในเมืองไทยมีมากคือ "โอกาส" โอกาสในการทำงานและสร้างงาน แต่ถ้าพูดถึงแรงบันดาลใจ ผมว่าเมืองไทยก็มีเยอะมากนะ ง่ายๆเลยอย่างวันก่อนผมไปตลาดคลองเตย ไปดูเขาหั่นปลา กรีดงู เลือดเต็ม รู้สึกเหวอมาก แต่นั่นคือแรงบันดาลใจสุดๆเลยนะ วิถีชาวบ้านเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก เราควรกลับไปมองดูมัน มองดูสภาวะที่ความใหม่กับความเก่าที่มันผสานกันอยู่

ถ้างั้นทำไมคนชอบบ่นว่าเบื่อ
เมืองไทยมีแรงบันดาลใจมากมายจริง ทุกคนเห็นอย่างนั้น ฝรั่งที่เข้ามาก็เห็นอย่างนั้น แต่การที่คนที่อยู่ที่นี่บ่นกันว่า เบื่อๆเนี่ย ผมว่ามันเป็นเพราะสังคมเราไม่ได้ถูกกระตุ้นให้แข่งขันทางด้านการออกแบบจริงๆ เราเลยรู้สึกว่ามัน "อืด" การแข่งขันในปัจจุบันคือแข่งกันสร้างรายได้ แค่ให้ได้เงินเข้ามาแค่นั้นพอ

ไม่ได้ตั้งใจออกแบบเพื่อการออกแบบ?
คือมันไม่มีการ Interact ระหว่างนักออกแบบหรือภายในวงการออกแบบ เช่นว่า คนนั้นออกแบบมาอย่างนี้ คนนี้เลยทำมาอีกอย่าง คือแต่ละคนพยายามสร้างสรรค์ความต่าง ซึ่งจะทำให้ภาพรวมมันมีพลัง มีความเคลื่อนไหว แต่ในเมืองไทยทุกอย่างมันจะเหมือนๆกันไปหมด เหมือนว่าพอสังคมเรารับหรือจับเอาเทรนด์มาจากที่ไหนไม่รู้ที่หนึ่ง ทุกคนก็เฮโลออกแบบตามกันไป วงการมันเลยเอื่อยๆไม่น่าสนใจ เพราะเราจะไม่ได้เห็นอะไรที่พิเศษหรือเป็นปรากฎการณ์จริงๆ

คุณว่าทิศทางของงานสถาปัตย์ในอนาคตน่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
เท่าที่ดูน่าจะขยับไปในหลายทิศทาง ส่วนตัวผมไม่อยากให้มีเทรนด์หลักอยู่แล้ว ไม่ชอบกระแสการ Modernized ที่ทำให้ทุกคนกลายเป็นก้อนเดียวกัน อยากให้สังคมมีความหลากหลายมากกว่า

คิดอย่างไรกับหัวข้อ Crossing disciplines ในวงการสถาปัตย์
ยังไม่ค่อยเห็นชัดในไทย แต่ก็ฟังดูดี ฝรั่งเขาทำกันเยอะนะ อย่าง Fashion design กับ Architecture
นี่น่ามาเจอกันหน่อย

ถ้าคุณสามารถเลือกจะทำงานกับนักออกแบบหรือใครก็ได้ในโลกนี้ คุณอยากร่วมงานกับใครมากที่สุด
ไม่ได้อยากร่วมงานกับสถาปนิกคนอื่น แต่อยากลองร่วมงานกับศิลปิน ผมเลือก Anthony Gormley แล้วกัน หรือไม่ก็อย่าง Issey Miyake หรือ Anish Kapoor คือตอนนี้ผมไม่ค่อยได้รู้เรื่อง Artist เท่าไหร่น่ะครับ (หัวเราะ)

คุณมองวงการธุรกิจด้านสถาปัตย์ของไทยในปัจจุบันเป็นอย่างไร ดีขึ้น? แย่ลง? สดใส? หมดหวัง?
ก็อย่างที่บอกไปว่ามันก็ดีที่มีโอกาส แต่สถาปนิกด้วยกันไม่ควรมาบีบคั้นกันเองด้วยราคา ความเป็นจริง คือ ถ้าคุณลดค่าตัวคุณลงไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าคุณภาพของงานคุณมันก็ต้องลดลง คุณตัดราคางานนี้ คุณได้เงินจากมันน้อยลง แน่นอนว่าคุณก็ต้องกันเวลาไปรับงานอื่นมาเพิ่ม สุดท้ายแทนที่จะได้คิดงานดีๆ กลายเป็นว่าคุณไม่มีเวลา ต้องใช้วิธีเปิดแมกกาซีนหา Reference แล้วสั่งลูกน้องให้ก๊อปปี้ตามนั้นตามนี้ไป มันน่ากลัวนะครับ ไม่ได้ผิด แต่น่ากลัว

ท้ายสุด คุณว่าลูกค้าสำคัญมั้ย
สำคัญมาก ลูกค้าที่ดีๆ และเข้าใจเรา ...หายากเหมือนทองครับ


« Back to Result

  • Published Date: 2008-03-29
  • Resource: www.tcdcconnect.com