Articles

« Back to Result | List

Shubhankar Ray, ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแคมเปอร์ บริษัทที่ให้คำนิยามตัวเองว่า เป็น ตราสินค้าที่มีดีไซน์ มากกว่าเป็นความนิยมเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

shubhakar.jpg

ชูภังคาร์ เรย์เป็นผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของแคมเปอร์ บริษัทที่ให้คำนิยามของตัวเองไว้ว่า เป็น ตราสินค้าที่มีดีไซน์ มากกว่าจะเป็นเพียงความนิยมเพียงชั่วครั้งชั่วคราว เรย์ริเริ่มแคมเปญโฆษณา "Walk, don’t run" โดยพัฒนาแนวคิดให้กับตราสินค้าแคมเปอร์โฆษณาของแคมเปอร์จะเกี่ยวข้องกับสถานที่ ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์

พูดคุยกับชูภังคาร์ เรย์ เมื่อเรย์ร่วมเป็นวิทยากรในงาน Creativities unfold, Bangkok 2006-07

หากมองย้อนกลับไปในชีวิตการทำงานของคุณ คุณคิดว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนนั้น เอื้อประโยชน์ต่อการทำงานของคุณหรือไม่ อย่างไร

การศึกษาในระบบช่วยให้ผมได้เรียนรู้การใช้สมองครับ ผมไม่ได้เรียนออกแบบ ผมเรียนเคมี สำหรับผมแล้วการเรียนในระบบมันมีข้อจำกัดของมัน ถ้าคุณไม่นำสิ่งที่ได้เรียนมาผ่านกระบวนการคิด หาวิธีต่อยอดหรือทางออกจากข้อจำกัดเหล่านั้น มันก็ไม่เกิดประโยชน์เต็มที่

ถ้าพูดถึงการเรียนรู้นอกระบบล่ะ ตอนเป็นเด็ก คุณชอบเล่นของเล่นจำพวกไหน
ตอนเป็นเด็ก ผมไม่ค่อยมีของเล่นหรอกครับ ส่วนมากจะอ่านหนังสือ และก็วาดรูป เขียนนิทาน พวกนั้นมากกว่าแล้วก็เล่นกล้องถ่ายรูป เล่นดนตรี ผมเคยมิกซ์เพลงนะครับ เป็นดีเจ ทำมิกซ์เทปเอง

แล้วตอนเป็นวัยรุ่นล่ะ คุณเป็นพวกบ้ายี่ห้อหรือเปล่า
ไม่เลยครับ ผมสนใจแต่ดนตรี ผมชอบวง New Order กับวง The Smiths วงจากยุค 80s ของอังกฤษที่พูดถึงเรื่องเศร้าๆ ต่อมาผมก็มาเจอดนตรีของคนผิวดำ พวกฮิป-ฮอป ต่อจากนั้นก็มาฟังพวกดนตรีอิเลคโทรนิคพวกแนวทดลองครับ

ตอนเป็นวัยรุ่น ผมเล่นคริกเก็ต จะไปเข้าโรงเรียนพิเศษในช่วงฤดูร้อน เล่นคริกเก็ตอย่างเดียวเลย เคยคิดว่าโตขึ้นจะเป็นนักกีฬาคริกเก็ตอาชีพครับ

ในสมัยนั้น คุณแต่งตัวยังไง
ผมใส่เสื้อผ้าซ้ำๆครับ ใส่ยีนส์สีเข้มๆ เสื้อผ้าง่ายๆ ไม่ค่อยได้ลองหรือซื้อเสื้อผ้าตามแฟชั่น ผมซื้อเท่าที่จำเป็นจริงๆแค่นั้น เพราะยิ่งคุณมีของใช้เยอะเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งไปไหนมาไหนลำบากขึ้นเท่านั้น ฉะนั้น ผมเลยหลีกเลี่ยงมันเสียและก็สอนลูกๆ ของผมในสิ่งเดียวกัน แต่มันก็ยากสำหรับเด็กๆ ในยุคนี้นะครับ เพราะพวกเขาเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมหลักบริโภคนิยม

มีของอะไรสักอย่างมั้ยที่ชีวิตคุณจะขาดมันไม่ได้เลย
ดนตรีไงครับ มันไม่ใช่สิ่งของนะ เป็นเรื่องของประสบการณ์กับความรู้สึกมากกว่า ดนตรีเป็นสิ่งสำคัญมากในชีวิตผมและผมก็ชอบชีวิตที่ว่องไว ตัวเบาๆ ไปไหนต่อไหนได้สะดวก ผมจะเดินทางกับกล้องถ่ายรูป 2 อัน เครื่องเล่น iPod แล้วก็คอมพิวเตอร์ ทุกอย่างรวมอยู่ในกระเป๋าใบเดียวได้ ก็แค่ของพวกนี้แหละครับที่ผมมีไว้ติดตัว

ในชีวิตที่ต้องการความว่องไวของคุณนี่ มีที่ไหนในโลกมั้ยที่คุณไปแล้วรู้สึกดีที่สุด และที่ไหนที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดีเลย
บ้านคือที่ที่ทำให้ผมรู้สึกดีที่สุด มากกว่าอะไรทั้งนั้น ผมทำบ้านให้เป็นเหมือนที่หลบภัย เหมือนกับวัดโบสถ์เป็นที่ที่สงบ ไม่มีความอึกทึกคึกโครม ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “เสียงดัง” อย่างเดียวนะครับ ผมหมายถึง “สิ่งที่รบกวนจิตใจ” ทั้งหมด พยายามไม่ให้มีสิ่งเหล่านั้นในบ้าน ชีวิตผมมีเรื่องยุ่งพอแล้ว แต่เป็นเรื่องยุ่งอีกรูปแบบหนึ่ง คือ ยุ่งอยู่กับเด็ก 2 คน

ส่วนที่ที่ทำให้ผมไม่มีความสุขเลย น่าจะเป็นบริเวณที่นั่งรอในสนามบิน นึกออกมั้ยครับ การที่ต้องนั่งรอนานๆ...ผมเป็นพวกไม่ชอบรอครับ มีพลังในตัวเยอะ ต้องการทำอะไรสักอย่างอยู่ตลอดเวลา

ในฐานะครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ คุณคิดว่าจะแก้ไขสถานการณ์ที่คุณไม่ชอบนี้อย่างไร
ข้อแรก ผมคงจะจัดให้มีที่นั่งที่สบายมากขึ้น ให้มีที่พักผ่อนมากขึ้น ไม่ใช่แค่ใน Business Lounge เท่านั้นแต่ทำให้ดีทุกที่เลย ปัญหาของผมไม่ได้อยู่ที่ Business Lounge ครับ มันอยู่ที่สนามบินโดยรวม และผมก็ไม่ชอบอยู่ใน Business Lounge ด้วยสิ ชอบอยู่ข้างนอกมากกว่า นี่คงเป็นข้อหนึ่งนะครับ

อีกเรื่องที่อยากแก้ไขคือ อยากให้มีพื้นที่สำหรับทำสมาธิ หรือที่ที่จะปรับสมดุลในตัวคุณได้ อย่างเช่น Flower Remedy (การบำบัดด้วยดอกไม้) หรือ Homeopathy (การบำบัดด้วยยาอย่างอ่อน) อะไรทำนองนี้ ผมอยากจะให้มีบริการเหล่านี้ในสนามบิน

ปัจจุบัน สิ่งที่ผมทำคือ ผมเดินทางพร้อมกับ Flower Remedy และ Hornica มันดีที่ช่วยให้ร่างกายถูกบำบัดจากภายใน ผมใช้ Hornica ช่วยลดปัญหาจาก Jetlag และจากการเดินทางโดยเครื่องบิน เพราะคุณต้องนั่งอยู่กับที่นานๆ คุณไม่ได้เคลื่อนไหวเลย ผมพยายามจะออกกำลังเวลาอยู่บนเครื่อง พยายามทำโยคะ ยืดเส้นยืดสายแล้วก็เดินไปเดินมาบ้าง

อะไรที่คุณคิดว่าเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุด ที่คนในสายอาชีพของคุณจะสามารถทำได้
การสื่อสารที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบไงครับ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตเกมหลายๆบริษัทที่สร้างสิ่งเร้าให้กับเด็กมันมากเกินไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ลูกชายวัย 5 ขวบ กับลูกสาววัย 9 ขวบของผม พวกเขาชอบเล่นเกม PlayStation กันมาก แต่เนื้อหาในเกม บางทีก็ขาดความรับผิดชอบ ในแง่ที่ว่ามันปลุกเร้ามากเกินไปครับ

มันมีเกมที่ให้คุณขับรถอย่างบ้าคลั่ง ไล่ยิงผู้คน มีเซ็กซ์กับโสเภณีแล้วก็ฆ่าทิ้ง ผมว่ามันมากไปสำหรับเด็กวัยรุ่นนะ มันไร้ซึ่งความรับผิดชอบที่คุณเสนอเนื้อหาและภาพแบบนี้ต่อสังคม แล้วจะมาคาดหวังว่าโลกของเราจะมีความรุนแรงน้อยลงหรือว่าความสัมพันธ์ระหว่างเพศหญิงชายจะดีขึ้นได้ยังไง

อย่างในอเมริกานี่ ใครๆ ก็ซื้อปืนได้ NRA เข้มแข็งมาก แล้วคุณรู้มั้ย ในทุกๆ 2-3 สัปดาห์ก็จะมีการยิงกันเกิดขึ้นซึ่งเด็กเล็กๆ ก็คือผู้เคราะห์ร้าย สำหรับผมแล้ว นี่อาจเป็นอะไรที่คนในสายอาชีพของผมควรมีส่วนรับผิดชอบ ซึ่งตอนนี้มันไม่มี เราเห็นแต่ความฟู่ฟ่าของฮอลลีวู้ด มีวัฒนธรรมฮิป-ฮอป ผมไม่รู้สึกภูมิใจกับอะไรเหล่านี้เลย

แล้วคุณได้พยายามทำอะไรกับเรื่องเหล่านี้นี้หรือเปล่า เพื่อลูกๆของคุณ
ผมพยายามสร้างความสมดุลในโลกของพวกเขา ยกตัวอย่างเช่น ผมไม่อยากให้พวกเขาเล่นปืนเด็กเล่นแต่ก็นั่นแหละครับ ผมรู้ว่าสุดท้ายแล้วมันคงห้ามยาก แต่ก็ขอเริ่มจากการไม่อนุญาติให้มีปืนของเล่นในบ้านก่อนและบ้านผมก็ไม่มี PlayStation ด้วย ผมพยายามควบคุมและลดชั่วโมงการดูโทรทัศน์ของพวกเขา ในระหว่างสัปดาห์ที่เด็กๆต้องไปเรียน เราต้องมีกฏ และเราให้เขาดูได้ในช่วงสุดสัปดาห์แทน นอกจากนี้ เราพยายามลดเวลาของลูกสาวกับการนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เล่นอินเตอร์เน็ต ผมพยายามดูแลและจำกัดในส่วนเนื้อหาที่เขาดูจนกว่าจะถึงวันที่พวกเขามีความสามารถพอที่จะบริโภคเนื้อหาเหล่านั้นอย่างเหมาะสม

แล้วพวกเขามีบ่นบ้างมั้ย
ไม่เลยครับ เพราะผมให้ความสนุกอย่างอื่นเพื่อทดแทนกัน เช่น พาพวกเขาไปสวนสาธารณะไปสัมผัสธรรมชาติไปนอกบ้าน ทำนู่นทำนี่ ผมรู้สึกว่าเด็กสมัยใหม่โตอยู่แต่ในบ้านมากเกินไป สมัยผมเป็นเด็กมันไม่ใช่ พวกผมเป็นเด็กข้างถนนครับ คือผมนี่เป็นผลผลิตของยุคผู้ลี้ภัยในช่วงปี 70s พ่อแม่ต้องออกไปทำงานตลอดเวลา พวกเราอยู่แต่ในโลกแคบๆ ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมนัก เด็กหลายคนโตมาจากข้างถนน มีเพื่อนเล่นจากข้างถนนแต่คุณก็ได้เรียนรู้ที่จะปรับใช้อะไรหลายๆอย่างจากชีวิตแบบนั้น เช่น สมมุติเอาว่าหัวมุมถนนตรงนั้นเป็นคริกเก็ตพิทช์ ส่วนพื้นถนนตรงโน้นเป็นสนามฟุตบอล คุณต้องทำแบบนั้นครับ และผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องดี

คุณมองเห็นตัวเองทำอะไรในอีก 20 ปีข้างหน้า
ผมยังมองไม่เห็นนะ อนาคตเป็นเรื่องที่เดายาก ปัจจุบันเท่านั้นเป็นสิ่งที่ผมจะกำหนดได้ ดังนั้นผมขอคิดถึงแต่ปัจจุบันดีกว่า ผมคิดว่า ผมก็คงเหมือนกับคนอื่นๆ คิดถึงอนาคตบ้างเหมือนกัน แต่พยายามบอกตัวเองไม่ให้คิดมากไปในอนาคต และก็ไม่ให้คิดกังวลไปในอดีตด้วย พยายามให้ตัวเองอยู่กับปัจจุบันมากที่สุดครับ

Shubhankar Ray is the creative director of Camper, a company that defines itself as a design brand rather than a fashion one. Initiated the well-known “mindstyle” so called “walk, don’t run”

Ray shared his thought when he was a guest speaker for Creativities Unfold, Bangkok 2006-07, TCDC

Looking back on your career so far, would you say that formal education has been useful?
Formal education has been useful to work out how to use my brain. I didn’t study design, I studied chemistry. I think that, sometimes, formal education and skills can be limiting, unless you can process what you’ve learned and then work out how to break out from this.

What about informal education? What toys did you play with as a child?
I didn’t have so many toys when I was a kid. I mainly had books, notebooks, and would draw a lot,write stories, do this kind of stuff. I always played around with cameras. And I played around with music quite a lot. I used to remix music, kind of DJ and make mix tapes.

As a teenager, were you interested in brands?
No. I was interested in music, mainly. I was into New Order and the Smiths, and this kind of music from the ’80s from England that was quite depressing. Then, discovered black music and hip-hop. Then, got into listening to a lot of experimental electronic music.

And I used to play cricket as a teenager…. I’d go to a special school in the summer, to just play cricket. I was going to be a professional cricketer.

How did you dress in those days?
I’ve always worn the same clothes, really. I’ve always worn dark jeans and very simple clothing. I generally don’t try and buy fashion brands. I only do minimum consumption. Because the more material possessions you have, the more difficult it is to have mobility. So I try to avoid that, and teach my kids how to avoid that. It’s more difficult with them, you know, because they’re under a lot more influences to consume.

Is there one object that you still cannot live without?
Music. I mean, it’s not an object. It’s more an experience on emotion. But music is quite important to me. And I like small transportability. So I always travel with two cameras, iPod, computer, and everything fits in one bag, basically. And this is the one that I keep close to me.

In your mobile life, have you come across places that you find most comfortable and least comfortable?
Yeah, home is the most comfortable place, more than anything else. I make home like a sanctuary,where I don’t have too much noise. By noise, I mean not physical aural noise. I mean, you know,too much distraction. I try not to have that at home. I have chaos, but it’s another kind of chaos.Chaos of two kids and family.

Least comfortable place… For me, airport lounges. You know, like, waiting at the airport. I’m not very good at waiting. I have too much energy for waiting. I need to be doing something.

What would be your solution to that, as a creative director?
I’d definitely have more comfortable seating, so that there were more areas to lounge. Not only in the business lounge, but everywhere. My problem is not so much with the business lounge,but with the airport in the general. And I don’t like to be in the business lounge. I like to beoutside, in the real airport. So this is one thing.

The other thing is, I may try to have meditation zones, massage zones, and maybe somewhere where you could have rebalancing, through flower remedy or homeopathy or something like this. I’d have this readily available at the airport.

What I’m doing currently is that I travel with a little bit of flower remedies and hornica. It’s good for healing the body from within. I use hornica to combat jetlag and flight, because you’re sitting in the seat and you’re not moving. And I try and take exercise on the plane. I try to do yoga at some point during the flight. Simple stretching, walking around.

What would be the worst thing to do for someone in your profession?
Make irresponsible communication. For example, I think a lot of games manufacturers, they build in all this stimulation for an audience that’s very young. What happens is, I have a five-year-old son and a nine-year-old daughter, and obviously they love Playstation. The content that’s in Playstation sometimes, I think, is irresponsible with overstimulation.

There’s a game where you can drive a car recklessly, shoot a lot of people, get a blowjob from a hooker, and then shoot the hooker. This is a little bit heavy for teenage kids. I think it’s irresponsible to put that kind of visual content in the world and then think that society is going to be less violent. And to think that society is going to have better relations between men and women.

I mean, in America, it’s very easy to buy a gun. The NRA is very strong in America. And you wonder why, every a couple weeks, you’ve got a shooting where little children get shot in America. For me, these are the kinds of things where people in my line of work… I think it becomes irresponsible. Then you’ve got Hollywood glamorizing it all. And hip-hop culture. You know, I’m not so proud of these things.

What do you try to do, then, for your kids?
I try to give them the balanced kind of outlook. For instance, I prefer them not to play with toy guns. Yeah, I mean, eventually you can’t stop it. But at the beginning, to never have toy guns and this kind of stuff in the house. I don’t have Sony Playstation in the house. I try to reduce and manage their consumption of television. During school, we try to limit it, so they can have x number of hours at the weekend. I try to reduce the amount of time that my daughter spends on the computer, on the internet. So I try and, you know, control a little bit the content. Until they’re responsible to be able to use that content properly.

Do they complain?
No, they don’t complain. Because I have enough other stimulation to balance it, really. Take them to the park. Go to nature. Go outside. Do things. I think modern kids are brought up in internal spaces. And I was a kid who grew up outside. We grew up in the street, basically. I mean, I was a typical product of ’70s immigration, where the parents have to work all the time. And you’re in a closed kind of world. You’re not accepted in society. And a lot of kids, they grew up in the street, find your friendships on the street and you learn very well how to use what’s around you. So you work out how to make this street corner into a cricket pitch. Or you work out how to make that street into a football area. You work it out, you know. And I like that, it’s resourceful.

Where do you see yourself in 20 years?
I don’t, really. It’s impossible to think about the future. The only thing that I can really control is the present moment. So I only try and focus on the present. I mean, I’m like everybody else. I think a little bit about the future. But I try to discipline myself to not think too much about the future and not worry too much about the past. So as to always be in the present moment.

photo credit: www.lesliestudio.org/workspace.html

« Back to Result

  • Published Date: 2008-03-11
  • Resource: www.tcdcconnect.com