Articles

« Back to Result | List

PASSION, NOT POSSESSION – ทำธุรกิจออกแบบอย่างไรให้สนุก บทสัมภาษณ์คุณวินัย ฉัยรักษ์พงศ์

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

บทสัมภาษณ์คุณวินัย ฉัยรักษ์พงศ์ Designer / Project Director แห่ง b|u|g Studio

bugs.jpg

Part 1: คุณวินัยในบทบาทดีไซเนอร์

คุณมองว่าตัวเองทำอาชีพอะไรในปัจจุบัน ประโยคเดียวพอ
ดีไซเนอร์ครับ ชัดเจน เพราะไม่ได้ทำอย่างอื่นเลยคุณชอบงานที่ทำอยู่ตอนนี้อย่างไร และไม่ชอบอย่างไรที่ชอบที่สุดคือการที่เราได้ออกแบบ แต่ที่ไม่ชอบคือการที่ต้องออกแบบเพื่อเลี้ยงชีพ เพราะในบางจังหวะมันจะไม่สนุก

“ครีเอทีฟ” มีความหมายอย่างไรต่อคุณ
สั้นๆเลย คือการนำเสนอสิ่งใหม่ นั่นล่ะคือ “ครีเอทีฟ”

แล้ว
มุมมองต่อการศึกษา ประยุกต์ความรู้จากโรงเรียนมาใช้ในการทำงานอย่างไรบ้าง
จนบัดนี้ก็ยังรู้สึกว่างานที่ทำอยู่เหมือนกับงานตอนที่เรียนทุกอย่าง เลยไม่รู้สึกว่าได้ประยุกต์อะไร แค่อาจารย์เปลี่ยนเป็นลูกค้า คะแนนเปลี่ยนเป็นสตางค์ แค่นั้นเลยสมัยเรียนที่โคลัมเบีย (มหาวิทยาลัย) เป็นช่วงที่ผมทุ่มเทกับการศึกษามากๆ ตอนนั้นสนใจนักออกแบบหลายคนที่เขามองดีไซน์ในมุมที่ต่างออกไป ทำให้เราอยากพิสูจน์อยากลองของที่เขาว่าคนเดินบนน้ำได้ “มันจริงเหรอ” ซึ่งพอดีหลายๆคนที่ว่านั้นเขาไปสอนที่โคลัมเบีย เราก็เลยตามไปเรียน

ก็คิดเหมือนกันนะว่า “กลับไปแล้วจะทำอะไรวะ” รู้สึกว่าสิ่งที่เรียนมันไม่น่าจะเอากลับไปใช้อะไรได้ในบ้านเรา ตอนนั้น(เมื่อสิบกว่าปีก่อน) อาชีพในวงการมันแบ่งออกจากกันชัดเจน มีสถาปนิก วิศวกร คนทำกราฟฟิค มีหลักๆแค่นั้น ไม่มีการซอยย่อยหรือ crossing อย่างทุกวันนี้ ตอนนั้นเราตัดสินใจเรียนเพื่อตอบสนองความชอบล้วนๆ แต่พอกลับมากลายเป็นว่าเราชัดเจนมาก เรากลับมาเพื่อพนันอะไรบางอย่าง ต้องเสี่ยงเพราะไม่อยากทำในสิ่งที่ไม่ชอบ

แล้วเริ่มอาชีพยังไง
ก็เวลารับงานมาก็ทำอย่างที่อยากทำเลย งานแรกๆคือทำโบรชัวร์ ทั้งๆที่เราเป็นสถาปนิก แต่เขาให้ทำโบรชัวร์ โอเคเราก็ทำ ลองสร้างเป็น structure อะไรขึ้นมา ทำไปเหมือนงานเรียน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ “ความแตกต่าง” จากตรงนั้นเราก็พัฒนามาเรื่อยๆ ลูกค้าเริ่มเห็นว่าเราทำสิ่งที่มีมุมแปลกไปจากปกติ ถ้าใครรับได้ก็รับได้ ถ้ารับไม่ได้ ก็ขอบคุณเราคำหนึ่งแล้วก็ไม่เจอกันอีกเลย

ทราบมาว่าคุณสนใจงานศิลปะ
ศิลปะเหมือนเป็น Entertainment อย่างหนึ่งของชีวิต สำหรับเราไม่ได้แยกเป็น painting เป็น sculpture หรืออะไร อย่างการฟังเพลงก็เป็นศิลปะ เสื้อของ Hussein Chalayan ก็เป็นศิลปะ แต่ไม่ได้ชอบเข้าแกลเลอรี่ คิดดูอยู่นิวยอร์คแต่แทบไม่เคยไปมิวเซียม เวลาดูงานของไมเคิล แองเจโล หรือดาวินชี เราไม่ได้รู้สึก “โอ้โห” ไม่อินตรงนั้น แต่จะชอบซื้อหนังสือเขามาอ่าน อยากรู้ว่าเขาคิดยังไงมากกว่า

ศิลปะช่วยงานออกแบบได้มั้ย
ศิลปะไม่ใช่สิ่งที่เราจะเอามาประยุกต์ใช้โดยตรง เป็นแค่เครื่องกระตุ้นในกระบวนการคิด ฉะนั้นการดูหนังสือ การได้เห็น ได้ฟัง มันไม่ใช่เพื่อการก๊อปปี้ แต่เพื่อให้บางสิ่งบางอย่างในนั้นมันมาคลิกกับระบบในสมองของเรา เกิดเป็นกระบวน ความคิดใหม่ขึ้นมา ศิลปะในชีวิตเข้ามาช่วยตรงนั้นมากกว่า ไม่ใช่การประยุกต์ใช้ในเชิงรูปแบบ

ไม่ชอบไปแกลเลอรี่ แล้วเสพศิลปะจากไหน
สำหรับผมศิลปะมันคือความเคลื่อนไหว คือสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ที่ไม่ค่อยซาบซึ้งกับภาพเขียนหรืองานปั้นเก่าๆ เป็นเพราะเราเชื่อว่าในยุคนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ ไม่มีโฟโต้ก๊อปปี้ ไม่มีกล้องถ่ายรูป ฝีมือของผู้คนย่อมต้องดีกว่าคนสมัยนี้อยู่แล้ว เขาอาจจะเดินเร็วกว่า เดินทนกว่าพวกเราที่มีรถขับก็ได้ คือมันไม่แปลก มันเป็นของธรรมดาน่ะ แต่ในยุคนี้สิ สมมุติว่ามันมีคอมพิวเตอร์ที่สามารถสร้าง Painting ขึ้นเองได้ แล้วบังเอิญมัน error มีความผิดพลาดในระหว่างกระบวนการ นั่นล่ะที่ผมสนใจ คือสิ่งที่มันควรจะเป็นในตอนนี้แล้วมันไม่เป็นไปอย่างที่คิด เราสนใจใน defect ดังกล่าว ไม่ว่าจะในแง่ของดนตรี ดีไซน์ หรืออะไรก็ตาม Process ตรงนั้นมันน่าตื่นเต้น

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญตั้งแต่เรียนจบมาคืออะไร
อย่าเรียกว่าจุดเปลี่ยนเลย เป็นการตัดสินใจมากกว่า ตัดสินใจว่าเราจะเรียนในสิ่งที่ชอบ กลับมาเราจะไม่เข้าระบบ ไม่ทำงานกับบริษัทสถาปนิก เพราะเรารู้ว่าจะไม่ได้ทำสิ่งที่ชอบ

เคยเป็นอาจารย์ด้วย
ครับ คือตอนที่ตัดสินใจว่าจะเปิดบริษัทเอง เราก็คิดนะว่า เออ เราไม่ใช่ใครที่ไหน อยู่ๆมาเปิดบริษัท ใครจะรู้จักเรา ก็เลยคิดว่าทำงานสอนไปด้วยดีกว่า

คิดยังไงกับการทำงานหลายอาชีพ หลายบทบาท คุณว่าดีหรือไม่ดี
จะว่าไปงานสอนมันตอบสนองสิ่งที่เราเรียนมาด้วยนะ ตอนนั้นไม่ได้สอนเพราะแค่อยากสอน สอนเพราะอยากพิสูจน์ตัวเองด้วยว่า “เรารู้เรื่องจริงรึเปล่า” เราไปพูดกับนักเรียนแล้วเขารู้เรื่องรึเปล่า หรือว่าเราคิดไปเองว่าเรารู้เรื่อง แล้วก็มีนักเรียนเยอะมากที่มีคำถามว่า “สิ่งที่อาจารย์สอน ผมจะเอาไปทำงานได้จริงเหรอ” มีคำถามแบบนี้ตลอด ซึ่งก็เหมือนเราคอยตอบตัวเองอยู่เสมอ เพราะเราสอนไปด้วยทำงานออกแบบไปด้วยไง มันเป็นองค์ประกอบที่ดี ทำให้เรา Balance สองสิ่งได้ ไม่ใช่ว่าเราไปโกหกนักเรียนนะ เราได้เช็คอยู่ตลอดว่ามันเดินไปด้วยกันได้จริง ก็ทำให้เรามั่นใจในตัวเองมากขึ้น

ปัจจุบันยังสอนหนังสืออยู่รึเปล่า
ไม่ได้ทำแล้ว เพราะงานรัดตัวมาก หลังๆพอไปแล้วเรากลายเป็นอาจารย์ที่อารมณ์เสีย (หัวเราะ)

อดีตครูมีคำแนะนำอะไรให้นักเรียนในวันนี้บ้าง
สิ่งเดียวที่ไม่ควรทำในการเรียนหนังสือคือ การคาดเดาว่าเมื่อเรียนจบแล้ว อะไรจะ “บูม” ตอนนั้น เพราะประเทศเราคาดเดาไม่ได้ ฉะนั้นจงเรียนในสิ่งที่ชอบ ถึงแม้ว่าเรียนจบมา งานนั้นอาจไม่ได้บูม แต่เราก็ยังได้มีความสุขในการเรียนดีกว่าอดทนเรียนสิ่งที่ไม่ชอบ แต่คิดว่าจะหางานง่าย พอจบมาถ้ามันไม่เป็นอย่างที่คิด แย่มั้ยล่ะ

กับสิ่งที่ทำอยู่ปัจจุบัน อะไรที่คุณคิดว่าท้าทายที่สุด
ความ Synchronize ในทีม เรื่องเล็กๆในแต่ละงานคือจุดที่ท้าทายที่สุด เวลาที่เรา (ดีไซเนอร์) เสนอภาพในหัวสู่ที่ประชุม จะทำยังไงให้ทุกคนที่ต้องรับงานต่อจากเราไปสามารถสนุกกับมันได้ และสามารถต่อภาพนั้นกลับมาให้เราเป็นภาพใหญ่ที่สมบูรณ์ด้วย

เรื่องเครียดที่สุดล่ะ
ก็เวลาที่มันไม่ Synchronize ไง (หัวเราะ) เวลาที่แต่ละฝ่ายไม่ support กัน เพราะในแต่ละงานเราไม่สามารถควบคุมมันได้ตลอดเวลา เราไปอยู่กับผู้รับเหมาทั้งคืนไม่ได้ จะไปตามลูกค้ายี่สิบสี่ชั่วโมงก็ไม่ได้ ความเครียดเกิดจากตรงนี้

คิดอย่างไรกับกระแสโลก หรือเทรนด์ ต่างๆ
ถ้าเราทำงานเพื่อตัวเอง ไม่ได้เพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ได้หวังเงินหรือธุรกิจ ตรงนั้นไม่สำคัญเลย แต่เมื่อไหร่ที่เราทำเพื่อตอบสนองคนจำนวนมาก มันก็จะเริ่มสำคัญ เพราะคนจำนวนมากก็คือ “โลก” น่ะ ถ้าเราหลีกหนีโลกไม่ได้ เราก็ต้องเข้าใจมันด้วย

เรื่องโลกร้อนกำลังมาแรง นักออกแบบอีเวนท์ตอบรับกระแสนี้อย่างไรบ้าง
บางทีเราควบคุมมันไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ ขึ้นอยู่กับลูกค้าด้วย บางทีเขามีความต้องการเฉพาะเจาะจงด้านวัสดุ เราก็ไปบังคับเขาไมได้ แต่ถ้านอกเหนือจากตรงนั้น เราก็จะคิดคำนวณของเราเองอยู่แล้ว ส่วนใหญ่งานอีเวนท์จะเป็นงานไม้ พอใช้เสร็จ มันจะมีตลาดรีไซเคิลรองรับอยู่ มันมีวงจรของมัน แต่ในเชิงการออกแบบ ทั่วไปถ้าเป็นงานวันเดียว เราก็พยายามจะไม่ใช้ของใหม่หรอก จะหาของที่เช่าได้มาแทน เช่าไฟ เช่าโครงสร้าง เช่า prop เราก็พยายามปรับองค์ประกอบทุกอย่างให้มันประหยัดอยู่แล้ว แต่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆคือ พวกงานพิมพ์อิงค์เจ็ทอันนี้มันเป็นความเปลืองภาคบังคับ

มีเป้าหมายในชีวิตอย่างไร ในอีก 10 ปี คุณมองเห็นตัวเองทำอะไร
ตอนนี้ไม่มีแล้ว เป้าหมายในชีวิตจบลงตั้งแต่ตอนเรียน เราเคยอยากเป็นอย่างนี้ แล้ววันนี้เราได้เป็นแล้ว
ไม่เคยคิดอะไรไปไกลกว่านี้

แต่ในเชิงการทำงาน อีกสิบปีข้างหน้าก็ยังอยากจะมีบริษัทดีไซน์อยู่ แต่สิ่งที่เราทำคือเดินมาออฟฟิศเพื่อเรียนรู้ และตื่นเต้นกับงานของน้องๆ จะมีความสุขมากถ้าเราไม่ต้องไปรู้อะไรเลยกับงานตรงนั้น แค่เดินมาแล้วร้อง “โอ้โห” ดีจัง อันนั้นก็ดี อันนี้ก็น่าสนใจ ผมเป็นคนที่ตื่นเต้นกับการเสพดีไซน์พอๆกับการทำงานดีไซน์เอง

Part 2: เมื่อนักออกแบบต้องทำธุรกิจออกแบบ

b|u|g Studio คือ Multi-disciplinary design (ขอย้อนความหลังยาว) คือผมจบสถาปัตย์มาก็จริง แต่
ช่วงที่ไปเรียนต่อ (ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย) เขาไม่ได้สอนให้เราดีไซน์ตึก แต่เขาสอนให้เรามองสถาปัตยกรรมจากมุมมองอื่นการเรียนจะเป็นแนว experimental (แนวทดลอง) ค่อนข้างเยอะ เช่น เราอาจจะสร้าง space ขึ้นจาก film หรือจากสื่ออื่นๆ ที่นอกเหนือจากการก่อสร้างจริงๆ คือเราสนุกกับตรงนั้น ก็อยากนำมันมาใช้ในการประกอบอาชีพ เลยเปิดบริษัทดีไซน์ที่ไม่ได้บอกว่าทำงานสถาปนิกสร้างตึก แต่บอกว่าเป็นบริษัทดีไซน์ที่ใช้มุมมองในการออกแบบทั้งหมดเพื่อมาตอบโจทย์ลูกค้า ฉะนั้นเราจะทำตึกก็ได้ ทำ exhibition ก็ได้ ทำสิ่งพิมพ์ก็ได้ ทำ event ก็ได้ ได้ทุกอย่าง

คือเราไม่เชื่อว่างานดีไซน์หนึ่งงานจะต้องใช้ศาสตร์แค่เพียงศาสตร์เดียว อย่างงาน Exhibition บางงานเราใช้มุมมองของกราฟฟิคมาเป็นตัวนำ หรืองานสิ่งพิมพ์ที่อาจใช้วิธีคิดแบบสถาปัตย์ ทำให้การทำงานมันสนุกขึ้น เกิดรูปแบบใหม่ๆขึ้นมา

ในฐานะดีไซเนอร์ที่ทำธุรกิจ คุณคิดว่าทักษะที่จำเป็นที่สุดคือ
มันเปลี่ยนไปเป็นช่วงๆ นะ ในช่วงที่ทำงานแรกๆ เราจะรู้สึกว่า ถ้าอะไรไม่ตอบในสิ่งที่เราต้องการ เราจะเฟลกับงานนั้นทันทีไม่มีการ Compromise (ยืดหยุ่น ประนีประนอม) แต่พอทำงานมาระยะหนึ่ง เราเริ่มมีทีม มีลูกค้า ทักษะที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ การ compromise ระหว่าง ego ของเรา กับความต้องการของลูกค้า กับความสุขของทีมงาน นี่แหละสำคัญที่สุด ผมว่าดีไซเนอร์ทุกคนออกแบบได้หมด มันยากที่จะบอกว่าอันนี้สวยหรือไม่สวย มัน Subjective วัดไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งที่จะบอกว่าดีไซเนอร์คนไหนทำงานได้ดีหรือไม่ดี มันคือการ compromise การ balance เพื่อที่จะตอบทุกๆโจทย์ เพราะมันมีหลายโจทย์ที่ต้องตอบ ทำยังไงให้ทุกฝ่ายแฮปปี้

ถ้าพูดถึงจุดอ่อนล่ะ จุดอ่อนของดีไซเนอร์ในการทำธุรกิจคืออะไร
ความเข้าใจหรือมุมมองต่อสิ่งที่คุณกำลังทำ ในโลกของคอมเมอเชียลดีไซน์นั้น งานของดีไซเนอร์คืองานที่เรารับมาจากลูกค้าอีกที แต่บางคนทำๆไป ชอบไปคิดว่านี่คืองาน ”ของเรา” ซึ่งคุณจำไว้เลยว่า ประโยคนี้คุณพูดได้แค่กับตัวเองเท่านั้นคนอื่นเขาไม่ได้มองอย่างนั้น เขามองว่ามันคืองานของลูกค้าต่างหาก

คิดดูว่าการที่ลูกค้าเขาโยนเงินแสนเงินล้านมาให้เราทำอะไรสักอย่างนี่มันต้องมีเหตุผล เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำต้องตอบสนองความต้องการของเขา เช่น เขาต้องขายของได้ เขาต้องสร้างแบรนด์ได้ ตรงนี้ภาระของเขามันใหญ่หลวง เทียบกับภาระของเราคือแค่ต้องการมีความสุขกับสิ่งที่ทำ ถ้าเราไปตั้งโจทย์กับตัวเองว่างานต้องสวยต้องถูกใจเรา ถ้าไม่สวยไม่อยากทำ หรือถ้าไม่มีงบเท่านี้เราทำไม่ได้ เพราะว่าไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ คิดแบบนี้เราจะทำธุรกิจอย่างไม่สนุกเลย กลายเป็นลูกค้ามา brief เรา แล้วยังต้องมา convince หรือขอร้องให้เราช่วยทำอย่างที่เขาต้องการอีกกระบวนการแบบนี้มันผิด

ที่ถูกคือเราควรมองโจทย์ของลูกค้าให้เป็นคอนเซ็ปท์ของเรา ถ้าเราตอบคอนเซ็ปท์นี้ก็คือเราตอบโจทย์ของลูกค้า การคิดอย่างนี้จะทำให้กระบวนการมันเดินไปได้อย่างถูกต้องกับทุกฝ่าย ผมบอกทีมงานเสมอว่าเวลาไปรับ brief จากลูกค้าต้องทำตัวให้โง่ที่สุด อย่าเป็นดีไซเนอร์ ฟังโจทย์แล้วอย่าเพิ่งวาดภาพในหัว ทำตัวให้โง่ที่สุดเท่าที่จะโง่ได้ เพื่อว่าสิ่งที่ลูกค้าให้มาทั้งหมดจะได้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น

ดีไซเนอร์ชอบฟังแล้วคิดไปก่อนอัตโนมัติ สร้างภาพในหัวเรียบร้อย แล้วทึกทักว่าภาพนี้คือโจทย์ พอกลับมาออฟฟิศก็ถ่ายทอดโจทย์นี้ลงบนกระดาษ ไปเป็น sketch ไปเป็นตัวงาน ทีนี้พองานดีไซน์ (โจทย์ปลอม) มันออกมาอยู่บนกระดาษแล้ว ใครจะมาแก้ มาติ มาคอมเมนท์ มันก็ลำบากล่ะ ซึ่งจริงๆภาพที่ว่ามันไม่ได้มีตัวตนเลย ที่ถูกคือต้องกลับมาพร้อมกับโจทย์ของลูกค้าในหัว ไม่ใช่ภาพ แล้วเอาโจทย์มาตีมาตบกันให้เรียบร้อยก่อน ทำความเข้าใจกับลูกค้า ตอนนี้มันยังเป็นโจทย์ของเขาเองน่ะ เขาจะตบจะเคาะยังไงมันก็ยังทำได้เต็มที่ เคาะให้เสร็จแล้วค่อยเอาตรงนั้นมาทำเป็นภาพ

ทำไมดีไซเนอร์หลายคนชอบดื้อกับลูกค้า ดีไซเนอร์ต้องเป็นแบบนี้เสมอหรือ
โอเค ขอบอกว่ามันเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือมันต้องเป็น แต่สิ่งที่จะช่วยให้ปัญหาตรงนี้มันน้อยลงได้คือ เรา (ดีไซเนอร์) ต้องสร้าง Trust ให้ลูกค้า อย่างที่บอกว่าดีไซเนอร์มี ego ทุกคน แต่ ego นั้นมันควรต้องอยู่บนเหตุและผลด้วย เช่น ถ้าเราพยายาม fight ลูกค้าจนลูกค้ายอม แล้วผลงานมันออกมาดีได้ดั่งใจจริงๆ ครั้งต่อไป ลูกค้าก็จะเริ่มเข้าใจและมั่นใจในสิ่งที่เราทำ แต่ถ้า ego นั้นวางอยู่บนความต้องการส่วนตัวล้วนๆ ไม่มีอะไรรองรับ เลยไม่ได้ตอบความต้องการของลูกค้าเลย ปัญหามันก็เกิด

เคล็ดลับความสำเร็จในธุรกิจดีไซน์
ข้อเสียเปรียบของดีไซเนอร์คือเราไม่สามารถเอาผลงานชิ้นที่เสร็จแล้วไปขายลูกค้าได้ สิ่งที่เราขายคือ Trust อย่างเดียว ขายความเชื่อมั่น ทำให้ลูกค้าไว้ใจเราให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ทุกอย่างก็จบ ถ้าเราสร้าง Trust ได้ความสวยเป็นอีกเรื่องแล้วนะ ดูอย่างดีไซเนอร์ระดับโลก เช่น คาริม ราชิด ฟิลิป สตาร์ค มาเซล วันเดอร์ หรือ เฮดี้ สไลมาน คนพวกนี้เขาสร้าง Trust ได้แข็งแรงมาก ต่อไปนี้ไม่ว่าเขาจะลุกขึ้นมาทำอะไร (ที่อาจน่าเกลียดมากๆก็ได้) มันก็จะกลายเป็นสิ่งสวยงามในสายตาของผู้คน เพราะคนที่เชื่อในตัวเขาจะพยายามปรับเข้าหาเอง ปรับเพื่อที่จะชื่นชมผลงานนั้น ความงามมันเป็นเรื่อง subjective ที่สุด

ในระบบบริหารของบริษัทดีไซน์ คุณทำงานกันอย่างไร
มันเหมือนการเล่นฟุตบอลนะ เล่นเป็นทีมมันก็ต้องมีกฎกติกาคร่าวๆอยู่ อย่างเช่น ผู้รักษาประตูใช้มือได้นะ แต่ห้ามออกมาเกินเส้นนี้ ตราบใดที่เขาไม่ล้ำเส้นนั้น ทุกอย่างก็อยู่ในวิจารณญาณของเขา หรืออย่างกองหน้าก็ต้องรู้ว่า เขาจะวิ่งอยู่บริเวณนี้นะ ไม่ลงมาต่ำมาก มันอาศัยประสบการณ์ด้วย เราจะรู้ว่าทีมของเราแต่ละคนมีทักษะหรือข้อจำกัดประมาณไหนถ้าเรามองว่าตรงไหนเราแข็งแรง แต่เพื่อนเราอ่อน เราก็อาจเข้าไปช่วยเสริมได้บ้าง

แต่ b|u|g เป็นบริษัทที่ไม่นิยมการ brainstorm นะ ที่นี่เวลาได้งานมาจะให้คนๆหนึ่งทำไปเลย ถ้าเขามี
ปัญหาหรือต้องการกำลังใจค่อยวิ่งมาถาม เพราะเรามีความเชื่อว่าดีไซเนอร์ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ไม่สามารถเอากล่องโล่งๆ มาวางบนโต๊ะ แล้วให้ทุกคนช่วยกันคิดให้มันออกมาเป็นสิ่งใหม่ ในหนึ่งงานเราจะมีดีไซเนอร์คนเดียวเป็นหัวหอกลุยไปเลย แต่คนนี้จะมีที่ปรึกษาหรือมีคนแนะนำได้ เหมือนมีคนช่วยทำ checklist ให้ เวลาที่เราไม่มั่นใจก็ไปเช็คตรงนั้น แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับเราทั้งหมด มันทำให้เรา “อิน” กับงานตรงนั้นมากกว่า ได้โฟกัสเต็มที่ และงานจะเดินเร็ว จบเร็ว

บริษัทดีไซน์ทำการตลาดอย่างไรบ้าง
ตั้งแต่เปิดมาไม่ได้เคยไปพีอาร์หรือโฆษณาอะไรเลย คือมันยากน่ะที่จะไปเคาะประตูออฟฟิศลูกค้า แล้วบอกเขาว่าผมเก่งนะ ผมทำอันนี้ได้ มันค่อนข้างเขิน ที่นี่เราจะทำงานกันแบบบ้าคลั่งมากกว่า แล้วให้มันเกิดเป็น word of mouth ออกไป

ทำให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเอง
ใช่ เป็นลักษณะปากต่อปาก

หลายคนมองว่านักธุรกิจมักไม่สนใจดีไซน์ ส่วนดีไซเนอร์ก็มักไม่เข้าใจธุรกิจ คุณมีความคิดเห็นอย่างไร
ตอบยาก เอาเป็นว่าถ้านักธุรกิจไม่สนใจดีไซน์เลย เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ แต่เขาก็ยังเป็นนักธุรกิจนะ ทำธุรกิจได้ ส่วนดีไซเนอร์ที่ไม่สนใจธุรกิจ เขาก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จในการทำบริษัทดีไซน์ ซึ่งมันก็มีสองทางเลือกสำหรับเขา หนึ่งคืออาจต้องผันตัวไปทำงานดีไซน์แบบทำเองขายเอง ทำเท่าที่จะทำได้ มีเส้นแบ่งที่แข็งแรงเลยว่า โอเค เราเอาแค่นี้พอแล้ว ธุรกิจประมาณนี้คือที่เรารับได้ ส่วนอีกทางคือผันตัวเองไปอยู่ในองค์กร ไม่ต้องคิดเรื่องธุรกิจอะไร มีงานมาวางตรงหน้าก็ทำไป แค่นั้นจบ แต่สองคนนี้ (นักธุรกิจที่ไม่สนดีไซน์ กับดีไซเนอร์ที่ไม่สนธุรกิจ) คงไม่ค่อยได้มาเจอกันหรอก

Bug Studio เคยเจอลูกค้าแนวนี้มั้ย แบบที่ไม่เข้าใจดีไซน์เลย
เคยมีนะ คือลูกค้าบางคนเขาไม่ได้รู้จักดีไซเนอร์ที่ไหน เขามาหาเราเพราะได้ยินมาว่า เออ ที่นี่ทำอีเวนท์ได้ พอคุยกันสักพักก็ต้องบอกเขาไปตรงๆเลยว่า "มันมีทางเลือกอื่นที่เหมาะกับเขามากกว่า" คือเขาต้องการแค่งาน บริการน่ะ ไม่ใช่งานดีไซน์ บริษัทออกแบบมันก็มีหลายประเภท บางบริษัทเขาแข็งแรงเรื่องบริการมาก ดีไซน์ที่เขาทำคือเพื่อตอบฟังค์ชั่นอย่างเดียว แต่ด้านบริการเขาเป๊ะๆเลย แน่นอนมาก เหมาะกับลูกค้าที่ไม่ได้ต้องการความตื่นเต้น ไม่ต้องมีการบีบหัวใจ ไม่มีการทดลองใหม่ๆ

คือเมื่อไรก็ตามที่มีการสร้างสรรค์ใหม่ๆ มันมาพร้อมกับความเสี่ยง ทุกครั้งที่เสนองานลูกค้าเนี่ย เรารับรู้ถึงความเสี่ยงนั้นนะ มันไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ คือที่เสนอไปน่ะ เราคิดว่าอย่างน้อยแปดสิบเปอร์เซ็นต์น่าจะทำได้จริง ซึ่งก็ต้องวัดใจกัน ถ้าลูกค้ารับความเสี่ยงตรงนี้ได้ ก็โอเคได้ทำงานกัน แต่ถ้าลูกค้าที่เขาไม่ต้องการตรงนี้เลย เขาต้องการงานเบสิค ต้องการบริการที่ชัวร์ๆ เราก็ต้องบอกเขาไปตรงๆว่าเราคงไม่ใช่สิ่งที่เขามองหา

คุณว่าลูกค้าดีหายากมั้ย
ผมไม่ได้มองว่าลูกค้าดีหรือไม่ดี อยู่ที่ว่าเขาเชื่อใจเรารึเปล่า ลูกค้าบางคนดุมากเลย ประชุมกันเมื่อไหร่ได้อารมณ์เสียทุกที แต่ในจุดหนึ่งเขาเคารพเราในแง่ของดีไซน์ เขาเชื่อใจเรา มันก็โอเค

ข้อชี้แนะสำหรับอุตสาหกรรมออกแบบไทยในอนาคต คุณอยากได้หรืออยากเห็นอะไร
อาชีพนักออกแบบก็เหมือนนักดนตรี หรือจิตรกร ทำงานบนพื้นฐานของความชอบส่วนตัว เราคงไม่เรียกร้องอะไรมากจากรัฐบาลหรอก เพราะประเทศเราคาดหวังอะไรไกลนักไม่ได้ (หัวเราะ) แต่ถ้าให้ขอ อยากขอความ consistent อย่าเปลี่ยนแปลงอะไรต่อมิอะไรแบบคาดเดาไมได้ เพราะถ้ามันเปลี่ยนแบบนี้บ่อยๆ มันทำให้เราวางแผนอะไรไม่ได้เลย


« Back to Result

  • Published Date: 2008-03-08
  • Resource: www.tcdcconnect.com