Creative Knowledge

« Back to Result | List

ในการศึกษาและวิชาชีพออกแบบ จะรู้ลึกหรือรู้กว้างดีกว่ากัน

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

อาชีพเอ็ดดูเคเตอร์ (ภาษาไทยนับรวมทั้งครูอาจารย์ และนักอบรม) ในที่นี้ของเรียกรวมๆไปว่า "อาจารย์" แล้วกัน อาจารย์ทำงานสนองคนสองกลุ่ม หนึ่งคือกลุ่มนักเรียนและสองคือกลุ่มคนทำงาน ในบริบทที่มีทั้งข้อจำกัดทางเวลาและงบประมาณ อาจารย์ทั้งหลายเจอกับปัญหาที่ต้องเลือกระหว่างจะ "สอนคน" หรือจะ "อบรมแรงงาน" ดี เฉพาะแค่ในโรงเรียนออกแบบปัจจุบัน เราจะเห็นปัญหาที่ว่า นักเรียนไม่สามารถเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างล้ำลึก รายวิชาที่ต้องเรียนมันเยอะไปหมด ซึ่งดูไปก็ล้วนจำเป็นทั้งนั้น เอาแค่เรื่องเทคนิคการใช้ซอฟแวร์ยากๆ ถ้าจะสอนกันให้ครบสมบูรณ์คงต้องใช้เวลาเป็นปีๆ ความจริงคือ เทคโนโลยีและกระแสโลกาภิวัตรนั้นได้เปลี่ยนโฉมหน้าและบทบาทของดีไซเนอร์ในวันนี้ไปจากอดีตแล้ว สมัยก่อนดีไซน์เป็นเรื่องของการผลิตสิ่งของต่างๆ แต่วันนี้ดีไซเนอร์ต้องคิดกลยุทธิ์ ศึกษาความสัมพันธ์ สร้างประสบการณ์กับผู้คน ฯลฯ เนื้องานที่ต้องทำนั้นมากกว่าในอดีตไม่รู้เท่าไหร่
คำถามคือ ปัจจุบันนี้โรงเรียนออกแบบต่างๆได้สอนทักษะที่เพียงพอต่อชีวิตการทำงานให้กับนักเรียนแล้วหรือยัง? เราจะกำหนดทิศทางการศึกษาไปทางไหนดี จะรู้ให้กว้าง หรือจะรู้ให้ลึก

มุมมองที่หนึ่ง : กว้างไว้ก่อนดีกว่า เป็ดยังไงก็ไม่จมน้ำ
เป็นที่รู้กันว่า ทักษะทางการออกแบบมีไว้เพื่อการสื่อสาร ภาพสเก็ตช์คือสิ่งที่บอกถึงความคิดของดีไซเนอร์ผู้นั้น จริงๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการพูด การเขียน หรือการวาด ล้วนเป็นทักษะสำคัญที่ดีไซเนอร์ต้องมีไว้กับตัว เพราะถึงแม้ว่าคุณจะมีไอเดียที่สุดยอด แต่ถ้าคุณไม่สามารถสื่อสารมันออกไปได้ดี ...จะมีความหมายอะไร

ในวงการแพทย์ หมอแต่ละคนต้องใช้เวลายาวนานในโรงเรียนเพื่อศึกษาความสลับซับซ้อนของร่างกายมนุษย์ แต่แม้ว่าหมอจะรู้ไปทุกซอกมุมแล้วก็ตาม ในชีวิตจริงหมอคนหนึ่งก็ไม่ได้ทำงานกับทุกส่วนของมนุษย์อยู่ดี เรามีหมอรู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาต่างๆกัน อย่างหมอโรคทั่วไปเขาอาจต้องการความเชี่ยวชาญในกลุ่มวิชาเภสัช รังสีวิทยา และเทคนิคการใช้ห้องแล็ป ซึ่งแค่นั้นเขาสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพกับผู้ป่วยในคลินิคของเขาได้แล้ว แต่เมื่อไหร่ที่หมอคนนี้ต้องไปเข้าเวรที่โรงพยาบาล ต้องเจอกับผู้ป่วยอาการหนัก เจอกับกรณีที่ร้ายแรงขึ้น ยากขึ้น หมอจากแขนงอื่นๆก็ต้องเข้ามาช่วยกันวินิจฉัยรักษา แต่เราจะเห็นว่า หมอแผนกหนึ่งสามารถอ่านรายงานของหมอจากอีกแผนกหนึ่งได้รู้เรื่องหมด เพราะอะไร? เพราะเขามีพื้นฐานที่กว้างพอไงล่ะ เขาเคยพูดภาษาเดียวกันมาก่อนเมื่อครั้งอยู่โรงเรียนแพทย์ปีต้นๆ! ก็ไม่ต่างอะไรกับวงการออกแบบ โปรดักท์ดีไซเนอร์คนหนึ่งก็ต้อง ร่วมงานกับทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะต่างๆกันไป แต่สิ่งสำคัญคือแต่ละคนต้องสามารถเข้าใจภาพรวม เพื่อจะได้ประสานงาน และสื่อสารกันอย่างมีประสิทธิภาพ

เรารู้กันดีว่าในขั้นตอนการพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้น โปรดักท์ดีไซเนอร์ต้องทำตัวเป็นผู้แทนของผู้ใช้ในอนาคต ทักษะจำเป็นของเขาในที่นี้คือต้องเปิดหูเปิดตา รับข้อมูลข่าวสารและวิธีคิดใหม่ๆเสมอ มันไม่ใช่ทักษะการทำดราฟท์ หรือแบบจำลองอีกต่อไป นี่คือการเปิดรับและศึกษาในเชิงกว้าง และแม้ว่าโครงการจะถูกส่งผ่านจากมือเขาสู่แผนกต่อไปแล้ว ดีไซเนอร์ก็ยังคงต้องใส่หมวกใบเดิมนี้อยู่สลับไปมา แต่ดีไซเนอร์คนใดที่เน้นทักษะการทำเรนเดอร์ หรือการสร้างแบบจำลองให้สวย ขณะนั้นเขานั้นไม่ได้อยู่ข้างผู้บริโภคแล้ว เขาไปสวมหมวกผู้แทนของ"จินตนาการ" เป็นการพัฒนาความเชี่ยวชาญในเชิงลึก
ซึ่งอันนี้ก็ต้องระวังไว้ เพราะหมวกของผู้เชี่ยวชาญอาจไม่พาเขาไปถึงฝั่งฝันในอนาคตข้างหน้า น่าจะเห็นว่าเทคโนโลยี และวิธีการใหม่ๆนั้นมาเร็วไปเร็วจนแทบตามไม่ทัน ยิ่งแก่ตัวเราก็ยิ่งวิ่งช้าลงด้วย ถึงตรงนี้บางคนเถียงว่า แต่ถ้าเราอยากจะเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้น เราต้องจดจ่ออยู่กับมันสิ ...ก็ใช่ ไม่ผิดเลย แต่จงระลึกด้วยว่า การจดจ่ออยู่ในสิ่งเดียวย่อมจะทำให้โลกทัศน์ของเราแคบ (อีกนัยคือ การเรียนแบบเฉพาะทางสุดๆนั้น คือการจำกัดความสร้างสรรค์ของมนุษย์) คนฉลาดนั้นคือคนที่รู้รอบ...คือคนที่รู้จักเปลี่ยนหมวก(บทบาท)ไปได้เรื่อยๆต่างหาก

อนาคตนั้นไม่แน่นอน นักเรียนที่จ่ายค่าเทอมเพื่อเรียนการใช้ซอฟแวร์ CAD Package ในวันนี้ ไม่มีทางรู้เลยว่าในอนาคตอีกห้าปีสิบปี บริษัทดีไซน์หรือธุรกิจต่างๆเขาจะยังใช้โปรแกรมนี้กันอยู่รึเปล่า? ทำไมไม่คิดให้นักเรียนเอาเวลาไปพัฒนาทักษะการทำเอกสาร การนำเสนองาน หรือการสื่อสารในระดับต่างๆบ้างล่ะ? เพราะนั่นอาจเปลี่ยนบทบาทของนักเรียนดีไซน์คนหนึ่ง จากตำแหน่งมนุษย์ CAD Man ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมเลยก็ได้

มุมมองที่หนึ่งสรุปว่า อาจารย์สมัยใหม่น่าจะสอนให้นักเรียนมีความยืดหยุ่นมากขึ้น สอนเทคนิคชั้นสูงต่างๆก็ได้ แต่โดยรวมต้องให้ความคล่องตัวที่เพียงพอ (พอที่จะช่วยให้นักเรียนปรับตัวได้เมื่อจำเป็น) เช่นว่า การสอนความรู้เบื้องต้นในซอฟแวร์และเทคนิคหลายๆประเภทน่าจะดีกว่าการให้นักเรียนเลือกเรียนลึกลงไปในวิชาเดียว เพราะยังไงเสียเมื่อไปทำงานจริง คนเราก็ต้องพูดจาสื่อสารกับแผนกอื่น ความรู้แบบเป็ดนั้นสามารถช่วยให้อะไรๆมันราบรื่นได้
เป็นไปได้มั้ยว่า โรงเรียนใดก็ตามที่สอนเด็กให้เก่งเฉพาะทางเกินไปนั้น (ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีเก่ง ทำวิจัยเก่ง เทคนิคเก่ง ปฏิบัติเก่ง ฯลฯ) ไม่ได้ทำเขาให้พร้อมรบในสนามจริงเลยสักนิด!

มุมมองที่สอง : ต้องรู้ให้ลึก ความเชี่ยวชาญคือกุญแจดอกแรกของมืออาชีพ
ในขณะที่บริษัทต่างๆต้องการจ้างเด็กใหม่ที่มาพร้อมกับทักษะเฉพาะ มาเติมเต็มช่องว่างของทีม มาทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น ทำให้นายจ้างวางบิลได้เร็วขึ้น ไม่ค่อยจะมีบริษัทไหนที่เอื้ออาทรให้เด็กใหม่ค่อยๆเรียนรู้พัฒนาทักษะในขณะที่กินเงินเดือน ไปด้วยหรอก (อาจฟังดูเศร้านะ แต่มันเป็นเรื่องของธุรกิจ) รู้ๆกันว่าการพัฒนาบุคคลากรต้องใช้เงิน ซึ่งก็ไม่แน่ว่าเมื่อเขาเก่งกาจขึ้นแล้ว เขาจะยังอยู่กับบริษัทต่อไปรึเปล่า มีความเป็นไปได้สูงที่เขาอาจถูกซื้อตัวไปทันทีเลยก็ได้ เรื่องนี้เป็นเหตุให้โรงเรียนออกแบบหลายแห่งเพิ่มรายวิชา "ฝึกงาน" เข้าไปในหลักสูตร เพื่อให้นักเรียนได้มีประสบการณ์ในระดับมืออาชีพไว้บ้าง เวลาจบไปจะได้ปรับตัวเข้าสู่ระบบได้อย่างรวดเร็ว สามารถทำงานได้ทันที เพราะไม่เช่นนั้นคงจะตกงานยาวแน่

ลองนึกดูว่า ถ้าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจออกแบบ มีบ่อยครั้งที่คุณต้องการงานเรนเดอริ่งโฟโต้ชอปกระบิยักษ์ภายในเช้าวันรุ่งขึ้น เพื่อจะส่งให้ลูกค้าหรือเพื่อการประชุมใหญ่ๆ คุณคงไม่อยากรับเด็กที่ไม่มีประสบการณ์กับการซอฟแวร์นี้อย่างโชกโชนเข้ามาเป็นแขนขาหรอก จริงมั้ย? บริษัทหลายแห่งเดี๋ยวนี้ไม่ต้องการผู้สมัครที่เรียนรู้เร็วอีกต่อไป เขาอยากให้คุณไปเรียนรู้เร็วมาให้เสร็จ แล้วค่อยมาสมัครจะดีกว่า

ทักษะเฉพาะทางดูเหมือนจะเป็นกุญแจที่นักเรียนออกแบบจะเปิดประตูเข้าสู่โลกของมืออาชีพ จูเนียร์ดีไซเนอร์ส่วนใหญ่ก็เริ่มต้น จากการนั่งทำงานหน้าคอมหลังขดหลังแข็งทั้งนั้น แต่หลังจากนี้คุณจะเติบโตต่อไปอย่างไร มันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นแล้ว แต่วันนี้ ในเมื่อบริษัทยังต้องสื่อสารความต้องการของฝ่ายการตลาดไปสู่ฝ่ายโรงงานผลิต พวกซอฟแวร์มาตรฐานต่างๆเหล่านี้ก็ยังคงสำคัญอยู่เพราะมันคือเครื่องมือสื่อสารชั้นดีที่สุด ณ เวลานี้ ฉะนั้นการมีดีไซเนอร์ที่ใช้ซอฟแวร์เก่งๆอยู่ในบริษัทย่อมช่วยให้ทุกฝ่ายเข้าใจอะไร ตรงกันได้ง่ายขึ้น หน่วยธุรกิจก็เคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้เร็วขึ้นนั่นเอง

ยังไงดีล่ะคราวนี้ จะเสแสร้งว่ารู้รอบดีกว่ารู้ลึกก็พูดได้ไม่เต็มปากแล้ว ในเมื่อภาคทฤษฎีกับภาคปฏิบัติมันขัดกันสิ้นเชิง พวกอาจารย์พิเศษน่ะรู้ดีที่สุด เวลาที่สวมหมวกอาจารย์ก็พร่ำสอนให้เด็กนักเรียนเปิดโลกทัศน์ให้กว้าง ให้เน้นหนักที่การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์และพัฒนาแนวคิด แต่วันรุ่งขึ้น เวลาที่สวมหมวกผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบ กลับเลือกมือโปรด้านซอฟแวร์เข้าบริษัทซะงั้น ก็ทำไมล่ะ เพราะสถานการณ์และปัจจัยต่างๆมันบีบให้เป็นอย่างนั้นน่ะสิ ธุรกิจแข่งขันสูง ต้องเอาคนที่เข้ามาแล้ว "ถีบงาน" ได้เลยก่อน (โถ...น่าเห็นใจคนที่ใส่หมวกหลายใบเหมือนกันนะ คงสับสนอยู่ลึกๆ ของอย่างนี้มันก็พูดยาก)

เอาเป็นว่าทุกวันนี้ นักเรียนดีไซน์คงต้องพยายามเก่งให้ได้ทุกมิติ ต้องปากกัดตีนถีบกว่ารุ่นก่อนๆ จงคิดซะว่าโรงเรียนก็เป็นเหมือนค่ายมวย สอนเทคนิคต่างๆให้นักมวยในค่ายเหมือนกันทุกคน แต่ละค่ายอาจมีชื่อเสียงในกระบวนยุทธที่ต่างกัน แต่สุดท้ายใครจะขึ้นชิงแชมป์เวทีลุมพินีหรือเวทีราชดำเนินนั้น มันเป็นความรับผิดชอบของนักมวยคนเดียว (ที่ต้องตั้งใจ ต้องซ้อมหนัก) วิชาความรู้มันสั่งสมได้จากประสบการณ์การขึ้นชกด้วย สุดท้ายไม่ว่าคุณจะเป็นมวยเข่าหรือมวยเตะ เก่งคลุกวงในหรือชอบต่อยยาวๆ ถ้าเจอผู้ชกที่ไม่เข้าทาง คุณก็ต้อง"ปรับเพื่อเอาชนะ"ให้ได้อยู่ดี จะมาจากค่ายไหนก็คงไม่ต่างกัน!


« Back to Result

  • Published Date: 2008-02-20
  • Resource: www.tcdcconnect.com