Articles

« Back to Result | List

บ้า แปลก แหวกกฏ อย่างไรให้เป็นนักประดิษฐ์ Dr. Yoshiro NakaMats

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

japinventor1.jpg

ในฐานะที่ไม่ได้ถือพาสปอร์ตญี่ปุ่น ก็ไม่แปลกถ้าคุณอาจไม่คุ้นเคยกับชื่อ "ดอกเตอร์โยชิโร่ นากามัตสึ" ศาสตราจารย์นักประดิษฐ์แห่งแดนปลาดิบ แต่นั่นก็ไม่เป็นไรหรอก คุณยังมีเวลาอีกทั้งชีวิตที่จะติดตามความอัจฉริยะ (และความมันส์) อันไม่จบสิ้นของชายคนนี้...

ดร.นากามัตสึเคยถูกยกให้เป็นหนึ่งในห้านักวิทยาศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์โลก เทียบชั้นกับแมรี่ คูรี่ และอาคีเมเดสนั่นเลย คำถามคือเขาสร้างอะไรที่เปลี่ยนวิถีชีวิตมนุษย์โลกขั้นนั้นเรอะ ...อืมม์ จะว่ายังงั้นก็คงได้ วันนี้เราจะแนะนำให้คุณรู้จักกับผู้ให้กำเนิดฟลอปปี้ดิสก์แผ่นแรกของโลก

พูดถึงปูมหลังของเขาสักเล็กน้อย... ดร. โยชิโร่ นากามัตสึ อายุ 77 ปี ถึงวันนี้มีสิ่งประดิษฐ์จากห้องทดลองของเขาได้รับการจดสิทธิบัตรทางปัญญาแล้วกว่า 3,200 ชิ้น เป็นสถิติสูงสุดของโลก ณ ปัจจุบัน ทิ้งห่างโทมัส เอดิสัน (ผู้รั้งอันดับ 2) ราวๆ สามเท่าตัว ถ้าจะถามว่าอะไรหรือคือสิ่งสำคัญที่นักประดิษฐ์เจ๋งๆ ต้องมีในตัว บางคนว่า "ต้องรอบรู้" บางคนว่า "ต้องมีวิธีคิดที่แตกต่าง" บางคนก็ว่า "คุณต้องอยากรวยเป็นพื้นฐาน" (ว่าไปนั่น) แต่ถ้าถาม ดร.นากามัตสึ แล้ว ชายคนนี้บอกเราว่า "ความรัก" ต่างหาก ที่เป็นบ่อเกิดของ "สิ่งประดิษฐ์" ทั้วมวล

นี่คือหนึ่งในเรื่องรักของเขา ...กาลครั้งหนึ่งในฤดูหนาวของญี่ปุ่น ครั้งเมื่อเด็กชายนากามัตสึมีอายุได้14 ปี เขาได้ประดิษฐ์ที่สูบน้ำมือถือขึ้นเป็นครั้งแรก สิ่งเดียวที่นำเขามาสู่สิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้คือ "ความรักแม่" ...นากามัตสึนั่งมองแม่ของตนค่อยๆ รินซีอิ๊วขาวจากขวดใหญ่ลงในขวดเล็กๆ แขนของแม่สั่นจากอากาศหนาว ทำให้ต้องบรรจงรินอย่างช้าที่สุดเพื่อไม่ให้มันหกเลอะ... ณ วินาทีนั้น เด็กชายรู้สึกว่าเขาอยากทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยให้แม่มีชีวิตที่ง่ายขึ้น

"นั่นแหละครับคือจุดเริ่มต้น ความรักคือจิตวิญญาณของสิ่งประดิษฐ์" ดร.นากามัตสึกล่าวชัดเจน

เมื่อความรักที่เป็นพื้นฐานผนวกเข้ากับวิธีการทดลองที่แหวกกฎ ดร.นากามัตสึ สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์มากมายให้กับชาวโลก ไม่เพียงแต่ฟลอปปี้ดิสก์ ดร.สติเฟื่องคนนี้คือผู้คิดค้นเครื่องส่งแฟ็กซ์, นาฬิกาดิจิตอล, ตั๋วรถไฟกระดาษชนิดที่มีแถบแม่เหล็ก และอีกมากมาย รวมทั้งเขียนหนังสืออีกกว่า 80 เล่ม และเมื่อปี ค.ศ. 2005 เขาเพิ่งได้รับรางวัล IG Nobel Prize ในสาขาการวิจัยด้านโภชนาการ (เขาใช้เวลา 35 ปีในการบันทึกภาพมื้ออาหารที่เขารับประทานในแต่ละวัน เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่าอะไรที่ส่งผลดีและผลเสียต่อภาวะการทำงานของร่างกายและสมองของมนุษย์)

ฟังดูคล้ายนักวิทยาศาสตร์สมองบวมในการ์ตูนญี่ปุ่น ชายคนนี้ใช้เวลานอนแต่ละวันเพียง 4 ชั่วโมง (ระหว่างตีสี่ถึงแปดโมงเช้า) และกินข้าววันละมื้อเท่านั้น (แต่ละมื้อถูกคำนวณไว้ที่ 700 แคลอรี่เท่ากันทุกวันเพื่อการวิจัยข้างต้น) นอกจากนี้ในทุกๆ วัน เขาจะใช้เวลาประมาณ 4 -5 นาทีนั่งบนเก้าอี้ซีรีเบร็กซ์ สิ่งประดิษฐ์อีกชิ้นของตน เพื่อเรียกความสดใสกระปรี้กระเปร่าในระหว่างวัน โดยทางทฤษฎีแล้ว เก้าอี้ตัวนี้จะปล่อยคลื่นความถี่พิเศษบางอย่างที่ช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนโลหิตและการทำงานของสมอง พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าเรานั่งเก้าอี้นี้สักหนึ่งชั่วโมง สมองของเราจะรู้สึกเหมือนว่าได้นอนพักมา 8 ชั่วโมง ยังไงยังงั้น

เอาล่ะ ถึงตอนนี้เราพอทราบแล้วว่า "ความรัก" คือ ชนวนแห่งการสร้างสรรค์ของศาสตราจารย์แดนปลาดิบคนนี้ แต่สิ่งที่เราอยากรู้มากกว่านั้นก็คือ นอกเหนือจากความรักแล้ว นักประดิษฐ์เก่งๆ เขาต้องมีอะไรอีกบ้างในตัว การสร้างงานดีๆขึ้นมางานหนึ่ง มันคงต้องมีอะไรมากกว่าความรักหรือแรงบันดาลใจน่า (หรือคุณว่าไง)

มองให้ไกลและกล้าที่จะก้าวก่อนคนอื่น
สิ่งประดิษฐ์ชิ้นหนึ่งที่เพิ่งจะได้รับการจดสิทธิบัตรของ ดร.นากามัตสึ คือ สเปรย์กระตุ้นความต้องการทางเพศที่มีชื่อน่ารักว่า "NakaMats Love Jet" เจ้าเจลใสบรรจุขวดเล็กๆ นี้จะทำให้คุณเพิ่มความหฤหรรษ์ทางกามรสถึง 3 เท่า พอออกวางจำหน่าย มันได้รับคะแนนเสียงท่วมท้นจากผู้ใช้ก็จริง แต่ก็ได้รับเสียงวิจารณ์หนักเอาการจากสาธารณชน (ผู้ที่ไม่ได้ใช้) ก็แหม...เรื่องเซ็กซ์ในสังคมเอเชียเรานี่ มันเป็นเรื่องปากว่าตาขยิบที่สุดอยู่แล้ว หลายคนตั้งคำถามกับเขาในทำนองว่า อายุก็ใกล้จะ 80 เต็มที ยังใช่เวลาที่ควรจะหมกมุ่นเรื่องพรรค์นี้อยู่หรือ

ทางดร.นากามัตสึดูจะปลงๆ กับผู้คนที่ใจ (และวิสัยทัศน์) แคบเหล่านี้ เขาว่า คนส่วนมากมองไม่เห็นความตั้งใจที่แท้จริงของเขาหรอก เพราะมันไกลเกินไป อันที่จริงแล้วเขาประดิษฐ์สเปรย์นี้ขึ้นเพราะเป็นห่วงอนาคตของชาติต่างหาก

"ผมต้องการเร่งอัตราการเพิ่มจำนวนประชากรของญี่ปุ่น เพราะทุกวันนี้ คนญี่ปุ่นมีลูกน้อยลงมาก อัตราการมีบุตรอยู่ที่ 1.53 คนต่อคู่สมรสเท่านั้น ในเชิงประชากรศาสตร์มันเข้าข่ายอันตรายแล้ว" เขายังระบุว่า หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไปเช่นนี้ ในอีก 800 ปีข้างหน้า จะไม่เหลือชาวญี่ปุ่นบนโลกอีกต่อไป

ความที่เป็นคนค่อนข้างบ้าบิ่น ทำอะไรไม่อายใครอยู่แล้ว นักประดิษฐ์ผู้นี้ยินดีโปรโมทสิ่งประดิษฐ์ของเขาทุกวิถีทาง บ่อยครั้งที่เขาปรากฏตัวในโทรทัศน์เพื่อสาธิตการใช้สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เช่น รองเท้าเด้งดึ๋ง, ไม้กอล์ฟไม่รู้พลาด หรือสเปรย์ฉีดผิวเป็นเด็กตลอดกาล ดร.นากามัตสึมีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่าสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้มีโอกาสถูกพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นได้ในอนาคต เขาอยากจะเห็นทฤษฎีรองเท้าเด้งดึ๋งถูกพัฒนาในแวดวงกีฬาระดับสากล อยากเห็นนักวิ่งโอลิมปิกวิ่งได้เร็วขึ้นแต่มีความเสี่ยงจากอุบัติเหตุน้อยลง เหมือนทฤษฎีที่สูบน้ำมือถือในอดีต ที่ปัจจุบันถูกพัฒนาไปใช้ในระดับอุตสาหกรรม และกลายเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย

"ความคิดก้าวล้ำเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าใจได้ยาก ผมเหมือนคนนั่งเครื่องย้อนเวลาที่มองอะไรไกลกว่าชาวบ้านเขาอยู่ 10-20 ปี" ดร.นากามัตสึพูดเสมอว่า เขาคิดและทำในสิ่งที่เป็นเรื่องของอนาคต การจะให้คนทั่วไปเข้าใจและให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นเรื่องที่ต้องอดทน อาจต้องรอกันอีกหลายปี แต่ด้วยความกล้าที่จะเดินอยู่นอกกรอบค่านิยมทางสังคมบวกกับการค้นคว้าทดลองอย่างจริงจัง ดร.นากามัตสึได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า อิสระทางความคิดและแรงบันดาลใจที่แน่วแน่ชัดเจนนั้นเป็นพื้นฐานของการเป็นนักประดิษฐ์ที่จะประสบความสำเร็จได้

japinventor2.jpg

จากไอเดียสู่สิ่งประดิษฐ์
มีเพียงนักประดิษฐ์ที่แท้จริงเท่านั้นถึงจะสร้างปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในโลกได้ ให้สังเกตว่า ณ จุดหนึ่งในระหว่างการคิดค้นทดลอง นักประดิษฐ์ที่แท้จริงจะเผชิญกับภาวะหนึ่งที่เรียกว่า "Pika" พูดง่ายๆ ก็เหมือนการยิงปืน เปรี้ยงเดียวนี่แหละที่ทำให้นักประดิษฐ์ก้าวข้ามอุปสรรคจำนวนมากได้ บุคคลนั้นจะพบกับจุดเปลี่ยนทางความคิดที่ชัดเจนและแรงพอ เขาจะมองเห็นแก่นแท้และสร้างสิ่งประดิษฐ์ใหม่ขึ้นสำเร็จ

"สิ่งนี้เป็นพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่เกิด ไม่ใช่สิ่งที่สอนกันได้"ดร.นากามัตสึว่าไว้อย่างนั้น

คงจะจริงที่เขามีพรสวรรค์ของการเป็นนักประดิษฐ์สูงส่งกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่เมื่อถึงเวลาต้องนำมันมาใช้งานจริงๆ นี่สิ เขาเริ่มต้นอย่างไรหรือ เมื่อไอเดียมันมาแล้วมันไปต่อยังไง แรงบันดาลใจนี่ถูกนำมาใช้ยังไงบ้าง

"สำหรับผมแล้ว ภาวะขาดอากาศเป็นสิ่งสำคัญครับ ...ในสระว่ายน้ำ ผมจะจมตัวอยู่ใต้ผิวน้ำจนถึงจุดที่กำลังจะสูญเสียออกซิเจนสุดท้าย ในเวลาแค่0.5 วินาทีก่อนจะเริ่มสูดน้ำเข้าปอดนี่แหละ สิ่งที่ผมเรียกว่า Pika มันจะเกิดขึ้น" ฟังดูค่อนข้างอันตรายและอาจใช้ไม่ได้สำหรับทุกคน ทว่าสำหรับ ดร.นากามัตสึ ไอเดียเก๋อย่างเดียวไม่ได้พาใครไปไกลนัก

"ไอเดียใหม่ยังไม่ถือเป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่นะ มันคนละเรื่องเลย บางคนคิดได้ไม่รู้จบแต่ไม่ศึกษามันต่อ ในขณะที่บางคนทำก็ทำการวิจัยไปโดยไม่มีไอเดีย แต่ถ้าคุณต้องการจะสร้างสิ่งประดิษฐ์ชั้นเลิศล่ะก็ คุณต้องทำทั้ง 2 อย่างให้ได้ดี"

อันที่จริงแล้วผู้ชายคนนี้อยากจะเรียกตนเองว่า "นักวิทยาศาสตร์" มากกว่า "นักประดิษฐ์" ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะนักวิทยาศาสตร์เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับ "ไอเดีย" "สิ่งเร้า" หรือ "แรงบันดาลใจ" เท่านั้นน่ะสิ พวกเขาให้ความสำคัญกับเรื่อง "ทฤษฎี" อย่างที่สุดด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะ "ทฤษฎี" พวกนี้ สิ่งประดิษฐ์ของดร.นากามัตสึก็คงไม่ต่างจากของเล่นบนท้องถนนทั่วไป

พูดถึงเรื่องไอเดียหรือแรงบันดาลใจนี่ ดร.นากามัตสึให้ข้อคิดที่น่าสนใจอยู่อย่าง ที่ว่าไอเดียมันมีหลายระดับ แบบที่มาปรู๊ดปร๊าดนี่ถือเป็นระดับล่าง ไม่ใช่อะไรที่ยั่งยืน สำหรับนักประดิษฐ์ที่ดี นอกจากไอเดียที่เป็นแก่นสารแล้ว คุณต้องมีความสามารถที่จะทำมันขึ้นมาได้ด้วย นักประดิษฐ์ต้องพัฒนาไอเดียบนองค์ความรู้ที่เหมาะสม และทำให้สิ่งประดิษฐ์นั้นสร้างประโยชน์ได้จริงสำหรับคนทั่วไป

ดร.นากามัตสึเผยถึงหลักการ 3 ข้อที่เขาสร้างและปฏิบัติตามโดยตลอด เขาเรียกมันว่า Ikispiration" ประกอบไปด้วย
1) ทฤษฎี-รวบรวมองค์ความรู้พื้นฐานที่เกี่ยวข้อง 2) ไอเดีย-แรงบันดาลใจสำคัญ 3) การผลิต-ศึกษาตลาดและความเป็นไปได้ ต้องให้แน่ใจว่ามันมีโอกาสที่จะพัฒนาต่อไปไม่สูญเปล่า ถ้าคุณสอบผ่านทั้ง 3 ข้อนี้ได้แล้ว นั่นคือคุณมีโอกาสที่จะสร้างงานอันสมบูรณ์แบบได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ...ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เขาใช้เวลาว่างสบายๆอยู่กับ The Fifth Symphony ของบีโธเฟน มันเป็นเพลงสุดโปรดที่เขาฟังอยู่บ่อยๆ แต่แล้วในวันนั้น เสียงเพลงอันไพเราะกลับฟังแปร่งๆไป อาจเป็นเพราะรอยขีดข่วนบนแผ่นหรือไม่ก็เข็มหัวอ่านของเครื่องเล่นที่สึกหรอจากการใช้งาน

"ตอนนั้นผมอารมณ์เสียมาก" เขาเล่า "ผมอยากจะฟังเพลงแบบใสกริ๊ง ไม่ใช่เวอร์ชั่นที่มีเสียงรบกวนตลอดเวลา วินาทีนั้นทำให้ผมคิดถึงการฟังเพลงแบบไม่ต้องอาศัยเข็มของเครื่องเล่นแผ่นเสียง อีกอย่างผมก็อยากจะพัฒนาตัวแผ่นเสียงเองด้วย อยากจะทำให้ขนาดมันเล็กลง บางลง ดูแลง่าย และทนทานกว่าเดิม นั่นจะทำให้ชีวิตสุนทรีย์เป็นเรื่องง่ายขึ้นเยอะครับ"

ในตอนนั้น การจะบันทึก The Fifth Symphony ของบีโธเฟนลงบนแผ่นเสียงแผ่นหนึ่ง เราต้องการแผ่นที่หนาถึง 2 นิ้ว ซึ่งมีโอกาสแตกหักง่ายมาก

เราจะสังเกตุได้ว่า นักประดิษฐ์ผู้นี้ไม่ได้คิดถึงแต่การพัฒนาวิทยาการของการบันทึกเสียงที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่เขานึกไปถึงความสะดวกและความง่ายต่อการใช้งานจริงด้วย เขาศึกษาทฤษฎีต่างๆที่เกี่ยวข้องและลงมือพัฒนาอุปกรณ์การบันทึกเสียงในระบบใหม่ ผลลัพธ์คือ เขาพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ที่เอาชนะข้อจำกัดทุกอย่างของแผ่นเสียงได้สำเร็จ ซึ่งมันก็คือเทคโนโลยีขั้นพื้นฐานของแผ่นฟลอปปี้ดิสก์นั่นเอง

อิสระภาพ ความมีวินัย และการฝึกตน
ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) คือส่วนผสมที่พอดีของคำสองคำ คือ "อิสระ" และ "กฏเกณฑ์" สมองของมนุษย์เราจะถูกพัฒนาให้เปิดรับความท้าทายได้อย่างสร้างสรรค์ก็ต่อเมื่อเรารู้จักใช้ทั้งทักษะการจดจำและการคิดแบบไร้ขีดจำกัดควบคู่กันไป ด้วยสองอย่างนี้ คนเราจะจัดการกับปัญหาที่พบได้ในหลายลักษณะ

ดร.นากามัตสึให้ข้อสังเกตว่า "ความอัจฉริยะของมนุษย์คนหนึ่งนั้นเกิดจากการที่เขาค้นพบพรสวรรค์ส่วนตัวที่จะคิดได้อย่างอิสระ และพรสวรรค์ข้อนี้ต้องถูกพัฒนาอย่างเต็มที่ หาไม่แล้ว มนุษย์คนนั้นจะไม่มีทางสร้างสรรค์อะไรที่ล้ำเลิศได้เลย นอกจากนั้น โดยมากแล้วนักประดิษฐ์เก่งๆจะเป็นคนที่เปิดกว้าง สนใจในศาสตร์และศิลป์หลายแขนง ทั้งศิลปะ ดนตรี กีฬา วิทยาศาสตร์ และอื่นๆอีกมาก ไม่ค่อยมีนักหรอกที่จะรู้ลึกรู้ดีอยู่แค่เรื่องตรงหน้าอย่างเดียว"

แม้ว่า ดร.นากามัตส์จะเชื่อนักหนาในเรื่องพรสวรรค์ของนักประดิษฐ์ แต่เขาก็ยังมีความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาตนเองให้มีความคิดเชิงสร้างสรรค์เพิ่มมากขึ้นได้ และใครก็ตามที่พยายามทำเช่นนั้น คุณภาพชีวิตของเขาก็จะพัฒนาขึ้นด้วยเป็นเงาตามตัว ครั้งหนึ่งนักประดิษฐ์ผู้นี้เคยกล่าวไว้ว่า ประเทศใดก็ตามที่สนับสนุนและส่งเสริมประชาชนของตนให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทั้งด้านการงานและความเป็นอยู่ส่วนบุคคล ประเทศนั้นจะต้องแข็งแรงและร่ำรวยอย่างแน่นอนในอนาคต เริ่มจากไอเดีย พัฒนาต่อไปเป็นผลิตภัณฑ์ วันหนึ่งข้างหน้ามันอาจกลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศเลยก็ได้

ทุกวันนี้ ดร.นากามัตสึยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่เดินเข้าออกห้องทดลอง ชายชราคนนี้ไม่เคยนอนรอให้แรงบันดาลใจหล่นลงมาจากฟ้า เขาทำงานด้วยวินัยสม่ำเสมอและเป็นระบบระเบียบ ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้ทุกวันนี้ เขาสร้างงานจากห้องทดลองได้มากขึ้น ผ่านอุปสรรคต่างๆได้เร็วกว่าสมัยยังหนุ่มด้วยซ้ำ

ดร.นากามัตสึหวังไว้ว่าเขาจะจดสิทธิบัตรให้ได้ถึง 7,000 ฉบับก่อนที่ความตายจะมาเยือนในอีก 67 ปีข้างหน้า (นับอายุรวมได้ 144 ปี) ท่าทางดูไม่ได้ล้อเล่นกับการกล่าวอ้างตัวเลขดังกล่าวเสียด้วย


« Back to Result

  • Published Date: 2007-10-07
  • Resource: www.tcdcconnect.com