Articles

« Back to Result | List

แนวคิดชนะใจการทำกราฟฟิกดีไซน์ Graphic Thought Facility: Newness from nothing new

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

ทุกวันนี้ดูจะไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรถ้าใครอยากจะเป็น "กราฟฟิคดีไซเนอร์" แค่เก็บเงินไม่กี่หมื่นซื้อคอมพิวเตอร์สักตัว ลงโปรแกรม Creative Suite ซะ แค่นี้คุณก็เริ่มงานดีไซน์ในฝันได้แล้ว แต่ถ้าย้อนกลับไปสมัยปี 1990 เมื่อครั้งที่ Andrew Stevens กับ Paul Neal เริ่มก่อตั้ง Graphic Thought Facility (GTF) นั้น มันไม่ใช่เรื่องหมูๆเลย เด็กหนุ่มสองคนเพิ่งจบหมาดๆจาก Royal College of Art ในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศอังกฤษย่ำแย่เอามากๆ พวกเขาตกงานไม่มีตังค์สักแดง ต้องอาศัยเงินกู้ยืมจากรัฐบาล บวกกับเงินค่าสอนหนังสือ part time และเงินรางวัลจากการเล่นเกมโชว์บ๊องๆ ซึ่งถัวๆ กันแล้ว GTF มีเงินพอที่จะซื้อคอมพิวเตอร์ได้แค่เครื่องเดียวเท่านั้น ...แต่นั่นล่ะคือจุดเริ่มต้นขำๆของกราฟฟิคสตูดิโอชื่อดังในวันนี้ ส่วน Huw Morgan นั้นเข้ามาร่วมแก๊งตอนปี 1996 เป็นผู้บริหารอีกคนของสตูดิโอ จวบจนทุกวันนี้ทั้งสามผู้บริหารยังคงทำงานดีไซน์ด้วยตนเองโดยตลอด ดูเหมือนว่าพวกเขาจะหยุดมันไม่ได้ซะแล้วสิ

ตลอด 17 ปีในวงการกราฟฟิค GTF รักษามาตรฐานผลงานได้อย่างน่านับถือพวกเขามักเลือกโจทย์ที่ไม่ได้หวือหวาแต่สูงด้วยคุณค่า แล้วใช้กระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์งานออกมาอย่าง "ไม่ธรรมดา" ผลงานของพวกเขาจึงดูมีเหตุมีผล แต่ในขณะเดียวกันก็เท่สุดๆด้วย เคยมีคนนิยามสไตล์งานของ GTF ว่าเป็นพวก adhocist คือทำงานตอบโจทย์เฉพาะหน้าจริงๆ พวกเขาไม่มีกฏ ไม่มีสไตล์ที่ชัดเจน แต่ที่แน่คือไม่ว่าบริบทจะเป็นอย่างไร พวก adhocist มักจะทำในสิ่งที่ชาวบ้านเขาไม่ทำกันเสมอ เป้าหมายคือการหาทางออกที่รวดเร็วและตรงกับความต้องการของแต่ละสถานการณ์อย่างที่สุด ผลงานที่ปรากฏแต่ละครั้งจึงดูแตกต่างกันได้สิ้นเชิง GTF ทำงานออกแบบให้กับโครงการด้านวัฒนธรรมหลายแห่ง เช่น Manchester Art Gallery, Frieze Art Fair, Shakespeare\'s Globe Theatre รวมทั้งงาน visual identity ของDesign Museum ในกรุงลอนดอนด้วย ส่วนงานเชิงพาณิชย์ก็มีของแบรนด์ Habitat, Mark&Spencer หรือโปรดักท์ของทางสตูดิโอเอง อย่าเช่น MeBox storage system

คุณอาจสงสัยว่าแล้วยังไงล่ะนี่? การทำงานโดยหลีกเลี่ยงสไตล์ส่วนตัวนั้นมันน่าประทับใจยังไงหรือ? อันนี้เราต้องมองให้ลึกลงไปในศาสตร์ทาง visual communication คือจริงๆ แล้วกราฟฟิคดีไซเนอร์โดยทั่วไปจำเป็นต้องคำนึงถึงกฏเกณฑ์และสไตล์บางอย่างเพื่อตอบโจทย์ทางด้านโครงสร้างและความงาม มันมีทิศทางบางอย่างที่นักออกแบบจะมองเห็นได้ แต่ถ้าคุณเลือกจะทำงานแบบ adhoc แล้ว คุณจะต้องไม่แคร์ในจุดนี้เลย ในโจทย์เดียวกันแล้ว คุณต้องมองหาทางออกที่สดใหม่และน่าสนใจกว่าเสมอ ถ้าถาม GTF แล้วพวกเขาไม่ได้มองตัวเองว่าเป็นปรมาจารย์ adhoc แต่อย่างใด แต่กระนั้นก็เถอะ ถ้าเราลองสังเกตวิธีการทำงานของพวกเขาแล้ว ก็ว่าไม่ได้จริงๆถ้าใครๆจะนิยาม GTF ว่าอย่างนั้น ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยประกาศกร้าวว่า "พวกเราต้องการจะทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน" เป้าหมายฟังน่าสนใจใช่มั้ย? แต่วิธีการสิที่น่าสนใจยิ่งกว่า เพราะในการนี้ ทางGTF ไม่ได้มองหานวัตกรรมใหม่หรืออะไรที่ล้ำยุคเลย ในทางกลับกันพวกเขาชอบที่จะเล่นกับสิ่ง cliché เดิมๆ แต่หาทางนำมันมาประติดประต่อใหม่ด้วยกลวิธีที่ต่างออกไปต่างหาก ซึ่งผลงานที่ได้ก็มักจะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคิดทำมาก่อนจริงๆ

งานแบบ homemade ชอบศิลปะและงานฝีมือชั้นสูง หลงใหลในความสมบูรณ์แบบ มุมมองของพวกเขาต่อคำว่า "โมเดิร์นดีไซน์" นั้น ออกจะต่างไปจากกระแสโลกอยู่พอควร GTF เห็นว่าผลงานแนวโมเดิร์นส่วนมากในปัจจุบันเป็นเพียงแค่การลอกเลียนแนวคิด "ความล้ำสมัย" จากในอดีตเท่านั้น "ถ้าคุณโตมากับหนังแนว sci-fi แล้ว คุณจะเข้าใจได้ทันทีเวลาเห็นสินค้าที่ออกใหม่ภายใต้แนวคิดนี้ เพราะโดยส่วนมากแล้วมันก็เป็นแค่ "เรโทรโมเดิร์น" เท่านั้น อย่างการเอาเทคนิคแป้นหมุน (เลียนแบบการหาคลื่นวิทยุแบบเก่า) กับระบบไฮไฟมารวมกันกลายเป็นเครื่องเล่น ipod หรือโทรทัศน์จอแบนพลาสม่า ที่เราก็เคยเห็นกันเกร่อในหนัง sci-fi ตั้งแต่ยุค 50's and 60's โน่น"

ด้วยเหตุนี้ "ความทันสมัย" จึงไม่ใช่หัวใจสำคัญของงานดีไซน์ที่นี่เลย สำหรับพวกเขา ผลงานที่ดู "โมเดิร์น" ไม่ได้สำคัญไปกว่าการที่มันตอบโจทย์ ณ เวลานั้นๆ ดีไซเนอร์กลุ่มนี้สนใจในแก่นแท้ของสรรพสิ่งมากกว่า พวกเขาใส่ใจมากกับกระบวนการและวัสดุ สตูดิโอเล็กๆแห่งนี้คิดค้นกรรมวิธีใหม่ๆเพื่อทำงานกับวัสดุและระบบการผลิตเดิมๆอยู่ตลอดเวลา โดยหวังว่าจะได้สัมผัสกับผลลัพธ์ที่แปลกออกไปเรื่อยๆ และถ้าหากพวกเขาเห็นว่าผลลัพธ์ที่ได้ยังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด ณ วินาทีนั้น พวกเขาก็พร้อมทีจะคิดใหม่ทำใหม่ได้ทุกเมื่อ ผลงานดีไซน์โดยมากของ GTF ไม่ได้ดูยิ่งใหญ่อลังการ แต่มันจะมีรายละเอียดที่ครบสมบูรณ์ในตัว เห็นได้ชัดจากผลงานป้ายหลุมศพคอนกรีตสำหรับสัตว์เลี้ยง หรือตัวหนังสือเรืองแสงในงาน digitopolis เป็นต้น การทำงานกับ "วิธีการ" ที่แตกต่างออกไปนี้ หลายครั้งเหมือนไร้เหตุผลเพราะต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านสุนทรียศาสตร์มากมาย แต่ถ้าเราเปรียบเทียบกับงานดีไซน์รูปแบบอื่นแล้ว มันก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจอยู่ GTF คิดว่าเวลาที่คนเราทำงานด้วยเหตุและผลมากเกินไปนั้น มันก็มักจะพาผลงานไปสู่คำตอบเดิมๆ ไม่น่าตื่นเต้น วิธีการทำงานแบบของ GTF นี้ตั้งใจที่จะสื่อสารความมีเหตุผลหรือแก่นสำคัญผ่านความงามที่ใหม่และแปลกออกไป เฉพาะเจาะจงมากขึ้น และที่แน่ๆคือ ไม่ใช่ในแบบสากลนิยม เกือบสองทศวรรษผ่านไป ธุรกิจกราฟฟิคดีไซน์เติบโตขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปมากมาย คลื่นลูกเก่าหายไป ให้เด็กใหม่ไฟแรงเข้ามาแทนที่ สตูดิโอแห่งนี้ยังคงเติบโตขึ้น ...อย่างช้าๆ (จากเดิมที่มี 3 คนเป็น 7 คนในปัจจุบัน) ทุกคนยังคิดงานและทำงานด้วยตัวเอง ซึ่งนี่ทำให้พวกเขาไม่สามารถจะขยายขนาดธุรกิจไปได้มากกว่านี้ แต่ข้อดีก็คือทุกคนยังคงทำงานเป็นดีไซเนอร์ ..."ถ้าโตกว่านี้เดี๋ยวจะกลายเป็นพ่อค้ากันไปหมด" ถ้าอยากรู้จักกับพวกเขามากกว่านี้ลองเข้าไปดูที่ http://www.graphicthoughtfacility.com/

Tip แนวคิดชนะใจการทำกราฟฟิกดีไซน์ จาก Huw Morgan, Graphic Thought Facility



แนวคิดและหลักปฏิบัติของ Graphic Thought Facility (GTF) ที่คุณอาจนำไปประยุกต์ใช้ได้ (สรุปจากการบรรยายของ Huw Morgan ที่โรงหนังสกาล่า เมื่อเดือนกรกฎาคม 2550)
1. จงทำงานบนไอเดียที่มีเหตุผล ตรงไปตรงมา และจงทำมันอย่างสวยงาม
2. อย่ายึดติดกับสไตล์ส่วนตัวจนเกินไป
3. เปิดรับความแตกต่าง และทดลองสิ่งใหม่ๆเสมอ ไม่ว่าจะในเรื่องเทคนิค ขั้นตอน วิธีการ หรือรูปแบบ
4. อย่าลืมใส่อารมณ์ขันในงานของคุณ เพราะนั่นคือเสน่ห์ที่มัดใจทุกคน
5. รักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าชั้นดี เพราะลูกค้าดีๆจะแนะนำลูกค้าดีๆให้กับคุณได้อีก
6. ในโลกของการออกแบบ ถ้าภาพลักษณ์ของคุณหรือผลงานของคุณดู “ยิ่งใหญ่” กว่าความเป็นจริง นั่นแปลว่าคุณประสบความสำเร็จแล้ว

photo credit: http://www.designmusuem.org/



« Back to Result

  • Published Date: 2007-10-07
  • Resource: www.tcdcconnect.com