Articles

« Back to Result | List

ย้อนรอย “เวนิสตะวันออก” อยู่อย่างไทยในเมืองลอยน้ำ

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

ทราบกันดีว่า "กรุงเทพมหานคร" ในอดีตเป็นเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยคูคลอง จนได้รับสมญานามว่า "เวนิสตะวันออก" แต่อาจมีเพียงไม่กี่คนนักที่ตระหนักว่า ภายใต้อิฐหินทุกก้อนของคูคลองที่ถูกถมทับเพื่อปรับวิถีสู่เมืองบกนั้น มีภูมิปัญญาของบรรพบุรุษผู้มีชีวิตอยู่กับสายน้ำซ่อนอยู่ในหลากหลายมิติ

จากนาทีนี้ไปชีวิตความเป็นอยู่ของชนชาติไทยอาจต้องพลิกโฉมคืนสู่วิถีดั้งเดิมอีกครั้ง เมื่อภาพโศกนาฏกรรมแห่งชาติจากมหาอุทกภัยครั้งที่ผ่านมาส่องสะท้อนให้เราต้องหันย้อนมองดูตัว เพื่อค้นหาดุลยภาพแห่งการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ณ เมืองหลวงแห่งนี้ กรุงเทพมหานคร...เมืองลอยน้ำ


จากเมืองบาดาลสู่เวนิสตะวันออก
มีหลักฐานว่า ในอดีตกาลกรุงเทพมหานครและกรุงศรีอยุธยาเคยจมอยู่ใต้น้ำทะเล จวบจนเวลาต่อมาเมื่อน้ำได้เหือดแห้งไป กรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพฯ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเมืองหลวง ชีวิตของคนไทยทุกยุคสมัยก็ล้วนผูกพันอยู่กับสายน้ำชนิดตัดไม่ขาด

ทั้งนี้เนื่องจากภูมิประเทศของที่ราบภาคกลางบริเวณนี้เป็นที่ราบลุ่มที่มีน้ำท่วมถึงปีละ 6 เดือน ทำให้ไร่นามีความอุดมสมบูรณ์มาก และด้วยปัจจัยชีวิตที่ต้องพึ่งพาสายน้ำนี้ ก็ทำให้รูปแบบการดำรงชีวิตของคนไทยในอดีตต้องดำเนินไปกับวิถีของน้ำอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังจะเห็นได้จากการคมนาคมที่ใช้เรือเป็นพาหนะหลัก การออกแบบบ้านให้มีใต้ถุนสูงเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยด้านเกษตรกรรม (อาทิ ไว้ตำข้าว ฝัดข้าว ผูกควาย ฯลฯ) ทั้งยังใช้หนีน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และป้องกันสัตว์ร้ายเข้าบ้านอีกด้วย


หลักฐานชิ้นหนึ่งของความเป็น "คนเมืองน้ำ" ของคนไทย ก็คือ บันทึกของบาทหลวงชาวฝรั่งเศสที่กล่าวอ้างไว้ในหนังสือเรื่อง "น้ำ : บ่อเกิดแห่งวัฒนธรรมไทย" ของ ดร.สุเมธ ชุมสาย (ซึ่งใช้ประกอบบทความเรื่อง "ความสามารถในการปรับตัวในภูมิปัญญาไทย : ทางเลือกในการแก้ปัญหาน้ำท่วมของบางกอกมหานครแห่งน้ำ" ของ ดร.วีระพันธุ์ ชินวัตร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี) ที่ได้บันทึกไว้ว่า "หากดูผิวเผิน คนในลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้นเกียจคร้าน เพราะธรรมชาติอำนวยความสะดวกสบายให้ แต่หากต้องพายเรือหรืออยู่ในน้ำ คนเหล่านี้กลับกระปรี้กระเปร่าและมีกำลังวังชา สามารถพายได้หลายวันโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ซึ่งเป็นเรื่องที่ชาวบกไม่มีวันเข้าใจ"

บันทึกดังกล่าวเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ชีวิตของคนไทยผูกพันอยู่กับน้ำและการทำนามาตลอดประวัติศาสตร์การสร้างชาติ เฉกเช่นเดียวกับ "บางกอก" ที่มีเครือข่ายคูคลองและแม่น้ำเป็นทั้งเส้นทางคมนาคมหลักและเป็นพื้นที่อยู่อาศัย ดังจะเห็นได้จากการสร้างเรือนแพล้ำลงไปในน้ำไกลถึง 8-10 ช่วงอาคาร โดยในช่วงแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั้น คาดกันว่า มีเรือนแพนับหมื่นหลังเลยทีเดียว

ทั้งนี้ ในบทความเรื่องเดียวกันของ ดร.วีระพันธุ์ ยังได้อ้างถึงบันทึกของนักเดินทางชาวตะวันตก (ในหนังสือของ Douglas Lucius) ที่บรรยายไว้ว่า "เป็นเมืองที่ไม่มีถนน มีทางเดินเท่าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น บ้านทุกหลังสร้างบนแพหรือเสาสูง หน้าประตูบ้านทุกหลังจะมีเรือจอดไว้ จากการไปไหนมาไหนด้วยการพายเรือเป็นหลัก ทําให้แขนของคนไทยมีพัฒนาการจนยาวกว่าขา..."


จากเมืองน้ำสู่เมืองบก จากเมืองบกคืนสู่เมืองบาดาล
ครั้นเมื่อประเทศไทยพัฒนาเข้าสู่ "ยุคใหม่" วิถีชีวิตของคนไทยก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เมืองและระบบโครงสร้างพื้นฐานถูกปรับเปลี่ยนโดยมีชาติตะวันตกซึ่งเป็น "เมืองบก" เป็นต้นแบบ จากอดีตที่เคยมีคูคลองนับรวมกันได้ยาวกว่า 3 ล้านกิโลเมตร หลายที่ทางในเมืองไทยก็กลับกลายเป็นท้องถนนที่มีรถติดยาวที่สุดแห่งหนึ่งในโลก บ้านใต้ถุนสูงและเรือนแพถูกเปลี่ยนเป็นบ้านจัดสรรและตึกคอนกรีตที่มีชั้นล่างติดอยู่กับพื้นดิน

ซึ่งการก่อสร้างแทบทั้งหมดนี้ ขาดการวางผังเมืองที่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศตามธรรมชาติของไทย ถนนนับสิบนับร้อยสายถูกสร้างขึ้นขวางทางน้ำ อีกทั้งแนวทำนบกั้นน้ำตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาก็ยัง "ฝืนวิถีน้ำ" กล่าวคือ สร้างขวางและชะลอวิถีน้ำที่หลากลงมาจากภาคเหนือ ทำให้เกิดการเอ่อล้นตลิ่งและท่วมขังบริเวณที่ราบลุ่มที่อยู่เหนือขึ้นไป เมื่อเมืองเปลี่ยน แต่ธรรมชาติไม่เปลี่ยน คนไทยจึงต้องประสบปัญหา "อุทกภัย" อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


กลับสู่เมืองน้ำ...
ทางรอดของชาติไทย มหาอุทกภัยในปีที่ผ่านมาคือ บทเรียนที่ตีค่าเป็นราคามิได้ คนไทยทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะหันกลับมาทบทวนวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของตัวเอง แม้ว่าแท้ที่จริงแล้ว ปัญหาน้ำท่วมจะไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทยแต่อย่างใด เพราะเมืองต่างๆ ในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก็ประสบกับอุทกภัยมาตลอดอายุขัยของคนแทบทุกรุ่น หากแต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่บรรพบุรุษของเราสามารถรับมือกับอุทกภัยได้จากการมีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศตามธรรมชาติ

อย่างไรก็ดี การหวนกลับไปมีชีวิตแบบดั้งเดิมร้อยเปอร์เซนต์นั้นดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ทางออกที่เหมาะสมที่สุดของคนไทยในวันนี้ ก็คือ การนำเอาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษมาปรับใช้ให้เข้ากับวิถีแห่งปัจจุบัน


การไม่ต่อต้านธรรมชาติของน้ำเป็นภูมิปัญญาอย่างหนึ่งของบรรพบุรุษไทยในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างผสานผสมกลมกลืน ที่พักอาศัยที่เหมาะสมต่อการ "อยู่กับน้ำ" นั้น เป็นวิทยาการที่คนรุ่นปัจจุบันสามารถนำมาปรับใช้กับวิถีปัจจุบันได้ ดังต่อไปนี้
1. ที่พักอาศัยแบบยกสูง จากบ้านใต้ถุนสูงเพื่อหนีน้ำและเพิ่มพื้นที่ใช้สอยทางการเกษตรในอดีต
บ้านยุคปัจจุบัน (ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมถึง) ควรออกแบบให้ชั้นล่างเปิดโล่ง ไม่ติดพื้นดิน ซึ่งสามารถใช้ประโยชน์ได้ในยามน้ำแห้งและหนีน้ำในยามน้ำท่วม ปัจจุบัน บ้านใต้ถุนสูงได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศที่มีแนวโน้มว่าจะประสบภัยน้ำท่วมรุนแรง อาทิเช่น เนเธอร์แลนด์
2. ที่พักอาศัยแบบครึ่งบกครึ่งน้ำ เป็นที่พักอาศัยที่อยู่ได้ทั้งบนพื้นดินและบนผืนน้ำ อาทิเช่น การสร้างบ้านทับอยู่บนแพไม้ไผ่ซึ่งผูกติดอยู่กับเสาบ้าน ในฤดูแล้งบ้านบนแพนี้จะตั้งอยู่บนดินเหมือนบ้านทั่วไป ใช้รถยนต์เป็นยานพาหนะ แต่เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก บ้านบนแพจะลอยตัวขึ้นตามระดับน้ำ แต่จะไม่ลอยไปตามกระแสน้ำเนื่องจากมีเสากระโดงยึดไว้ ส่วนรถยนต์จะถูกนำไปจอดไว้ยังที่สูง (ที่น้ำท่วมไม่ถึง) และใช้เรือเป็นพาหนะแทน
ปัจจุบันบ้านแบบครึ่งบกครึ่งน้ำนี้ได้รับความสนใจในหลายประเทศที่เคยประสบภัยน้ำท่วมแบบฉับพลัน อาทิเช่น รัฐมิสซิสซิปปี้ สหรัฐอเมริกา แต่สำหรับในประเทศไทย หมู่บ้านแบบดังกล่าวนี้เป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาว อ.ท่าขนอน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งตั้งอยู่ในที่ลุ่มใกล้แม่น้ำในหุบเขา ที่มีน้ำป่าไหลหลากกะทันหันและระดับน้ำมักท่วมสูงหลายเมตร
3. ที่พักอาศัยแบบลอยน้ำ
มีลักษณะเหมือนเรือนแพลอยอยู่บนผิวน้ำ ดังนั้นไม่ว่าระดับน้ำจะสูงแค่ไหน ผู้อยู่อาศัยก็ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำจะท่วมบ้าน หมู่บ้านลอยน้ำสไตล์นี้กำลังเป็นที่นิยมในหลายประเทศ อาทิเช่น ออสเตรเลีย เนเธอร์แลนด์ ฯลฯ สำหรับในเนเธอร์แลนด์นั้น ชุมชนบ้านลอยน้ำจะอยู่รวมกันโดยใช้ระบบยึดโยงและระบบเชื่อมต่อกันเป็นหมู่บ้าน แต่สำหรับเมืองไทยเรา เรือนแพเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่อยู่คู่ชาติมาช้านาน ซึ่งนอกจากจะใช้เพื่ออยู่อาศัยและค้าขายแล้ว ยังพบว่ามีการทำสวนครัวลอยน้ำเพื่ออำนวยความสะดวกในการหาวัตถุดิบมาหุงหาอาหารอีกด้วย

แม้จะมีแนวคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย แต่การออกแบบที่อยู่อาศัยสำหรับ "อยู่กับน้ำ" นี้ ก็ต้องคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมต่างๆ อีกหลายข้อ รวมทั้งยังต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เป็นไปในปัจจุบันด้วย อาทิเช่น การออกแบบระบบบำบัดน้ำเสียบนเรือนแพที่ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม การใช้วัสดุรีไซเคิล เช่น ขวดน้ำพลาสติก มาพัฒนาเป็นเรือนแพราคาถูก ฯลฯ ซึ่งเรื่องดังกล่าวทางมหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรีกำลังศึกษาวิจัยอยู่ในขณะนี้


ผังเมืองใหม่กับระบบแก้มลิง
นอกเหนือจากการออกแบบที่อยู่อาศัยแล้ว การวางผังเมืองให้มี "แก้มลิง" เป็นพื้นที่รับน้ำ ก็เป็นอีกวิธีที่ได้ผลที่สุดในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ปัจจุบันในประเทศเนเธอร์แลนด์มีการเวนคืนที่ดินในพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเพื่อทำเป็นแก้มลิงพักน้ำ (เพื่อรักษาพื้นที่การเกษตรไว้ให้ปลอดภัย)

สำหรับประเทศไทย กรณีศึกษา "แก้มลิงโมเดลบ้านหมอ" ของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี พบว่า อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ซึ่งมีคลองชลประทานจ่ายน้ำเพื่อการเกษตรให้กับที่ลุ่มฝั่งซ้ายแม่น้ำเจ้าพระยาถึงทุ่งรังสิต “ไม่ถูกน้ำท่วม” ทั้งๆ ที่บริเวณที่ราบลุ่มฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยาถูกน้ำท่วมบ่อยครั้งในหลายอำเภอ ทั้งนี้เป็นเพราะในอดีต อ.บ้านหมอ เป็นแหล่งดินขาวที่ใช้ผลิตปูนซีเมนต์ จึงมีการขุดเหมืองดินขาวมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 จนกลายเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่มีความลึกกว่า 30 เมตร (สามารถจุน้ำได้ปริมาณมาก)

บึงนี้คนท้องถิ่นเรียกว่า "ทะเลบ้านหมอ" ซึ่งนอกจากจะเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวบ้านแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นแก้มลิงรับน้ำ ทำให้อ.บ้านหมอไม่ถูกน้ำท่วมแม้ว่าจะมีที่ตั้งอยู่ติดกับคลองชลประทานเหมือนกับอำเภออื่นๆ ก็ตาม นอกจากนั้น บึงน้ำขนาดยักษ์นี้ยังมีคลองแขนงที่ถูกขุดเชื่อมต่อกับที่ราบเพื่อการเกษตรโดยรอบตัวอําเภออีกด้วย

“ท้ายที่สุดแล้ว สัจธรรมก็คือ มนุษย์เป็นเพียงแค่เศษส่วนหนึ่งของธรรมชาติ และเราไม่มีทางที่จะเอาชนะหรือควบคุมธรรมชาติทั้งหมดไว้ในกำมือได้ ดังนั้น หากมนุษย์เรียนรู้ที่จะปรับวิธีคิดและออกแบบวิถีการดำรงชีวิตเสียใหม่ให้สอดคล้องกับธรรมชาติดังเช่นที่บรรพบุรุษของเราเคยทำ ลูกหลานของเราในอนาคตก็อาจจะอยู่รอดปลอดภัย และได้เก็บภาพความสูญเสียต่างๆ ของวันวานไว้แค่ในฉากในภาพยนตร์…”

เรียบเรียงจากบทความเรื่อง "ความสามารถในการปรับตัวในภูมิปัญญาไทย : ทางเลือกในการแก้ปัญหาน้ำท่วมของบางกอก มหานครแห่งน้ำ" และเอกสารเรื่อง "แก้มลิงโมเดลบ้านหมอ : กรณศึกษาการป้องกันน้ำท่วมชุมชนในพื้นที่ลุ่ม" ของ ดร.วีระพันธุ์ ชินวัตร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี


ที่มาเพิ่มเติมและเครดิตภาพ : http://www.measwatch.org/writing/3309

« Back to Result

  • Published Date: 2012-06-20
  • Resource: www.tcdcconnect.com