Creative Knowledge

« Back to Result | List

Green School Bali ต้นแบบโรงเรียนเพื่อความอยู่รอดของอนาคต

เรื่อง : hayyana

จะขอแนะนำโรงเรียนที่สร้างโดย John Hardy ที่บาหลีสักหน่อยครับ เป็นโรงเรียนไม้ไผ่ ไม้มหัศจรรย์ที่โตเร็ว แข็งแรง ยืดหยุ่น ฯลฯ และถ้าผ่านกรรมวิธีอันถูกต้อง มันอาจจะคงอยู่ได้นานเป็นร้อยปี (ลองดูคลิ๊ป vdo ตอนท้าย) โลกนี้มีคนกว่าพันล้านคนที่อาศัยอยู่ในบ้านไม้ไผ่ครับ


พูดถึงกรีน หรือ sustainable คำที่เรายืมฝรั่งมาใช้ คือ ทุกอย่างทิ้งร่องรอยความเสียหายต่อธรรมชาติไว้น้อยที่สุด เช่น ผลิตไฟฟ้าเอง (โรงเรียนใช้ระบบน้ำวนในการผลิตไฟฟ้าที่สร้างเป็นแห่งที่สองในโลก) หรือเลือกใช้วัสดุธรรมชาติที่หาได้จากท้องถิ่นที่ไม่ทำให้เกิดขยะจากวัสดุสังเคราะห์ โรงเรียนนี้ไม่มีผนังตามปรัชญาการศึกษาที่ไม่ปิดกั้น ใช้การปรับอากาศโดยวิธีธรรมชาติ เป็นโรงเรียนที่สอนให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ผสมผสาน วัฒนธรรมท้องถิ่นในหลักสูตร โดยกำหนดให้เป็นโรงเรียนนานาชาติที่ต้องมีนักเรียนจากท้องถิ่นมากกว่า 20% ไม่ใช่ฝรั่งล้วนๆ และดำเนินการสอนตามปรัชญาของ Rudolf Steiner ที่ให้ความสำคัญ ในความสมดุลย์ระหว่างการเรียนรู้ทางวิชาการและการเรียนรู้เกี่ยวกับศิลปและสังคม ปลูกฝังให้รู้จักแก้ปัญหาและมีความรับผิดชอบต่อธรรมชาติ เรียกว่าเป็นการศึกษาแบบองค์รวม holistic education สำหรับการอยู่รอดของ the whole world อันนี้สำคัญมาก เพราะโรงเรียนแทบทุกโรงเรียนในโลกนี้จะจับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาไว้สูงสุดข้างบนเสมอ ส่วนวิชาทางด้านศิลปวัฒนธรรมและสังคมอยู่ท้ายสุด ทั้งๆ ที่ในอารยธรรมใดๆ ในโลกนี้ ทุกอย่างมันมีความสำคัญเท่ากัน ตอนนี้เรามีคนที่สมองเอียงข้างเต็มไปหมด ไว้ว่างๆ จะเขียนเรื่องนี้เพิ่มเติมสักหน่อย


โรงเรียนแห่งนี้เป็นโมเดลของอานาคตที่สร้างโดย John Hardy นักออกแบบเครื่องเพชรที่อาศัยอยู่ในบาหลี เขาเป็นโรคที่มีปัญหาเรื่องการเรียนรู้ ตอนเด็กๆ ก็มีปัญหาเรื่องการไปโรงเรียน เขาจึงไม่ชอบการศึกษาที่จับเด็กๆไปไว้ในกล่องสี่เหลี่ยม เขาหนีไปบาหลีเมื่ออายุ 25 ปี แต่ก็แต่งงานและประสบความสำเร็จในธุรกิจอัญมณี เขาเกิดความคิดที่จะสร้างโรงเรียนนี้ขึ้นมา หลังจากได้ชมภาพยนต์ The Inconvenient Truth เขาบอกว่า มันเป็นหนังที่เปลี่ยนชีวิตของเขา เขาคิดว่า ถ้าเขาไม่ทำอะไร แน่นอนที่ลูกๆ ของเขา จะไม่สามารถมีชีวิตอย่างทั่วไปอย่างที่เขามี เขาจึงขายกิจการแล้วหันมาสร้างโรงเรียนนี้ และเปิดมากว่าสามปีแล้ว

John Hardy เคยมาพูดให้สมาคมสถาปนิกสยาม (ที่ผมคิดว่าเป็นสมาคมที่มีบทบาทน้อยไปหน่อย) เมื่อปี 2009 ในเมืองไทยก็เริ่มมีโรงเรียนแนวนี้เหมือนกัน แต่ของ John Hardy มันมีลักษณะเป็นโมเดลตัวอย่างมากกว่า มีผู้คนเริ่มมาสร้างบ้านที่มีลักษณะอนุรักษ์ธรรมชาติรอบๆ โรงเรียน สร้างร้านอาหาร จนมันกลายเป็นชุมชน green community เริ่มมีอาสาสมัครจากประเทศต่างๆ ที่นำมาซึ่งดนตรี ศิลป และวิทยาการทางการเกษตรเข้ามาร่วมด้วย ผู้ปกครองบางคนถึงขนาดย้ายมาจากต่างประเทศเพื่อนให้ลูกหลานได้เข้าเรียนที่นี่ (รวย)


Hardy ปฏิเสธแบบแปลนที่สถาปนิกออกแบบมาให้ในตอนแรกที่ดูเป็นกล่องสี่เหลี่ยม เขาบอกว่า คนที่ออกแบบโรงเรียนทั่วๆ ไป ก็เป็นคนเดียวกับคนที่ออกแบบคุกหรือโรงพยาบาลบ้า ถ้าเขาได้มาเรียนที่ green school ก็อาจจะไม่ออกแบบอย่างนั้น เขาจึงออกความคิดเอง โดยการสร้างโรงเรียนจากไม้ไผ่ มีลักษณะเป็น double helix และก่อสร้างด้วยวิธีโบราณ

ถ้าเลี้ยงลูกแบบเช้าไปโรงเรียน เย็นเรียนพิเศษ กลับบ้านดูทีวี เล่นเกมคอมพิวเตอร์ ว่างๆ ก็ไปเดินห้าง คงพอจะมองออกนะครับว่าโตมาก็คงมีโอกาศน้อยที่เขาจะเป็นอย่างอื่น อาจจะรักธรรมชาติ ชอบไปเที่ยวชนบท แต่การดำเนินชีวิตคงไม่สามารถสอดคล้อง หรือแตกต่างไปมากกว่าการเป็นนักบริโภคในเมืองทั่วๆไปหรอก

Hardy กล่าวว่า คุณแค่จ่ายค่าไฟตอนสิ้นเดือน แต่คนที่จะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายของมันจริงๆ คือ ลูกหลานเหลนของเราในอานาคต

ที่มา:
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=662428




« Back to Result

  • Published Date: 2012-05-18
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป