Articles

« Back to Result | List

คิดใหม่อย่างสามัญ : ว่าด้วยเรื่องน้ำและวิถีคนเมือง

เรื่อง : อาศิรา พนาราม



“ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” คือ คำขวัญที่สื่อถึงความอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทย แต่นัยยะสำคัญที่ซ่อนอยู่ภายใต้คำขวัญนั้น มันหมายถึงสภาพภูมิประเทศซึ่งเป็น “ที่ราบลุ่ม” และเป็น “แหล่งรับน้ำ” ด้วย เราอาจหลงลืมความจริงข้อนี้ไปด้วยความศิวิไลซ์ที่เราสร้างขึ้น แต่เมื่อธรรมชาติแสดงพลังที่แท้จริงของมัน ก็ถึงเวลาที่เราคงต้องยอมรับว่า “เราไม่มีวันฝืนวิถีของธรรมชาติได้”

“น้ำท่วม” เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกปีในหลายจังหวัด แต่นานๆ ทีถึงจะท่วมสาหัสมาถึงเมืองหลวง ความเสียหายที่แผ่เป็นวงกว้างจากน้ำท่วมปี 54 นี้ ทำให้เราคนไทยต้องหวนกลับมาคิดกันใหม่ถึง “วิถีชีวิตปัจจุบัน” ซึ่งยังห่างไกลเหลือเกินกับสัจธรรมที่ว่า “เราต้องอยู่กับน้ำ”

TCDCCONECT ได้พูดคุยกับ all(zone) บริษัทสถาปนิกซึ่งสนใจเรื่องปัญหา “น้ำท่วม” อย่างจริงจัง พวกเขาเริ่มลงมือทำเวิร์คชอปเกี่ยวกับ “การออกแบบเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม” มาตั้งแต่กลางปี 2554 โดยมีกรณีศึกษาอยู่ ณ ชุมชนริมน้ำ ต.หัวเวียง อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา พื้นที่ดังกล่าวนี้เป็นตลาดเก่าที่มีแม่น้ำ 2 สายมาบรรจบกัน แต่เดิมชุมชนเคยเป็นชุมชนเรือนแพมาก่อน ต่อมา จึงได้ย้ายขึ้นบกตามนโยบายของรัฐ, all(zone) เล่าว่าผู้คนในพื้นที่นี้มีความคุ้นเคยกับวิถีชีวิตใกล้น้ำ แม้น้ำจะท่วมได้ทุกปีไม่มีเว้น พวกเขาก็สามารถรับมือกับมันได้

แรกเริ่มเดิมทีนั้น คุณรชพร ชูช่วย ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของบริษัท all(zone) และอาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้พาคณะนิสิตไปลงพื้นที่ทำเวิร์คชอปที่ ต.หัวเวียง โดยหวังจะช่วยชาวบ้านแก้ปัญหาเรื่องน้ำท่วม แต่เมื่อไปถึงเหตุการณ์กลับพลิกผันกลายเป็นว่าฝ่ายอาจารย์และนิสิตต้องไปขอ “เรียนวิชา” จากชาวบ้านผู้มีประสบการณ์ในการรับมือกับน้ำท่วมตัวจริง

วันนี้ TCDCCONNECT พูดคุยกับ อ.รชพร ถึงสิ่งต่างๆ ที่เธอได้ไปเรียนรู้จากวิถีชีวิตอันธรรมดาสามัญของชาวบ้านริมน้ำ

คิดใหม่เรื่องการใช้ชีวิตติดดิน
อ.รชพร :
เราขอให้คุณยกระดับความเป็นอยู่ของคุณขึ้นไปอีก 1 ชั้น ว่าโดยกายภาพของที่อยู่อาศัยนะ การมีบ้านชั้นเดียวติดดินนั้นต้องทำใจยอมรับว่าถ้าน้ำมาก็หนีไม่พ้น วิกฤตน้ำท่วมที่ผ่านมาทำให้ได้รู้ว่า การกั้นไม่ให้น้ำเข้าบ้านไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด

ในเมื่อเมืองหลวงของเราเป็นภูมิประเทศรับน้ำ และพิจารณาจากเทรนด์ภัยพิบัติของโลกที่มาถี่ขึ้น แรงขึ้น และฉับพลันยิ่งขึ้น การยอมให้น้ำท่วมชั้นล่างได้ แล้วค่อยกลับมาซ่อมแซมทำความสะอาด น่าจะเป็นทางออกที่ไม่ฝืนความจริงที่สุด

ตามความเห็นของสถาปนิกแล้ว หากคุณได้ซ่อมหรือสร้างบ้านใหม่หลังจากปี 54 ก็ควรคิดไปด้วยว่าจะต้องเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตชั้นล่างนะ โดยเพิ่มเงื่อนไขกรณีหากน้ำท่วมชั้นล่างไปด้วยเลย

แนวคิดนี้ต้องคำนึงถึงสิ่งที่มีความยืดหยุ่นในการใช้งาน สะดวกในการจัดเก็บให้พ้นน้ำ ยกตัวอย่างเช่น
ระบบไฟ - ระบบไฟต้องสามารถตัดไฟเฉพาะข้างล่างได้ หรือถ้ามีปลั๊กไฟก็ต้องเคลื่อนย้ายได้
ระบบน้ำ - โดยทั่วไปปั๊มน้ำหรือถังเก็บน้ำมักติดตั้งไว้ที่ชั้นล่าง แต่ด้วยเงื่อนไขนี้ เราควรย้ายปั๊มและถังน้ำขึ้นที่สูงเพื่อป้องกันความเสียหาย (ราว 2 - 3 เมตร) เพราะหากน้ำสกปรกเข้าถังแล้วมันไม่ใช่แค่จะไม่มีน้ำดีใช้ แต่ถังนั้นก็จะเสียไปเลย
โครงสร้าง - ควรยกพื้นให้สูงกว่าระดับถนน และหันมาเปิดโครงสร้างชั้นล่างให้โปร่งโล่ง ไม่ใช่ปิดทึบหรือพึ่งพาแอร์ 100%
เฟอร์นิเจอร์ - เฟอร์นิเจอร์ชั้นล่างต้องเคลื่อนย้ายได้ อย่าทำแบบบิลท์อินเด็ดขาด ควรใช้ของเบาที่เคลื่อนย้ายได้สะดวกรวดเร็ว
วัสดุพื้นและผนัง - ต้องหาวัสดุที่ทนน้ำได้ ไม่ควรใช้พื้นไม้ หรือปูพรม กระเบื้องก็มีข้อเสีย ตรงที่น้ำและความชื้นจากใต้ดินสามารถดันขึ้นมาทำให้พื้นเสียหาย (แม้น้ำจะไม่เข้าตัวบ้านก็ตาม) พื้นปูนขัดมันธรรมดาน่าจะดีที่สุด คือเปียกชื้นก็ระเหยแห้งได้ ส่วนผนังก็คงหนีไม่พ้นการก่ออิฐฉาบปูน มันเหมาะสมที่สุดทั้งในด้านราคา ความแข็งแรง และการก่อสร้าง ส่วนผนังทาสีต้องทำใจเลยว่า ถ้าโดนน้ำท่วมสีย่อมหลุดล่อน อาจต้องคิดใหม่ว่าจะมีทางทำให้ผนังสวยโดยไม่ต้องทาสีได้หรือไม่

แนวคิดการปรับปรุงที่อยู่อาศัยต้องยืนอยู่บนพื้นฐานความเป็นไปได้สำหรับคนหมู่มาก เพราะฉะนั้น แทนที่เราจะไปคิดถึงสิ่งไกลตัวและเรื่องยากๆ ลองปรับชีวิตให้กลับคืนสู่ความธรรมดาสามัญดีไหม ทุกวันนี้คนเมืองเองที่พยายามจะอยู่แบบฝืนความจริง ฝืนธรรมชาติของภูมิศาสตร์ มันผิดธรรมชาติตั้งแต่ตรงนั้น

อันที่จริงบ้านเรือนของคนไทยในอดีตเขาก็คิดไว้ให้หมดแล้ว มันลงตัวเลยว่าบ้านต้องยกสูง โปร่งๆ เบาๆ เปิดปิดได้เยอะ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มใกล้น้ำ ถ้าเราไปดูที่ที่ชาวบ้านเขาอยู่กัน (ยกตัวอย่างที่ ต.หัวเวียง) โดยกายภาพแล้วอาจไม่สวยงามเท่าไหร่ แต่เขาคิดกันในเชิง Practicality และฟังก์ชั่นมันก็ “ใช่เลย”

ชีวิตยืดหยุ่นของชาวหัวเวียง
ที่ชุมชนหัวเวียง เราตกตะลึงกับบ้าน ศาลพระภูมิ หรือแม้แต่กระถางปลูกผักที่ยกสูงถึง 3 - 6 เมตร เพราะความที่เขาอยู่กับน้ำมาแต่อดีต (ไม่ว่าจะเป็นแม่น้ำหรือน้ำท่วมสูง) เขาจึงใช้ชีวิตกันแบบ “สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก” ยืดหยุ่นมาก ใช้ชีวิตแนวราบเมื่อน้ำแห้ง และใช้ชีวิตแนวสูงเมื่อน้ำหลาก เราสังเกตว่าทุกบ้านมีเรือ และทุกคนพายเรือเป็น ชาวบ้านพร้อมที่จะสละรถมาสัญจรทางน้ำได้ทันที

ที่ชุมชนหัวเวียงนี้ นอกจากบ้านจะมีใต้ถุนสูงเป็นพิเศษแล้ว เครื่องใช้ต่างๆ ที่อยู่ชั้นล่างล้วนเป็นของน้ำหนักเบา พร้อมเคลื่อนย้าย โดยมี “แผ่นไม้” หอบใหญ่เป็นตัวช่วยประจำบ้านทุกหลัง แผ่นไม้พวกนี้สามารถกลายร่างเป็นชั้นวางของในที่สูง (เมื่อตอกติดผนัง) หรือกลายเป็นสะพานชั่วคราว (เมื่อพาดกับหัวบันได) ส่วนปลั๊กไฟ - เต้าไฟชั้นล่าง ก็ไม่ต้องตอกกิ๊บติดผนัง ใช้สก็อตเทปติดเอา พอน้ำท่วมก็เก็บม้วนหนีขึ้นที่สูง

ตัวอย่างการแก้ปัญหาที่ง่ายแต่ใช้ได้จริงเหล่านี้ สามารถนำมาปรับใช้กับการออกแบบได้อีกมาก ฉะนั้นหากใครคิดจะออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วม ดิฉันอยากให้คุณลองเอาต้นแบบไปปรึกษากับชาวบ้านที่หัวเวียงดู คุณจะได้รับคำติชมในจุดที่มองข้ามไป และรับรองว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของคุณแน่นอน

เมือง 2 ระดับ
อ.รชพร : จากปัญหาน้ำท่วมบวกกับปัญหาของด้านอื่นๆ ของเมือง (เช่น ประชากรหนาแน่น การจราจรติดขัด การสัญจรทางเท้าที่ไม่สะดวก ฯลฯ) ดิฉันมองว่าในอนาคตหากเมืองหลวงต้องเผชิญกับน้ำท่วมอยู่เรื่อยๆ เมืองจะปรับตัวไปสู่การเป็นเมือง 2 ระดับที่สามารถใช้ชีวิตได้ทั้งในแนวราบและแนวสูง เริ่มจากหน่วยย่อย (คือบ้านแต่ละหลัง) ที่จะสละพื้นที่ชั้นล่างได้เมื่อจำเป็น เรื่อยไปจนถึงการปรับระบบสาธารณูปโภคให้สามารถเคลื่อนขึ้นที่สูงได้ หรืออาจจะต้องมีสาธารณูปโภคแบบลอยฟ้าไปเลย

ความจำเป็นจะทำให้ชีวิตของเมืองต้องยืดหยุ่นและมีทางเลือกให้กับพลเมืองมากขึ้น อุทกภัยครั้งที่ผ่านมาควรจะทำให้เราตระหนักรู้และเลือกที่จะออกแบบที่อยู่อาศัยให้เข้ากับธรรมชาติภูมิประเทศ ไม่ใช่คิดแต่เรื่องสไตล์หรือความงามอย่างแต่ก่อน

ก้าวแรกที่เราจะต้องทำก็คือ การสร้างความตระหนักรู้ (ต่อเรื่องน้ำท่วม) ให้เข้าไปอยู่ในสำนึกของคนไทย ปัจจุบันทุกประเทศในโลกล้วนต้องเจอกับภัยพิบัติด้วยกันทั้งนั้น หลายประเทศเขามีมาตรการรับมืออย่างจริงจัง และปลูกฝังให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ซึ่งสำหรับประเทศไทย “อุทกภัย” ก็เป็นหนึ่งในภัยที่เราจะต้องเผชิญอย่างแน่นอน

มันถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจะต้องปรับวิธีคิดต่อการดำเนินชีวิต ช่วยกันสนับสนุนการดำรงอยู่ของวิถีที่ถูกต้อง รวมทั้งช่วยกันสร้างสรรค์นวัตกรรมหรือวิธีการก่อสร้างใหม่ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับธรรมชาติของเราในระยะยาว


« Back to Result

  • Published Date: 2012-06-18
  • Resource: www.tcdcconnect.com