Articles

« Back to Result | List

วิกฤตธรรมชาติ สติ และ การสร้างสรรค์

เรื่อง: สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

คงปฏิเสธได้ยากแล้วว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนโลกของเรามีแต่จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกวัน ปัญหาโลกร้อนที่สายเกินแก้ส่งผลให้ระบบนิเวศน์ของโลกเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล เพียงแค่หนึ่งขวบปีที่ผ่านมา มีภัยธรรมชาติที่น่าสะพรึงกลัวเกิดขึ้นกับโลกอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพายุทรายที่พัดเข้าปกคลุมรัฐแอริโซนาด้วยความเร็ว 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมง, ปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจกที่มีปริมาณสูงมากในรอบ 6,000 ปี, แผ่นดินไหวรุนแรงพร้อมคลื่นสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น, หรือแม้แต่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ของประเทศไทย

ต้องยอมรับว่า เผ่าพันธุ์มนุษย์มีส่วนอย่างยิ่งในการทำลายระบบนิเวศน์ของโลก ซึ่งเราก็ต้องเผชิญกับผลลัพธ์ของมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกวันนี้ การวางแผนจัดการเพื่อ “การอยู่อาศัยในอนาคต” ได้กลายมาเป็นการบ้านหลักที่นักสร้างสรรค์ในทุกสาขาอาชีพต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำ และเราทุกคนก็จำเป็นต้องเรียนรู้ที่จะใช้ทรัพยากรอย่างยั้งคิดเพื่อจะรักษาสมดุลของโลก (ที่เหลืออยู่) ไว้ให้ได้มากที่สุด

สำหรับในประเทศไทย เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อขวบปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งชีวิตของประชาชนและเศรษฐกิจในระดับมหภาค มันเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่สอนให้คนไทยลุกขึ้นมา “เรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำ” เพราะ “น้ำ คือ สิ่งที่จะอยู่คู่กับวิถีคนไทยไปอีกนาน” วันนี้ TCDCCONNECT ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์บุญสนอง รัตนสุนทรากุล คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ลาดกระบัง ที่ได้มอบแง่คิดอันมีค่าสืบเนื่องจาก “ภัยพิบัติน้ำ” ครั้งที่ผ่านมา

T/C : อาจารย์คิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์มหาอุทกภัยในปี 2554 ครับ
อาจารย์บุญสนอง : ผมไม่แปลกใจเลยนะ เพราะโดยความเป็นจริงแล้วน้ำท่วมเกิดขึ้นแทบทุกปี เพียงแต่ว่าปีที่แล้ว (2554) มันรุนแรงและกระทบกับเขตเศรษฐกิจสำคัญหลายแห่ง เช่น นิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง และกรุงเทพมหานครซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของชาติ อุทกภัยครั้งนี้มันแค่ส่งผลกระทบในวงกว้างกว่าอดีตที่ผ่านมา

จากการลงพื้นที่ของนักศึกษาและอาสาสมัครที่ทำงานร่วมกับเราชี้ชัดเลยว่า ระบบโครงสร้างสาธารณะที่ก่อสร้างโดยภาครัฐล้วนแล้วแต่ขวางทางน้ำ มันเป็นปัญหาที่สะสมกันมาหลายปีโดยไม่มีใครคิดถึง เช่น ลักษณะของตอหม้อสะพานที่ไม่เอื้อต่อการไหลผ่านของน้ำ ประตูกั้นน้ำหลายแห่งชำรุดเสียหายและขาดการทำนุบำรุงอย่างต่อเนื่อง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้การระบายน้ำขาดประสิทธิภาพไปมาก แต่นี่ก็ถือเป็นบทเรียนอย่างดีของภาครัฐครับ ปัญหาที่เราพบทั้งหมดนี้จะถูกนำไปเป็นข้อมูลในการออกแบบโครงสร้างทางวิศวกรรม, งานโยธา, งานก่อสร้าง และอื่นๆ ในอนาคตได้

T/C : ความเห็นของอาจารย์ต่อการสื่อสารข้อมูลของภาครัฐ ?
อาจารย์บุญสนอง :
การสื่อสารของภาครัฐในช่วงภัยพิบัติยังมีช่องโหว่อยู่มาก ซึ่งบางกรณีอาจเกิดจากข้อจำกัดในการให้ข้อมูล หรือบางครั้งไม่สามารถแสดงภาพให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย อย่างเช่นคำว่า “มวลน้ำ” เป็นคำที่ค่อนข้างเข้าใจยาก และไม่สามารถแสดงภาพปริมาณได้อย่างชัดเจน ส่งผลให้ประชาชนตื่นตระหนกกับข่าวมากเกินไป

หากเปรียบเทียบกับ “รู้สู้ Flood” ที่จัดทำแอนิเมชั่นแบบง่ายๆ มีความยาวเพียง 5 นาที เน้นการใช้ภาพและภาษาที่เข้าใจง่าย (เช่น การเปรียบเทียบมวลน้ำกับปลาวาฬ) ผมว่า มันสามารถอธิบายถึงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ชัดเจนกว่า

ข้อมูลในลักษณะของ “รู้ สู้ Flood” นี้ นอกจากจะทำให้ประชาชนเข้าใจง่ายแล้ว มันยังช่วยให้ทุกคนมีสติในการดำรงชีวิต ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการสื่อสารข้อมูลที่ทางรัฐควรนำไปศึกษาและปรับใช้บ้าง

T/C : แล้วอะไรคือสิ่งที่ประชาชนคนไทยควรต้องเรียนรู้
อาจารย์บุญสนอง
: ในส่วนของภาคประชาชนมีอยู่ 2 เรื่องใหญ่ๆ นั่นก็คือ
1) วิชาภูมิศาสตร์ : ถึงเวลาแล้วที่คนไทยจะต้องเข้าใจในลักษณะทางภูมิศาสตร์ของประเทศอย่างแท้จริง คนไทยทุกคนควรต้องถือไม้บรรทัดอันเดียวกัน เช่น ถ้าเราพูดถึงระดับน้ำทะเลปานกลาง (รทก) ทุกคนก็ต้องรับรู้ทันทีว่า พื้นที่ที่เขาอยู่นั้นมีความสูงหรือต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเท่าไร ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันจะนำมาซึ่งสติและปัญญา เวลาเกิดปัญหาก็จะปรับตัวได้ทันโดยไม่ตื่นตระหนกเกินไป

2) ปทัสถาน (Norms) หมายถึง บรรทัดฐานของการดำเนินชีวิตที่เราควรปฏิบัติหรือหลีกเลี่ยงเมื่อเกิดภัยพิบัติ จากเหตุการณ์น้ำท่วมปี 2554 ทำให้เรารู้ว่า ชีวิตของคนกรุงเทพฯ ผูกติดอยู่กับห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อมากแค่ไหน ดูจากการที่น้ำดื่ม ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง อาหารแห้ง ที่ถูกคนกรุงเทพกว้านซื้อไปจนเกลี้ยง (ส่วนใหญ่เป็นการซื้อเพื่อกักตุนมากกว่าเพื่อการบริโภคตามความเป็นจริง) ทั้งๆ ที่แถวตลาดหัวตะเข้ (ตลาดสดท้องถิ่นย่านลาดกระบัง) ก็ยังมีอาหารขายตามปกติ ชีวิตยังดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก หรืออย่างเรื่องการขึ้นราคาค่าวัสดุก่อสร้าง เช่น อิฐบล็อค ทราย ปูน ฯลฯ ที่สูงขึ้นจากเดิมเกิน 100% สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากระบบอุปสงค์อุปทานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในพื้นที่ที่ผู้คนตื่นตระหนก และขาดบรรทัดฐานในการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว สิ่งสำคัญก็คือ เราต้องเร่งสร้างระบบการศึกษาเพื่อให้ผู้คนเกิดความเข้าใจในประเด็นสองข้อข้างต้น กรณีศึกษาของประเทศญี่ปุ่นคือตัวอย่างที่ดีที่ปลูกฝังเรื่องภัยพิบัติให้กับประชาชนตั้งแต่ยังเด็ก เช่น เมื่อเกิดแผ่นดินไหวในโรงเรียน เด็กทุกคนจะรู้ว่า ต้องรีบเอาหมวกมาสวม ต้องนั่งอยู่ใต้โต๊ะเรียนด้วยท่านั่งที่ปลอดภัย ถามว่าเด็กๆ กลัวหรือไม่? คำตอบคือ เด็กบางคนก็กลัว แต่เขากลัวอย่างมีสติ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

นอกจากการเรียนการสอนภายในโรงเรียนแล้ว หน่วยงานรัฐก็ต้องทำหน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารกับประชาชนอย่างต่อเนื่องด้วย ยกตัวอย่าง สมัยผมเรียนอยู่ที่ญี่ปุ่น ทางเทศบาลเขามีการส่งเจ้าหน้าที่มาอบรมเรื่องไฟไหม้และแผ่นดินไหวให้ประชาชน เขามีตู้คอนเทนเนอร์ที่จำลองความรุนแรงของเหตุการณ์จริงมาให้เราได้สัมผัส อีกทั้งยังมีการมอบหมายหน้าที่ให้กับสมาชิกในชุมชนด้วย เช่น ถ้าหากเกิดเหตุไฟไหม้ ใครจะเป็นคนปิดประตูกั้นควันไฟ ใครจะเป็นคนถือธง ทุกคนจะต้องวิ่งไปทางไหน ฯลฯ การอบรมในลักษณะเช่นนี้จะช่วยให้เราจดจำความรู้สึกเข้าไปทั้งในจิตใจและสมอง พอเกิดเหตุการณ์จริงผู้คนก็จะมีสติพร้อมรับมือกับภัยพิบัติได้

T/C : ภัยพิบัติน้ำท่วมที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลกระทบกับงานออกแบบในส่วนใดบ้าง
อาจารย์บุญสนอง : ผมว่ามันส่งอิทธิพลต่อการออกแบบทั้งระบบเลย เริ่มตั้งแต่ การวางผังเมือง ที่นอกจากจะมีการแบ่งโซนที่พักอาศัย โรงงาน แหล่งเพาะปลูก ถนน และอื่นๆ อย่างเป็นระบบมากขึ้นแล้ว การจัดการเรื่องทุ่งรับน้ำ ทุ่งให้น้ำผ่าน ทุ่งแห้ง ทุ่งราบ ฯลฯ ก็น่าจะได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ที่สำคัญที่สุด ประชาชนในแต่ละเขตจะต้องเรียนรู้ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของตนเองเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการรับมือกับภัยพิบัติด้วย

ในส่วนของ งานสถาปัตยกรรม ก็น่าจะมีการคำนึงถึงการสร้างห้องเครื่องและห้องไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม (ปัจจุบันส่วนใหญ่จะติดตั้งไว้ ณ ชั้นใต้ดิน หรือไม่ก็ชั้นล่าง ซึ่งค่อนข้างอันตราย) ส่วนพวกคอนโดมิเนียมก็ต้องดูเรื่องระบบการกักเก็บน้ำให้เพียงพอต่อการใช้ในระยะยาว (ไม่ว่าจะจากการใช้น้ำประปาหรือการหมุนเวียนน้ำเสียมารีไซเคิลใหม่ก็ตาม) ในอนาคตรั้วริมถนนคงต้องทำกำแพงปูนไว้ด้านใต้ด้วย (เพื่อกันน้ำซึมเข้าจากทางใต้ดิน) นอกจากนั้น อาจมีการคิดค้นวัสดุใหม่เพื่อทำผนังบ้านให้สามารถระบายความชื้นได้เร็วขึ้น ลดการสะสมของเชื้อราและแบคทีเรีย อะไรอย่างนี้เป็นต้น

ในส่วนของ งานออกแบบภายใน เฟอร์นิเจอร์แบบติดตั้งถาวร (Build in) ในบริเวณชั้นล่างคงจะค่อยๆ หายไป งานออกแบบอาจถูกปรับเปลี่ยนให้เคลื่อนย้ายได้ง่าย ถอดประกอบได้สะดวก เลือกใช้วัสดุกันน้ำ หรือมีการออกแบบพื้นที่ Safe Zone ไว้ภายในบ้าน (เป็นจุดปลอดอันตรายจากไฟฟ้ารั่วในขณะน้ำท่วม)

ในส่วนของ งานออกแบบผลิตภัณฑ์ ก็อาจมีแนวคิดในการสร้างผลิตภัณฑ์ไว้ใช้ในเหตุการณ์เฉพาะ หรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ทั่วๆ ไปให้สามารถเปลี่ยนแปลงประโยชน์ใช้สอยได้ในกรณีฉุกเฉิน ยกตัวอย่างเช่น เราอาจจะทำโซฟาที่สามารถเปลี่ยนเป็นเรือได้, มีชุดผลิตภัณฑ์ประจำบ้านสำหรับเหตุการณ์ภัยพิบัติ (ประกอบไปด้วย นกหวีด ไฟฉาย ชุดกันน้ำ เสื้อชูชีพ ฯลฯ)

ท้ายสุดในสาขา งานออกแบบสื่อ ผมคิดว่า Infographic จะมีบทบาทสำคัญขึ้นมาก เพราะมันช่วยให้ข้อมูลข่าวสารที่เยอะและเข้าใจยากกลายเป็นข้อมูลที่เข้าใจได้ง่ายและรวดเร็ว

T/C : ช่วยฝากข้อคิดจากภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนี้หน่อยครับ
อาจารย์บุญสนอง :
อยากให้คนไทยทุกคนตระหนักว่าเราเป็นเมืองน้ำ ดังนั้น เราต้องอยู่กับน้ำให้ได้ ซึ่งนั่นหมายถึง เราต้องพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด เตรียมพร้อมรับมือทุกขณะ รวมไปถึงต้องทำความเข้าใจกับข้อมูลข่าวสาร วิเคราะห์ข่าวอย่างมีสติ ไม่ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์มากเกินไป ที่สำคัญเราจะต้องเรียนรู้เรื่องภูมิศาสตร์ โดยเฉพาะบริเวณที่อยู่อาศัยของเราเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการดำเนินชีวิต

สิ่งที่เราหลงลืมกันไปก็คือ เมื่อก่อนกรุงเทพฯ เคยเป็นทะเลมาก่อน ผืนแผ่นดินแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนกับแผ่นดินใหม่ รูปแบบการอพยพของคนในอดีตล้วนมาจากทางเหนือมุ่งสู่ทางใต้ (ซึ่งเป็นแหล่งน้ำ) การค้าขายในอดีตเราก็ใช้คลองเป็นเส้นทางหลัก แต่พอเมืองเติบโตขึ้น เกิดถนนหนทางขึ้นมา ความสำคัญของสายน้ำก็ถูกลดระดับลงไป จนเราลืมไปแล้วว่า “เราเคยอยู่กับน้ำมาก่อน”

ภัยพิบัติครั้งนี้เป็นเสมือนสัญญาณเตือนจากธรรมชาติให้เราได้รู้ว่า “น้ำสามารถมาเยี่ยมเราได้ตลอด” และเราจะต้องใช้ชีวิตอย่างมี “สติ”

ตัวอย่างงานออกแบบเพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติ

ปัจจุบันมีองค์กรหลายแห่งทั้งในและต่างประเทศที่พัฒนาอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดย TCDCCONNECT ขอนำเสนอ 3 โครงการตัวอย่างที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้


1) Water Shelter
เป็นผลงานการออกแบบที่พักฉุกเฉินสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในประเทศด้อยพัฒนา (ออกแบบโดย Robert Nightingale) ผลงานชิ้นนี้ได้รับรางวัล UNESCO Design Award ในปี 2551 โดยนักออกแบบได้หยิบยกเอา Zambezi (พื้นที่แอ่งกะทะ) ของเมือง Saharan ในประเทศแอฟริกามาเป็นเมืองต้นแบบ Water Shelter นี้บรรจุอยู่ในถังพลาสติกขนาดใหญ่ โดยจะถูกลำเลียงส่งถึงมือผู้ประสบภัยทางเฮลิคอปเตอร์ อุปกรณ์หนึ่งชุดประกอบไปด้วย แผ่นเต๊นท์ผ้าใบ, อุปกรณ์ช่วยประกอบที่พัก, มุ้งสำหรับกันยุง, ถังน้ำและที่กรองน้ำบริสุทธิ์, โครงอลูมิเนียมสำหรับทำโครงสร้างพื้นฐาน, ผ้าห่ม, อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น พร้อมเอกสารแนะนำการประกอบ ทั้งนี้ผู้ประสบภัยสามารถประกอบที่พักฉุกเฉินนี้ขึ้นได้อย่างง่ายดาย จุดเด่นของมันคือความสามารถในการปรับรูปแบบได้ถึง 3 ลักษณะ เช่น ลักษณะที่ 1 แบบ Transit เป็นการสร้างที่พักฉุกเฉินแบบรวดเร็วโดยใช้โครงอลูมิเนียมที่บรรจุอยู่ภายในชุดอุปกรณ์มาทำเป็นโครงสร้างหลัก, ลักษณะที่ 2 แบบ Transition เป็นการขยายที่พักฉุกเฉินให้มีขนาดที่กว้างขวางมากขึ้น มีพื้นที่ภายในสำหรับทำกิจกรรมมากขึ้น และ ลักษณะที่ 3 แบบ Rebuild เป็นรูปแบบที่ต่อยอดเต๊นท์ฉุกเฉินนี้ให้กลายเป็นตัวบ้าน


เครือ SCG ชูประเด็นของการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม จุดเด่นของผลิตภัณฑ์อยู่ที่การออกแบบอาคารและวัสดุที่นอกจากจะคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณภาพแล้ว ยังเตรียมพร้อมสำหรับการรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตด้วย เช่น

- Shield Life : นวัตกรรมที่อยู่อาศัยแบบชั่วคราวที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลีเอทีลีน (Polyethylene) มีน้ำหนักเบา สามารถขนย้ายได้ง่าย ทนแดดทนฝน และมีอายุการใช้งานยาวนาน ภายในงาน BOI Fair 2012 ทีมงาน SCG ได้นำเสนอ Shield Life ที่มีรูปทรงคล้ายเมล็ดข้าวสาร ภายในเป็นพื้นที่สำหรับนอนพัก ส่วนภายนอกเป็นแผงโซล่าร์เซลล์ ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าไว้ใช้ตอนกลางคืน

2) แนวคิดที่อยู่อาศัยในอนาคต โดยเครือซิเมนต์ไทย (SCG)

SCG HEIM : นวัตกรรมการสร้างที่อยู่อาศัยในระบบโมดูลาร์ โดย SCG ได้นำเอาเทคโนโลยีการก่อสร้างจากบริษัท เซกิซุย จำกัด มาผสมผสานกับการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างของ SCG ทำให้การสร้างบ้านมีความสะดวกมากขึ้น แก้ไขปัญหาบ้านร้อน มีฝุ่น เสียงดัง รวมไปถึงสามารถรองรับแผ่นดินไหวขนาด 7.2 ริกเตอร์ ได้

- Bunker Cement : นวัตกรรมการออกแบบที่พักอาศัยรูปทรงกระบอก สร้างจากปูนซีเมนต์ที่มีความเหนียว แข็งแรง ผสานกับเส้นใยเหล็ก (Steel Fiber) และเส้นใยไฟเบอร์ประเภท Polymer ซึ่งทำให้คอนกรีตนี้มีคุณสมบัติเหนียวและทนต่อการกัดกร่อนจากสิ่งแวดล้อมและมลพิษ นอกจากนั้นยังสามารถดูดซับพลังงานการสั่นสะเทือน รวมไปถึงป้องกันแรงกระแทกและการกัดเซาะของคลื่นน้ำทะเลหรือลมพายุได้เป็นอย่างดี

3) เข็มเหล็กกับเทคโนโลยีฐานรากแบบใหม่ เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ทดแทนฐานรากแบบเดิม สามารถติดตั้งได้ภายใน 1 วัน โดยมีความยาวของเข็มเหล็กสูงสุดอยู่ที่ 250 เซนติเมตร อาคารที่ออกแบบโดยใช้เทคโนโลยีฐานรากแบบใหม่นี้สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 17 ตัน (ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นดินของสถานที่นั้นด้วย) อีกทั้งยังสามารถรื้อถอนและนำมาก่อสร้างใหม่ได้

ข้อมูลอ้างอิงและภาพประกอบ
www.robertnightingaledesign.com
www.scgheim.com
www.kemrex.com



« Back to Result

  • Published Date: 2012-06-18
  • Resource: www.tcdcconnect.com