Articles

« Back to Result | List

ขุดค้นโลกแห่งการทำงานของสมยศ หาญอนันทสุข ศิลปินไทยในต่างแดน

เรื่อง อาศิรา พนาราม

คุณสมยศ หาญอนันทสุข อดีตแกะดำของมหาวิทยาลัยศิลปะในประเทศ ผู้ได้ทุนไปศึกษาต่อที่เยอรมนี จนลงหลักปักฐานใช้กว่าครึ่งชีวิตในแดนเยอรมนีใต้ สร้างผลงานแนวนามธรรม (Abstract) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยเฉพาะในเยอรมนีและยุโรป ด้วยงานจิตรกรรมที่ใช้เทคนิคพื้นฐาน แต่มีเนื้อหาก้าวหน้า ไร้ขอบเขตสะท้อนตัวตน และประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน อีกทั้งยังเปิดกว้างให้ผู้ดูได้สร้างสัมพันธ์กับงานอย่างไม่จำกัด งานที่เป็น “ของจริง” นี้จึงมีฐานผู้ชื่นชอบอยู่มาก จนทำให้คุณสมยศ “อยู่ได้” ในฐานะศิลปินเต็มตัว ในวงการที่มีการแข่งขันสูง แต่บนเส้นทางนี้คุณสมยศว่า “ไม่มีทางลัด” และเขากำลังจะแบ่งปันประสบการณ์บนถนนสายศิลปิน และปัจจัยต่างๆ ที่เกื้อหนุนวงการศิลปะให้เราฟัง


งานยุคก่อนและงานปัจจุบันของคุณสมยศแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง มีจุดเปลี่ยนอะไรจึงมาลงเอยที่ศิลปะแบบแอ็บสแทรค

ผมเริ่มงานที่ดูเครียดๆ แรงๆ ตั้งแต่ช่วงปี 1970 ตอนนั้นผมอายุ 20 ต้นๆ ทุกคนทำงานจากสภาพของตัวเอง สมัยก่อนงานเครียดเพราะตัวผมเองเครียด ผมทำปัญหาที่ผมมีอยู่ในสมัยนั้น พอคนเราโตขึ้น มีประสบการณ์ ได้เคลียร์ปัญหาของตัวเอง งานก็เปลี่ยนไป ทุกวันนี้ผมไม่มีปัญหาแบบนั้นแล้ว ใช้ชีวิตง่ายๆ ไม่ชอบยึดติด แม้แต่การทำงานผมก็ไม่ยึด ถ้าเสร็จไปแล้ว ผมก็ถือว่าจบไป เวลาผมทำงานชิ้นใหม่ ผมจะเริ่มต้นทุกอย่างใหม่

สมัยก่อน งานผมถือว่าเป็นงานแรงที่ไม่ค่อยมีใครทำออกมา พอทำก็มีคนยอมรับ เราจึงยึดสไตล์นั้นเรื่อยมา คิดว่าไม่ควรเปลี่ยน แต่มันเป็นความเข้าใจผิด ในที่สุดผมก็เจอปัญหา เพราะการยึดเป็นการทำงานที่ผิดอย่างยิ่ง เวลาที่มันเลยไปแล้ว พอพยายามย้อนก็ผิดธรรมชาติ ทุกอย่างมันเลยขัด วันหนึ่งผมก็จนมุม ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อ ตอนนั้นผมอายุประมาณ 30 กว่าๆ ไปตันจริงๆ ตอนใกล้ 40 ชีวิตรวนไปหมด ทำให้มีช่วงหนึ่งผมอยากเลิกทำงาน หยุดได้พักหนึ่งก็รู้ว่าเลิกไม่ได้ ก็คิดว่าก็ทำไปแล้วกัน จะออกมาอย่างไรก็ช่าง ยอมรับ ผมคิดว่าวันที่ผมตัดสินใจเลิกทำงาน ผมคงไปละสิ่งที่ยึดไว้ ในตอนนั้นผมไม่รู้หรอก แต่หลังจากนั้นงานผมเริ่มเปลี่ยน และเป็นอิสระขึ้น ผมก็เริ่มพัฒนาสิ่งที่เกิดขึ้น เหมือนว่าเราก้าวสู่ถนนสายใหม่ และทำความเข้าใจกับเส้นทางใหม่ แล้วมันก็มาจนถึงทุกวันนี้

ไม่ใช่ว่ามันเป็นขึ้นมาทีเดียว ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะเป็นอย่างนี้ หลังจากนั้นผมคิดว่า ไม่ว่าอะไรก็ตาม การทำงานหรือการใช้ชีวิต ไม่ควรไปยึดถืออดีต ควรจะอยู่กับเวลาปัจจุบัน งานผมจึงเปลี่ยนตลอด บางทีมันกระโดดเลย จนผมเองยังแปลกใจ

แล้วงานในเส้นทางนี้ คุณสมยศมีการเล่าเรื่องอะไร?
ถ้าพูดถึงการเล่าเรื่องให้คนเข้าใจ ผมไม่มี แต่ผมเล่านะ ผมเล่าอะไรบางอย่าง มันมีฟอร์ม มีสี มีสตรัคเจอร์ มีเทกซ์เจอร์อยู่ในนั้น มีตั้งแต่ต้นจนจบ สิ่งที่ผมเล่ามันไม่มีเรื่องที่ทุกคนเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น เรื่องคน สังคม หรือการเมือง ไม่มีแบบนั้น ฉะนั้นคนดูต้องไปสัมพันธ์กับการเล่าเรื่องของผมในอีกแบบหนึ่ง

คนทุกคนมีโลกของเขาที่คนอื่นไม่รู้จัก ในการทำงานผมก็มีโลกอยู่โลกหนึ่ง ผมพยายามทำสิ่งที่อยู่ในโลกนี้ ให้เป็นภาพขึ้นมา ให้มองเห็นได้ด้วยสายตา และรู้สึกมัน โลกนี้ถ้าเราไม่ไปจำกัดขอบเขต มันกว้างใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุดเลยนะ ผมเองอยากรู้ว่าโลกใบนี้มีอะไรบ้าง ก็ไปขุดสมบัติ เหมือนนักโบราณคดีที่ไปขุดของเก่าในประวัติศาสตร์ เขาก็มีความรู้ว่าถ้าไปตรงนี้จะเจออะไรบ้าง และทำให้มันชัดเจนขึ้นมา นั่นแหละคือการทำงานของผมทุกวันนี้

เรียกว่าเป็นการทำความรู้จักกับตัวของผมเอง อยากรู้ว่าเรามีความสามารถทำอะไร อยากรู้ว่าเราทำไปเรื่อยๆ เราจะเจอกับอะไรที่เรียกว่าเป็นเซอร์ไพรซ์ให้กับตัวเอง ผมทำงานให้ตัวเองก่อน เมื่อไหร่ที่คนไปสัมผัสได้ ก็ถือว่าผมทำให้กับคนอื่นด้วย เพราะไม่ใช่ทุกคนมาดูงานแล้วจะสัมพันธ์กับมันได้ เพราะบางคนเขาก็ไม่ชอบงานแบบนี้


แล้วในความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้ดูและงานศิลปะ ในฐานะที่คุณเป็นผู้ทำงานนี้ขึ้นมา มีความคาดหวังอะไรไหม
ไม่ครับ ไม่เลย เขาจะตีความอย่างไรเป็นอิสระของเขา งานศิลปะเป็นเรื่องอิสระ ผมไม่กำหนดอะไรทั้งนั้น ผมพรีเซนท์อะไรบางอย่างเท่านั้น ความจริงผมพรีเซนท์ให้กับตัวผมเองด้วยซ้ำ และผมว่าคนทำงานก็คิดอย่างนี้ทั้งนั้น ถ้าเขาทำเพื่อที่จะสอนอะไรคนอื่น เขาก็ทำเพื่อคนอื่น แต่ผมไม่ได้สอนอะไรกับใคร ถ้าถามว่างานผมอยากให้อะไรกับคนอื่น แค่เขามาดูงานผม แล้วเขาแฮปปี้สักหน่อย แค่นั้นผมก็พอแล้ว

ปัจจัยที่จะทำให้ศิลปินสามารถที่อยู่ได้ในโลกของความเป็นจริง ไม่เป็นศิลปินไส้แห้ง คือ
ศิลปินไส้แห้ง หมายถึงจน จนอยู่ไม่ได้ ผมว่าคนทุกคนที่หวังดีกับตัวเองก็ต้องหาทางทำให้ตัวเองอยู่ได้ ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งในทางที่ดี ผมมีเพื่อนทั้งที่มีชื่อเสียงมากและเพื่อนที่ยังต้องต่อสู้อยู่ บางคนงานดีมาก แต่ก็ขายไม่ได้ หรือขายไม่พอที่จะอยู่ ต้องไปหาจ๊อบอื่นทำ โชคดีที่ผมไม่ต้องไปจ๊อบแล้ว สมัยก่อนผมก็ต้องจ๊อบเพื่อให้อยู่รอด ผมเป็นช่างทาสี ทำอยู่ 20 กว่าปี เป็นช่างทาสีที่เก่งด้วย (หัวเราะ) มีเพื่อนสนิทคนนึง เขาจ๊อบอยู่ 3 – 4 อย่าง ไปทำกรอบรูปโบราณ สอนเด็กวาดรูป หรือทำกราฟิค ออกแบบเว็บไซท์เพื่อมีรายได้มายังชีพ เพื่อทำงานศิลปะ นี่คือข้อแตกต่างจากบ้านเราตรงที่ พอไปจ๊อบอย่างอื่นก็โดนกลืนหมด การแข่งขันที่โน่นรุนแรงกว่าที่นี่มาก แต่สนุกกว่า เพราะการต่อสู้ทำให้ตื่นตัวตลอด ศิลปินจะมีชื่อเสียงได้มีหลายสาเหตุ ศิลปินอย่างพวกผมมาร์เก็ตติ้งไม่เก่งเลย แต่บางพวกเขาก็เก่งมาก ซึ่งเขาสามารถทำให้ตัวเขาเองดังขึ้นมาได้ และขายได้ในราคาแพงๆ

คุณสมยศไม่เก่งเรื่องมาร์เก็ตติ้ง แต่สามารถเป็นที่ยอมรับและอยู่ได้เป็นเพราะอะไร
เป็นเพราะงานดีมั้ง ผมเชียร์งานตัวเองไม่เป็น สำหรับผม กว่าจะทำงานจนอยู่ได้ไม่ต้องไปทำงานอื่น ก็ใช้เวลาเป็นสิบสิบปี อยากจะบอกว่าทำงานให้ดีเป็นสำคัญ

แกเลอรี่ที่เราอยู่ด้วย เขาก็มีคอนเนกชั่นลูกค้าอยู่ เชิญมาดูงาน หรือว่ามีดีลเลอร์ที่เขาไม่รู้จักผม แต่มีลูกค้าที่สนใจงาน เขาก็ติดต่อมา หรืองานขายได้เพราะลูกค้าเคยซื้องานเรา แล้วมีเพื่อนชอบก็พาเพื่อนมา หรือบางทีไปเห็นงานผมทางอินเตอร์เน็ท ก็ติดต่อมา ก็ได้ไปแสดงงานกัน มีหลายรูปแบบครับ

แล้วในธุรกิจนี้มีกลไกอะไรที่ช่วยสนับสนุนศิลปินหรือเปล่า เช่น ตัวแทนศิลปะ แกเลอรี่ หรือว่าพิพิธภัณฑ์ เขามีส่วนช่วยตรงนี้หรือเปล่าพิพิธภัณฑ์ไม่ได้ช่วยตรงนี้ เพราะพิพิธภัณฑ์ไม่ได้สร้างศิลปิน เขามีหน้าที่ในการเก็บ และพรีเซนท์เฉยๆ เขาต้องพึ่งแกเลอรี่ในการนำงานมาแสดง ยกตัวอย่างที่เยอรมนี พิพิธภัณฑ์จะทำงานกับแกเลอรี่ที่กว้างขวาง คือมีศิลปินในเครือข่ายที่ทำงานดี มีชื่อเสียง พิพิธภัณฑ์ก็จะไปยืมหรือขอความช่วยเหลือให้ศิลปินนี้มาแสดงงาน เพราะคนที่รู้คือแกเลอรี่ หรือดีลเลอร์ เพราะเขาเป็นคนทำการซื้อขาย เขาก็จะรู้ว่างานของศิลปินคนนี้ไปอยู่ที่ไหน พิพิธภัณฑ์จึงไม่มีบทบาทโดยตรงกับการสร้างศิลปิน แต่มีทางอ้อม และมีความสำคัญมาก แกเลอรี่ต่างหาก ต้องพยายามสร้างศิลปิน เมื่อใดที่ศิลปินในสังกัดเขาดังขึ้นมา เขาก็มีรายได้มากขึ้นไปด้วย เพราะฉนั้น แกเลอรี่ที่มีศักยภาพ เขาสามารถสร้างศิลปิน สร้างชื่อให้กับศิลปินได้ ด้วยการผลักดัน โปรโมท ทำข่าว แต่ว่าไม่ได้เป็นอย่างนี้ทุกแกเลอรี่นะครับ เป็นส่วนน้อยที่เขาทำอย่างนี้ได้ สำหรับผม แกเลอรี่เหล่านี้เขาก็มีความเป็นศิลปินเหมือนกัน ต้องใช้ความสามารถที่จะทำอย่างนี้ได้


ในเมืองไทยคุณสมยศคิดว่า มีอะไรที่เป็นข้อด้อยสำหรับการเติบโตของวงการศิลปะ ที่ทำให้ศิลปินอยู่ยาก
ข้อด้อยของบ้านเราที่เป็นปัญหาใหญ่มากคือ บ้านเราไม่มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะ หรือมี แต่ก็ไม่มีคอลเลกชั่น ไม่มีพิพิธภัณฑ์ให้คนไปศึกษาและสัมผัส ผมขอพูดถึงในเยอรมนี ที่นั่นมีทุกเมือง เมืองเล็กๆ ยังมีเลย แต่เมืองไทยไม่มี ที่นั่นแม้แต่เด็กอนุบาล เขาก็พาไปพิพิธภัณฑ์ ซึ่งจะมีมุมให้เด็กๆ ทำกิจกรรม เด็กๆ ก็จะได้สัมผัสกับงานศิลปะตั้งแต่ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง นี่คือการปลูกฝัง แม้โตขึ้นเขาจะไม่ได้สนใจด้านศิลปะ แต่อย่างไรก็ตามมันต้องมีอะไรติดอยู่ สังเกตว่าที่โน่น บ้านทุกบ้านเขาต้องติดรูปงานศิลปะ ไม่ว่ารูปอะไรก็ตาม มันเป็นวัฒนธรรมของเขา บ้านเราไม่มี ไม่มีการปลูกฝัง นี่เป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเราคือ ผู้นำไม่มีความสนใจ ไม่ให้ความสำคัญทางด้านนี้ ซึ่งอันนี้มันบอกคุณภาพของประเทศและคุณภาพของคนนะ มันเป็นการให้การศึกษากับคน บ้านเราไม่มีพื้นฐาน แม้แต่มารยาทในการเข้าชมงานศิลปะ เรายังไม่มีเลย ที่ยุโรปคนเขาเข้าพิพิธภัณฑ์ เขาจะรู้ และนี่ก็มีผลต่อวงการศิลปะ พิพิธภัณฑ์เป็นต้นสายที่สำคัญของวงการนี้

ความสำคัญของคอลเลกชั่นที่พิพิธภัณฑ์ต้องมี
พิพิธภัณฑ์ต้องมีคอลเลกชั่นที่น่าสนใจ เพื่อเรียกคน อีกทั้งต้องพรีเซนท์งานดี ถือเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ที่ทำให้คนอยากดู เหมือนทำอาหาร อาหารที่ดีไม่ใช่แค่อิ่ม แต่ต้องอร่อย รสชาติไม่ซ้ำกัน

ฉะนั้น ต้องมีฝ่ายบริหารที่คอยทำกิจกรรมให้น่าสนใจด้วย ยกตัวอย่างที่มิวนิค มีพิพิธภัณฑ์เยอะมาก มีอยู่พิพิธภัณฑ์หนึ่งซึ่งช่วงแรก แทบไม่มีคนเข้าไปเดินเลย แต่เดี๋ยวนี้ ถ้าเป็นเสาร์อาทิตย์ ผมไม่เข้าไปแล้ว เพราะคนเยอะมาก มันขึ้นอยู่กับคนบริหาร สมัยก่อนเขาคิดว่าแค่มีตัวอาคาร มีงานแขวนก็คือพิพิธภัณฑ์แล้ว แต่มันไม่ใช่แค่นั้น มันต้องมีอย่างอื่น อย่างมิวเซียมชอป ร้านหนังสือ หรือร้านกาแฟ แต่ก่อนไม่มี มันมาจากผู้อำนวยการแต่ละคนที่เขามีไอเดียดี เขาก็สามารถทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นที่ที่ทุกคนอยากมา


ครั้งหนึ่งคุณสมยศเคยหันหลังให้กับวงการศึกษา (ไทย) มาวันนี้ คุณได้รับหน้าที่การสอนเป็นครั้งราว คุณสมยศให้อะไรกับคนที่มาเรียน

ต้องบอกก่อนว่าคนที่มาเรียนกับผมเป็นผู้ใหญ่ มีทุกวัย เรียนเป็นฮอบบี้ ผมไม่ได้สอนอะไรเขาเลยนะ ผมว่าทุกคนน่ะทำงานศิลปะกันเป็นอยู่แล้ว ผมเพียงแต่ให้ความมั่นใจว่าเขาทำงานได้ และสิ่งที่เขาทำออกมามันดีแล้ว เพียงแต่เขาต้องฝึกฝนให้มันดีกว่านั้น ให้เขาทำในสิ่งที่เขามีอยู่ อย่าพยายามทำให้เหมือนคนอื่น ผมเป็นที่ปรึกษาช่วยนำให้เขาเห็นว่าอะไรสำคัญ ไม่สำคัญ อะไรขาด อะไรต้องเพิ่ม วิธีของผมไม่ได้สอนให้เขาเขียนรูป แต่สอนให้เขารู้จักตัวของเขาเอง เหมือนผมทำงาน ผมเพียงแค่ทำความรู้จักกับตัวผม มันไม่ได้มีอะไรเกินไปกว่านั้น และถ้ารู้จักกับตัวเองได้ แค่นั้นก็พอแล้ว เป็นที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่านี้แล้ว ในตัวเรานี่แหละเป็นขุมทรัพย์อันมหาศาล นำเสนอตัวเองและแลกเปลี่ยนกับคนอื่น แต่ละคนมีความเป็นตัวเองที่แตกต่างกัน ถ้าเราไปถึงจุดนั้นกันทุกคน โลกใบนี้ก็คงเป็นโลกที่วิเศษและสนุกมาก

* ติดตามชมนิทรรศการของคุณสมยศ หาญอนันทสุข ได้ที่หอศิลป์ g23 ศูนย์ศิลปกรรมแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ - 29 กรกฎาคม 2555

Tags: art, designer

« Back to Result

  • Published Date: 2012-05-14
  • Resource: www.tcdcconnect.com