Creative Knowledge

« Back to Result | List

‘Meta Design’ สู่อารยธรรมใหม่ในการออกแบบ

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

“การออกแบบ” (Design) เป็นศาสตร์ที่เกิดขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันของมนุษย์ แต่กระนั้นสารพันปัญหาที่ยังคงรุมเร้าโลกก็ได้พิสูจน์แล้วว่า แม้นักออกแบบจะสามารถแก้ไขปัญหาหนึ่งได้ ไม่ช้าปัญหาใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้นตามมาให้ต้องแก้กันต่อไปไม่รู้จักจบสิ้น


ณ วินาทีนี้ หนึ่งในปัญหารุนแรงที่ทั่วโลกกำลังหาทางแก้ไขกันอย่างเร่งด่วนก็คือ “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” ซึ่งแม้จะมีการบังคับใช้มาตรการต่างๆ ทั้งในระดับอุตสาหกรรมจนถึงระดับครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon footprint) การรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก ลดการใช้รถยนต์ ฯลฯ แต่สภาพภูมิอากาศที่แปรปรวนอย่างหนักและภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้นทุกขณะก็เหมือนจะเป็นเครื่องยืนยันว่า วิธีการดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้อาการป่วยของโลกทุเลาลงแต่อย่างใด ทั้งนี้เป็นเพราะการแก้ไขปัญหาแทบทุกวิธีนั้นมีลักษณะร่วมกันอยู่สองอย่างคือ 1) เป็นการแก้ที่ปลายเหตุ และ 2) ต่างคนต่างทำ


คงปฏิเสธไม่ได้ว่า สาเหตุหลักประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมก็คือ การออกแบบข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวันโดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งแม้ว่าปัจจุบัน นักออกแบบจะหันมาให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นการมุ่งแก้ไขปัญหาเฉพาะอย่างโดยไม่ได้พิจารณาถึงการแก้ไขในระดับองค์รวม ดังจะเห็นได้จากศาสตร์แห่งการออกแบบตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันที่แตกแขนงเป็นหลายสาขา อาทิ การออกแบบเฟอร์นิเจอร์ การออกแบบสถาปัตยกรรม การออกแบบแฟชั่น การออกแบบกราฟฟิก ฯลฯ ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาแบบ “แยกส่วน” อย่างชัดเจน


ฉะนั้น หากเราอยากให้การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ผลสัมฤทธิ์จริง โลกเราน่าจะต้องมีศาสตร์แห่งการออกแบบแขนงใหม่ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็น “การออกแบบการออกแบบ” (Design of Design) กล่าวคือเป็น “การออกแบบแนวคิดด้านการออกแบบทุกสาขาใหม่” (Re-designing design) ซึ่งนักออกแบบจะต้องยึดเป็นหลักร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาในระดับองค์รวม ยกตัวอย่างเช่น ในการออกแบบแพ็คเกจจิ้ง นักออกแบบต้องคำนึงถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดนับตั้งแต่กระบวนการผลิตอาหาร วิธีการทำธุรกิจ การขนส่ง การเดินทาง วิธีการบริโภค ฯลฯ แนวคิดดังกล่าวนี้เรียกว่า “Meta Design”


ในการบรรยายเรื่อง “Meta Design” โดยศาสตราจารย์กิตติคุณจอห์น วู้ด จาก Goldsmiths, University of London (จัดขึ้นโดยคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) ได้มีการนำเสนอแนวคิดของ “Meta Design” เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์งานออกแบบและใช้แก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันแบบบูรณาการ โดยมีกรอบแนวคิดทั้งหมด 10 ประการด้วยกัน คือ

1. Paradigm-changing
Meta Design จะก้าวข้ามกรอบความคิด (paradigm) แบบเดิมๆ ไปโดยสิ้นเชิงเพื่อแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาใหม่ที่ดีกว่า โดยอาจเริ่มจากการตั้งคำถาม อาทิเช่น “เมื่อเครื่องปรับอากาศทำให้โลกร้อน ทำไมเราจึงต้องติดเครื่องปรับอากาศ?” และหากเราตอบว่าเพราะ “ร้อน” เราก็อาจถามต่อว่า “จำเป็นไหมที่อาคารต้องสร้างด้วยคอนกรีต?” เป็นต้น

2. Self-steering
Meta Design มีคุณสมบัติในการขับเคลื่อนตัวเอง เมื่อนำแนวคิดนี้มาลงมือปฏิบัติจะส่งผลกระทบถึงทุกภาคส่วน ทำให้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหาและไม่สามารถแยกกันทำงานได้

3. Comprehensive
Meta Design เป็นแนวคิดที่มองปัญหาแบบองค์รวม อาทิเช่น การวางผังเมืองต้องไม่คำนึงถึงเพียงแค่การแบ่งเมืองออกเป็นเขตที่ทำงาน เขตที่อยู่อาศัย ฯลฯ แต่ยังต้องคิดถึงรูปแบบการเดินทาง การสื่อสาร การบริโภค และอื่นๆ ด้วย ซึ่งในที่สุดแล้วมันจะทำให้เราหันกลับมาเริ่มตอบคำถามที่ว่า “ทำไมคนเราต้องเดินทางไปทำงานในเมื่อเรามีเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการทำงานที่บ้าน และการเดินทางก็ทำให้เราต้องบริโภคทรัพยากรมหาศาล?” หรือ “เมื่อรถยนต์และน้ำมันก่อปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำไมเราต้องเดินทางด้วยถนน มีการเดินทางรูปแบบอื่นอีกหรือไม่?”

4. Joined-up
Meta Design ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า “Economy” ต้องสอดคล้องกับ “Ecology” โดยเข้าใจว่าแท้จริงแล้วเศรษฐกิจกับระบบนิเวศเป็นเรื่องเดียวกัน คือเป็นการมุ่งบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

5. Co-creative
การออกแบบ Meta Design ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกสาขา เนื่องจากเป็นการคำนึงถึงการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการ

6. Present-oriented
Meta Design มุ่งเน้นความสมดุลเพื่อชีวิตในปัจจุบัน มากกว่าจะเน้นการพัฒนาเพื่ออนาคตบนแนวคิดทางเศรษฐกิจแบบเดิม (ซึ่งอาจก่อให้ความเสี่ยงและการสูญเสียโดยไม่จำเป็น) ขณะเดียวกัน Meta Design ยังเน้นการมองจากมุมที่หลากหลายมากขึ้น อาทิเช่น “ขณะที่เราคิดว่าเราเป็นผู้บริโภค แท้ที่จริงเราก็เป็นผู้ผลิตด้วย”

7. Team-conscious
Meta Design คำนึงถึงคณะผู้ทำงาน (อันหมายถึง “คน” ในทุกหน่วยสังคม) เป็นหลัก ทุกคนควรได้รับประโยชน์จากการออกแบบอย่างเสมอภาคกัน

8. Synergy-finding
Meta Design คือ การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เมื่อเรามีระบบที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพระบบหนึ่ง ระบบนั้นก็จะแสวงหาอีกระบบที่มีประสิทธิภาพเช่นกันเพื่อทำงานด้วย และวงจรก็จะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

9. Radically optimistic
แม้จะเริ่มต้นด้วยคำถามที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่ Meta Design เป็นแนวคิดที่มองโลกเชิงบวกและเชื่อมั่นว่าจะต้องสามารถทำได้จริง โดยมีปรัชญาในการทำงานว่า “Unthinkable but Possible” คือเป็น “เรื่องเป็นไปไม่ได้ที่เป็นไปได้!”

10. Re-languaging
การออกแบบ “วิธีคิด” ใหม่คือ การเปลี่ยน “ภาษา” ใหม่ ดังนั้น เมื่อพูดถึง “อาคาร” ภายใต้แนวคิด Meta Design คอนเซ็ปท์และภาพในใจของคำว่า “อาคาร” ก็อาจต่างไปจากเดิมมาก

Our Thought :
“Meta Design” อาจฟังดูคล้ายกับแนวคิดในอุดมคติที่มีอยู่เฉพาะในโลกยูโทเปีย แต่หากมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์อารยธรรมมนุษย์ ความเจริญก้าวหน้าทั้งหลายก็ล้วนเกิดขึ้นจากการไม่ละทิ้งความฝันของมนุษย์เราทั้งสิ้น ดังนั้น เมื่อการออกแบบเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ การออกแบบก็ย่อมใช้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ด้วยเช่นกัน มันอยู่ที่นักออกแบบจะลุกขึ้นมาร่วมมือกันหรือไม่เท่านั้นเอง

เครดิตรูปภาพ:
http://eprints.gold.ac.uk/4512/1/Shanghai_final.pdf


« Back to Result

  • Published Date: 2012-04-26
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป