Articles

« Back to Result | List

นิทรรศการปกติศิลป์ (ART Normal) : ศิลปะอยู่ได้ในทุกที่กับผู้ชายที่ชื่อ “วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์”

เรื่อง : พลอย มัลลิกะมาส / ภาพ: คุณก้อนดิน

อะไรจะเกิดขึ้น?
เมื่อบ้าน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ ที่อยู่อาศัย
ร้านโชว์ห่วย ไม่ได้เป็นแค่ ร้านขายของชำประจำหมู่บ้าน
ร้านอาหาร ไม่ได้มีแค่ของกิน
รถเมล์สีส้มคันเก่ง ไม่ได้ทำหน้าที่แค่รับส่งผู้โดยสาร
และ “ศิลปะ” ไม่ได้ถูกจัดวางไว้ในห้องสี่เหลี่ยมที่ถูกเรียกว่า “หอศิลป์”

ในชีวิตเราอาจไม่เคยรู้จัก ไม่ชอบ ไม่เข้าใจ ไม่เคยรู้สึกนึกรัก และไม่ผูกพันอะไรกับสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ” มาก่อน ถึงขนาดที่ว่าเมื่อพูดถึงคำว่า “ศิลปะ” แล้ว หลายต่อหลายคนพากันเบือนหน้าส่ายหัว อันเป็นสาเหตุที่ทำให้ความหมายของคำว่า “ศิลปะ” กลายเป็นเรื่องยากเย็นในการให้คำจำกัดความอย่างถึงที่สุด!

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วศิลปะ คือ เรื่องปกติธรรมดาสามัญของสิ่งละอันพันละน้อยที่รายล้อมรอบตัวเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน นับตั้งแต่เริ่มต้นวันด้วยการตื่นเช้า แปรงฟัน ล้างหน้า อาบน้ำ กินข้าว ไปจนถึงยามเข้านอน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะใส่ใจมองเห็นความงดงามของสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ” ซึ่งซุกซ่อนตัวอยู่ในแต่ละฉากของชีวิตหรือไม่


จากความตั้งใจของ วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ศิลปินเซรามิกผู้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ที่ต้องการจะผลักดันให้ “เมืองราชบุรี” บ้านเกิดของตนยกระดับเป็นเมืองศิลปะร่วมสมัย วศินบุรีจัดกิจกรรมศิลปะอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดนานนับทศวรรษ นับตั้งแต่นิทรรศการ Chapter 77 : Rakuza Ceramic , นิทรรศการ Microcosm Sculptures of The Nature , นิทรรศการเด็กฝึกหัตถ์, นิทรรศการติดศิลป์บนราชบุรี, โครงการ Clay – Pop เวิร์คชอปปั้นดินเพื่อผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วม และอีกมากมายหลากหลายความเคลื่อนไหวทางศิลปะ

จนถึงกิจกรรมล่าสุด “นิทรรศการปกติศิลป์ (Art Normal) : ทุกบ้าน คือ แกลเลอรี่ ทุกที่ คือ หอศิลป์” (เมื่อช่วงปลายปี 2554 ถึงต้นปี 2555) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของเมืองราชบุรีที่มีการจัดแสดงงานศิลปะภายในบ้าน ร้านค้า และสถานที่ในชีวิตจริงๆ ของชาวบ้านร้านตลาด โดยครั้งนี้วศินบุรีตั้งใจจะหยิบยก “บริบทเล็กๆ ของความเรียบง่ายในชีวิตประจำวัน” ที่คนส่วนใหญ่ละเลย เพิกเฉย ไม่ได้ใส่ใจ ขึ้นมาปัดฝุ่นใหม่พร้อมสะกิดสีข้างให้คนในชุมชนและคนที่อยู่รอบๆ ได้สัมผัส รับรู้ และมองเห็น “ความงามในชีวิตประจำวันอันแสนสงบสุข” ของชาวเมืองราชบุรีอีกครั้ง

TCDCCONNECT นั่งคุยกับ วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ในเช้าวันหนึ่งของเดือนมกราคม ณ แกลเลอรี่ เถ้า ฮง ไถ่ ดีคุ้นท์ (d Kunst) ก่อนที่เขาจะออกไปต้อนรับคณะนักปั่นจักรยานชมเมือง (และงานศิลป์) กว่าร้อยชีวิต ที่ยกโขยงกันมาจากกรุงเทพฯ เพื่องานนี้โดยเฉพาะ

ศิลป์ - ศิลปะ - ศิลปิน และชายหนุ่มที่ชื่อ “วศินบุรี”


วศินบุรี : ผมมองว่า ศิลปะ คือ สิ่งที่เชื่อมต่อทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตเข้าหากัน ศิลปะเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นจินตนาการ ช่วยกระตุกต่อม และจุดประกายให้เกิดความหลากหลายในชุมชน คนๆ หนึ่งไม่จำเป็นต้องเกิดเป็น “ศิลปิน” เพื่อจะมองเห็นสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ” นะครับ คนแต่ละคนอาจมองเห็นภาพที่ต่างกัน บางคนอาจมองเห็นเป็น “อาร์ต” ในขณะที่บางคนอาจเห็นเป็นมุมมองในเชิงสังคม (เพราะเขาไม่ใช่ศิลปิน) แต่ที่แน่ๆ ศิลปะทำให้ชุมชนมีความแข็งแรงขึ้น และสร้างความผูกพันระหว่างกันขึ้นได้อย่างน่าสนใจ

สัมพันธภาพในแบบ “ปกติศิลป์”
วศินบุรี : นิทรรศการครั้งนี้เป็นเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างงานศิลปะ ผู้ชม และสถานที่จริง ในลักษณะที่เรียกว่า “ปกติศิลป์” หรือ “Art Normal” โดยคำว่า “ปกติ” ในที่นี้ หมายความว่า “ศิลปะ” สามารถเป็นเรื่องที่ปกติมาก สถานที่ที่เราใช้จัดแสดงก็เป็นสถานที่จริง เป็นที่ที่ปกติธรรมดาทั่วไป แต่ในขณะเดียวกัน หากเรามองมันให้ลึกขึ้นอีกนิด ในความ “ปกติ” มันก็มีนัยยะของความ “ไม่ปกติ” ซ่อนอยู่ด้วย คือ มันมีความเป็นพาราด็อกซ์ (Paradox) ที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงอยู่ นี่คือการสะท้อนว่าภาพมายา (Illusion) ใดๆ ในวันนี้ ก็อาจจะกลายเป็นความจริง (Reality) ขึ้นมาในวันข้างหน้าได้

เมื่อ “ทุกบ้านกลายเป็นแกลเลอรี่ ทุกที่กลายเป็นหอศิลป์”


วศินบุรี : จากคำถามที่ว่า “แล้วเราจะทำให้มนุษย์กับศิลปะเข้าใกล้กันได้ยังไง ในเมื่อบ้านเราไม่มีวัฒนธรรมการเข้าพิพิธภัณฑ์ และการสร้างหอศิลป์ก็ดูจะเป็นสิ่งที่ต้องลงทุนสูงมาก” ผมก็เลยคิดว่าแทนที่เราจะมัวนั่งรอให้ภาครัฐมาสนับสนุน ทำไมเราไม่เลือกที่จะทำโครงการเล็กๆ ที่เราทำเองได้เลย เริ่มจากการเดินเข้าไปหาชุมชน และหยิบยกสิ่งละอันพันละน้อยที่ไม่ซับซ้อนวุ่นวายมาทำให้เป็นศิลปะ อย่างเช่น เรื่องของการจัดวางข้าวของภายในบ้าน เรื่องราวที่น่าสนใจต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ฯลฯ

ผมมองหาสิ่งที่เป็นดีไซน์หรือความงามง่ายๆ (ที่เข้าข่ายความเป็นศิลปะ) มาจัดแสดงในสถานที่จริงของชาวบ้าน ซึ่งพวกเขาไม่เคยรู้ตัวเลยว่า จริงๆ แล้วชีวิตกับศิลปะมันอยู่ใกล้กันแค่นี้เอง และพวกเขาก็ใช้ชีวิตอยู่กับมันแทบทุกวันอยู่แล้ว ผมว่า นิทรรศการนี้จะเป็นเหมือนนาฬิกาปลุกที่ทำให้ชาวบ้านตระหนักว่า ชีวิตประจำวันของเขา สิ่งที่เขาอยู่ และสิ่งที่เขาเป็นนี่แหละ คือ เรื่องของศิลปะทั้งสิ้น

หนึ่งในสิ่งที่ท้าทายมากๆ ของการทำนิทรรศการครั้งนี้คือ การนำศิลปะไปจัดแสดงไว้ใน “ชีวิตจริง” ของผู้คนครับ สภาพและสถานะของพื้นที่ซึ่งไม่ได้ถูกตระเตรียมไว้เพื่อจัดแสดงงานกลายเป็นโจทย์ที่ทั้งยากและน่าสนใจในตัวเอง เราต้องถามตัวเองตลอดว่าจะทำอย่างไรให้ทุกอย่างมันอยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัวที่สุด

กิน อยู่ กับ “ศิลปะ”
วศินบุรี : จริงๆ แล้วศิลปะมันวนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันของเราตลอด อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นมันหรือเปล่าเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น ขณะที่คนๆ หนึ่งเห็นเศษเหล็กเป็นเพียงแค่เศษเหล็ก อีกคนอาจจะมองเศษเหล็กชิ้นเดียวกันเป็นองค์ประกอบภาพ เป็นเส้นสาย เป็นความงดงามที่จุดประกายให้เขาสร้างสิ่งต่างๆ ต่อไปได้อีกในบริบทอื่น

ผมอยากให้นิทรรศการนี้สร้างจุดเชื่อมบางอย่างระหว่างศิลปะกับคนในชุมชนมากกว่า ว่ามันจะดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวราชบุรีนะ แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง อย่างน้อยผมก็เชื่อว่าท้ายที่สุดนิทรรศการนี้จะทำให้เรามีโอกาสเรียนรู้และเข้าใจความต้องการของชาวบ้านมากขึ้น

We say :

เราขอยืนยืนว่า นิทรรศการนี้ไม่ใช่คอนเซปชวล อาร์ต ที่เอาชุมชนมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลป์ ผลงานทั้งหมดในนิทรรศการเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะช่วยให้ทั้งคนนอกและคนในชุมชนได้เรียนรู้กันและกันผ่านความแยบยลของสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ”

นิทรรศการปกติศิลป์ (Art Normal) คือ นิทรรศการศิลปะที่ว่าด้วยเรื่องของสัมพันธภาพระหว่าง “ศิลปะ – ชุมชน – ผู้ชม – สถานที่ที่มีตัวตนอยู่จริง” จัดแสดงผ่านภาพวาด ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว ภาพยนตร์สั้น ประติมากรรม ศิลปะสื่อผสม ศิลปะการจัดวาง ศิลปะกราฟิตี้ ฯลฯ ของชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น ซึ่งไม่เคยทำงานศิลปะมาก่อนในชีวิต ตลอดจนเยาวชน ศิลปินชั้นนำ และ คนทำงานศิลป์ต่างๆ ที่ไม่มีพื้นที่จัดแสด


« Back to Result

  • Published Date: 2012-04-19
  • Resource: www.tcdcconnect.com