Creative Knowledge

« Back to Result | List

Creative Space Workshop: “ฝนตกขึ้นฟ้า” โดย เป็นเอก รัตนเรือง

เรื่อง: อมิธา อัมระนันทน์

“บทภาพยนตร์เปรียบเสมือนกับของเหลวที่เปลี่ยนรูปร่างได้ตามภาชนะ โดยภาชนะเหล่านั้นอาจจะเป็นตัวนักแสดง ข้อจำกัดของสถานที่ถ่ายทำ ไอเดียจากทีมงาน สิ่งรอบตัวที่ผู้เขียนได้สัมผัส ผมว่าบทเป็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอดระยะเวลาของการทำหนัง”

ผู้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์ เป็นเอก รัตนเรือง พาทีมงานอันประกอบด้วย ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ (ช่างภาพ - Cinematographer), วิทยา ชัยมงคล (Production designer) และ Michael Dorn (Data manager/Camera engineer) มาพูดคุยอย่างเป็นกันเองเกี่ยวกับ “กระบวนการสร้างภาพยนตร์” โดยใช้หนังใหม่ล่าสุด "ฝนตกขึ้นฟ้า" เป็นกรณีศึกษา ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปในวันนั้นได้เรียนรู้ถึงขั้นตอนการสร้างสรรค์และผลิตภาพยนตร์ ตั้งแต่การดัดแปลงบทจากหนังสือ, การออกแบบโปรดักชั่น, การกำกับ ไปจนกระทั่งถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่กำลังทำให้ปัจจัยหลายอย่างของการสร้างภาพยนตร์เปลี่ยนไป

ตลอดการเวิร์คชอประยะเวลา 8 ชั่วโมงนี้ เป็นเอก รัตนเรือง ทำให้ทุกคนได้สัมผัสถึงคำว่า “Intimacy” (ความใกล้ชิดคุ้นเคย) ของการทำหนัง โดยเขาให้ความสำคัญมากกับการพัฒนาความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างทีมงาน และได้เสนอมุมมองส่วนตัวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ “ศิลปะ” และ “การพาณิชย์” ในวงการภาพยนตร์ด้วย

กระบวนการดัดแปลงนวนิยายมาเป็นบทภาพยนตร์ของเป็นเอกเริ่มต้นขึ้นจาก “ความฝัน” ก่อนที่จะลงมือเขียนบทเขาจะใช้แต่สัญชาตญาณ ความรู้สึก และความหมกมุ่นส่วนตัว พูดง่ายๆ ว่าอนุญาตให้ตัวเองเป็นศิลปินได้เต็มที่ ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุด แต่พอจะลงมือเขียนบทจริง เขาจะบังคับให้ตัวเองมีวินัยแบบทหาร (เพื่อที่จะทำบทให้เสร็จตามกำหนด) ซึ่งก็ต้องมีวิธีหลากหลายในการควบคุม จัดการ และจัดระเบียบจินตนาการ เพื่อให้บทออกมาลงตัวและมีประสิทธิภาพที่สุด

เมื่อบทภาพยนตร์เสร็จแล้วขั้นตอนต่อมาก็คือการที่ตัวบทนั้นจะต้องพบปะกับทีมงาน (ที่จะแปลงมันออกมาเป็นภาพยนตร์) โดยในช่วงก่อนและระหว่างการถ่ายทำ เป็นเอกจะเน้นการทำงานแบบเป็นครอบครัว คือทุกแผนกต้องโยงใยกัน ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างสนใจเฉพาะเรื่องของตนเอง และถึงแม้ผู้กำกับจะเป็นคนที่สื่อสารความตั้งใจของตนและเป็นคนริเริ่มความคิดในตอนแรก แต่เป็นเอกก็ถือว่าคนอื่นสามารถมีไอเดียที่ดีกว่าเขาได้เสมอ ดังนั้นหน้าที่สำคัญที่สุดของเขาคือต้องควบคุมทิศทางของความคิดต่างๆ ให้ได้

ในฐานะผู้กำกับ เป็นเอกให้ความสำคัญกับการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับนักแสดงเป็นอย่างมาก เขาไม่เคยใช้แอ็คติ้ง โค้ช (Acting coach) ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เนื่องจากมองว่า หากมีใครมาคั่นกลางระหว่างสองฝ่ายแล้ว ความไว้เนื้อเชื่อใจก็จะไม่เกิดขึ้น ในทางตรงกันข้ามเป็นเอกเลือกใช้วิธี Rehearsal (การซักซ้อม) ก่อนการถ่ายทำ มาเป็นตัวช่วยในการสร้าง Bonding (ความคุ้นเคย) ระหว่างเขากับนักแสดง และจากการฝึกซ้อมอันนี้เอง เป็นเอกก็จะสามารถปรับบทและปรับการแสดงของแต่ละคนให้เชื่อมโยงเข้าหากันได้มากขึ้น อันจะเป็นผลดีต่อภาพรวมของหนังทั้งเรื่องด้วย

หลายคนอาจมองว่า “ช่างภาพ” มีบทบาทต่อตัวภาพยนตร์ในเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่สำหรับ ชาญกิจ ชำนิวิกัยพงศ์ แล้ว สิ่งแรกที่เขาพูดถึงคือความคุ้นเคยกันระหว่างช่างภาพและผู้กำกับ (รวมไปถึงความคุ้นเคยกับตัวงานและสไตล์ของผู้กำกับด้วย) ส่วนในการทำงานร่วมกับนักแสดงนั้น ชาญกิจก็ให้ความสำคัญกับเรื่องจิตวิทยาและการสร้างมนุษยสัมพันธ์ค่อนข้างมาก เขากล่าวว่าในระหว่างการถ่ายทำ ช่างภาพจะต้องสื่อสารกับนักแสดงได้แบบไม่ต้องใช้คำพูด (เพื่อให้นักแสดงรู้ว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นใช้ได้หรือไม่) ที่สำคัญคือช่างภาพต้องให้ความสนิทสนมคุ้นเคยกับนักแสดงจนเขารู้สึกเหมือนว่าไม่มีกล้องอยู่ในฉากนั้น

"ฝนตกขึ้นฟ้า" เป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองของเป็นเอก รัตนเรือง ที่ใช้กล้องดิจิตอล RED One MX ในการถ่ายทำ เทคโนโลยีนี้ได้ทำให้ปัจจัยหลายอย่างในการถ่ายทำสะดวกขึ้น ค่าใช้จ่ายในการถ่ายทำลดลง และนักแสดงเองก็ไม่ต้องเสียสมาธิกับ Special effects ต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่เหมือนกับมี Lab ส่วนตัวติดไปด้วยทุกที่

** Creative Space Workshop: "ฝนตกขึ้นฟ้า" โดย เป็นเอก รัตนเรือง เป็นส่วนหนึ่งของงานการชุมนุมทางความคิดประจำปี Creativities Unfold, Bangkok 2011

« Back to Result

  • Published Date: 2012-02-13
  • Resource: www.tcdcconnect.com