Articles

« Back to Result | List

Creative Space Workshop: แต่งเพลงเพื่อรอยยิ้ม โดย วง 3 A.M. (Love Is)

เรื่อง: ณัฐพร ศรีศิริรังสิมากุล

“การ ‘รีบ’ ไม่ได้หมายความว่า ‘ลวก’ บางทีเราก็มีความสุขกับการได้รีบ เพราะมันจะตื่นเต้น เราจะไม่ได้เป็นตัวเรา และใช้หัวใจในการทำงานเยอะกว่า”

3 A.M. คือ การรวมตัวกันเฉพาะกิจของ Sundae (บอย โกสิยพงษ์) BearHug (บอย ตรัย ภูมิรัตน) และถุงเท้าทาโร่ (แสตมป์ อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข) โดยคอนเซ็ปท์ของนักแต่งเพลงดรีมทีมวงนี้ คือ อยากให้โลกมีความสุข เมื่อไหร่ที่โลกมีภัยพวกเขาจะออกมารวมตัวกันแต่งเพลงและเล่นดนตรีเพื่อสร้างกำลังใจ อาทิเช่น เพลง “Gam Bat Te Ne” ที่แต่งให้กับผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น และล่าสุดก็คือเพลง “หนึ่งเดียวกัน” ที่แต่งเพื่อให้กำลังใจชาวไทยในวิกฤตการณ์น้ำท่วม 2554


เอกลักษณ์ของวง 3 A.M. คือ เมโลดี้ฟังสบายและเนื้อหาให้กำลังใจในแง่บวก ทุกครั้งก่อนลงมือแต่งเพลงสมาชิกทั้งสามจะใช้เวลาระดมความคิดเพื่อหาแง่มุมการนำเสนอที่ไม่กระทบเสียดสีใคร ซึ่งพอสรุปคอนเซ็ปท์หลักของเพลงได้แล้วก็จะรวมตัวกันจับกีตาร์ ฮัมเมโลดี้ และแต่งเนื้อร้อง

เวิร์คชอปครั้งนี้ สามหนุ่ม 3 A.M. เน้นการถาม-ตอบและแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเป็นกันเอง โดยประเด็นแรกที่พวกเขาเน้นย้ำก็คือ เรื่องของ “ทัศนคติ” ที่คนส่วนใหญ่มักมองว่าการแต่งเพลงเป็นเรื่องของ “พรสวรรค์” แต่ในทางตรงกันข้ามพวกเขากลับคิดว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องของ “ทักษะ” ที่หากใครลองได้ฝึกฝนเอาจริงเอาจังก็ย่อมทำได้ไม่ต่างกับการหัดขี่จักยานหรือทำอาหาร


มาหัดแต่งเพลงกันเถอะ
ประเด็นต่อมาที่วง 3 A.M. พูดถึงคือ เรื่องการฝึก “แต่งเพลง” ซึ่งต้องเริ่มจากการเรียนรู้ “โครงสร้างของเพลง” ก่อนเป็นอันดับแรก นักแต่งเพลงทั้งสามอธิบายว่าเพลงๆ หนึ่งจะประกอบไปด้วยท่อน Intro (ดนตรีเปิดที่ทำให้รู้อารมณ์ของเพลง), ท่อน Verse (ท่อนร้องที่ปูเนื้อเรื่อง), ท่อน Pre-Chorus (ที่เล่าเนื้อเรื่องขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น), ก่อนจะเข้าสู่ท่อน Chorus (ท่อนสร้อยที่เป็นหัวใจของเพลง) นอกจากนั้นก็ยังมีท่อน Bridge (ใช้เชื่อมต่อเพลงเข้าสู่ช่วงที่สอง) และท่อน Solo (โซโล่ดนตรีที่มีไว้เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและแก้เลี่ยนจากเสียงร้อง)

ซึ่งกว่าที่สมาชิกวง 3 A.M. จะก้าวขึ้นมาเป็นนักแต่งเพลงที่มี “ลายเซ็นเฉพาะตัว” อย่างในปัจจุบันนี้ ทุกคนต่างเริ่มต้นจากจุดเดียวกันนั่นก็คือ การฟังเพลงสัปดาห์ละกว่าร้อยเพลงและหัดวิเคราะห์โครงสร้างของแต่ละเพลงอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย ต่อจากนั้น บอย โกสิยพงษ์ ก็แนะว่า นักแต่งเพลงควรใช้เวลาพูดคุยทำความรู้จักกับศิลปินเพื่อจะได้สามารถปลอมตัวเป็นศิลปินคนนั้นได้อย่างแนบเนียน เขายกตัวอย่างสมัยที่ต้องแต่งเพลงให้กับศิลปินในค่ายโดโจซิตี้ ที่เขาอุทิศเวลานั่งอ่านไดอารี่ของนักร้องทุกคนทุกวัน เพื่อจะเรียนรู้ถึงชีวิตประจำวัน ศึกษาภาษาเขียน สไตล์การพูด รวมถึงความคิดความอ่านของแต่ละคนด้วย


กดดันเพื่อขับเคลื่อน
หลายคนคิดว่า การทำงานสร้างสรรค์ต้องอาศัยอารมณ์พาไปเท่านั้น แต่สมาชิกวง 3 A.M. กลับให้ข้อคิดในอีกมุมว่า “ความกดดัน” ก็สามารถเป็นไฟที่ช่วยจุดประกายได้เช่นกัน


“มันเหมือนไฟที่จุดให้ไอเดียเดือด พอไฟลนเต็มที่แล้วงานก็จะคลอดออกมาได้ พวกเรารีบแต่ไม่ลวก และรีบบนพื้นฐานที่แข็งแรงแล้วครับ” บอย โกสิยพงษ์ กล่าว

และเพื่อให้ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปเห็นภาพชัดขึ้น วง 3 A.M. ได้พา “นักอยากแต่งเพลง” เข้าสู่สตูดิโอของ Love Is เพื่อสาธิตวิธีการทำงานในสถานที่จริงกันแบบสดๆ ท้ายสุดสิ่งที่ 3 A.M. เน้นย้ำกับผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปก็คือ นักแต่งเพลงควรจะซื่อสัตย์กับตัวเอง เพราะเพลงคือ “การสื่อสารทางใจ” ดังนั้นอย่าแต่งในสิ่งที่ไม่เชื่อ หรือแต่งโดยตั้งเป้าเพียงว่าเพลงจะต้องฮิตจะต้องดัง


“การแต่งเพลงเหมือนชีวิตคู่ ผมเชื่อว่า มันมีจุดกึ่งกลางที่ทำให้เราชอบและคนอื่นชอบด้วยอยู่เสมอ หาจุดนั้นให้เจอ เพราะถ้าเพลงของเราทำให้คนอื่นแฮปปี้ด้วย เราจะมีความสุขกว่าการที่เราแฮปปี้คนเดียวครับ” แสตมป์กล่าวทิ้งท้าย

** Creative Space Workshop: แต่งเพลงเพื่อรอยยิ้ม โดย วง 3 A.M. (Love Is) เป็นส่วนหนึ่งของงานการชุมนุมทางความคิดประจำปี Creativities Unfold, Bangkok 2011

« Back to Result

  • Published Date: 2012-02-13
  • Resource: www.tcdcconnect.com