Creative Knowledge

« Back to Result | List

Creative Space Workshop: การตีความและการสร้างบริบทของนิทรรศการ โดย The Jim Thompson Art Center

เรื่อง : รัตมา พงศ์พนรัตน์

“หากพิพิธภัณฑ์คือหลุมฝังศพของวัตถุพยาน หน้าที่ของภัณฑารักษ์ก็คือ การปลุกศพเหล่านี้ขึ้นมาเล่าเรื่องของตัวเองอีกครั้ง”

หากพูดถึง “บ้านจิม ทอมป์สัน” น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักผู้สร้างตำนานผ้าไหมไทยให้มีชื่อเสียงไปทั่วโลก แต่เดิมนั้นด้วยความที่ "นายห้างจิม" เป็นสถาปนิกและมีความรักในศิลปะวัฒนธรรมอุษาคเนย์ เรือนไทยของเขาจึงประดับประดาไปด้วยของสะสมที่ล้วนแล้วแต่มีคุณค่าทางจิตใจ (บ้านจิม ทอมป์สันในสมัยก่อนนั้นเป็นสถานที่สำคัญอีกแห่งที่แขกบ้านแขกเมืองระดับสูงต้องมาเยี่ยมชมและสังสรรค์กันอยู่เสมอ) จนเมื่อนายห้างจิมจากไป ตัวบ้านจึงถูกเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่คนทั่วไป โดยยังคงการจัดวางเครื่องเรือนและวัตถุต่างๆ ให้เสมือนตอนนายห้างยังมีชีวิตอยู่อย่างเคร่งครัด เหตุนี้ ทำให้ไม่มีพื้นที่เหลือสำหรับการจัดนิทรรศการเพิ่มเติมเพื่อต่อยอดองค์ความรู้จากศาสตร์และศิลป์แขนงต่างๆ ที่สิงสถิตอยู่ภายในบ้าน ในเวลาต่อมา “หอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน” จึงถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างความงามในอดีตกับสมัยนิยมปัจจุบัน โดยผ่านการตีความที่ผสมผสานระหว่างความเป็นศิลปะดั้งเดิมและศิลปะร่วมสมัยอย่างลงตัว


ที่ผ่านมานิทรรศการต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขึ้นชื่อในเรื่องของการตีความในบริบทต่างๆ และการนำเสนอที่ไม่เหมือนใคร เช่น นิทรรศการ “Golden Tiger/ Hidden Monkey” ที่ใช้ “ดวงของนายห้างจิม” มาเป็นโจทย์ตั้งต้นแล้วตีความด้วยโหราศาสตร์ตามบริบทความเชื่อของชาวเอเชีย เช่น ฮวงจุ้ย, นักษัตร ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดได้ถูกต่อยอดผสมผสานกับไลฟ์สไตล์ปัจจุบันและนำเสนอออกมาในรูปแบบของแฟชั่นและสูตรการผสมเครื่องหอมประจำราศีต่างๆ


ในเวิร์คชอปเรื่อง “กว่าจะเป็นนิทรรศการ : การตีความและการสร้างบริบทของนิทรรศการ” ครั้งนี้ กฤติยา กาวีวงศ์ ผู้อำนวยการหอศิลปะบ้านจิม ทอมป์สัน ภัณฑารักษ์ของนิทรรศการศิลปะ และหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Project 304 ได้ถ่ายทอดเทคนิคสำคัญของการคิดเนื้อหานิทรรศการ ขั้นตอนการตีความ และการสร้างบริบทให้กับเหล่าผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปอย่างเป็นกันเอง


กฤติยาเล่าว่าเธอยึดหลักของ “The Model of Interpretation Communication Process” (Veverka, 1994) ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน คือ
1. การตีความสาระสำคัญ
ในขั้นแรกนี้ ภัณฑารักษ์จะต้องระบุถึงจุดประสงค์ที่ชัดเจนให้กับตัวนิทรรศการ รวมไปถึงกิจกรรมหรือบริการด้านอื่นๆ ที่ประกอบกันขึ้นเพื่อตัวนิทรรศการด้วย ในขั้นนี้การตีความบริบททั้งหมดจะถูกกลั่นกรองออกมาเป็น “สาระ” โดยใช้กระบวนการคิดค้นบริบทแบบ Tilden (1954) เริ่มจากการตั้งหัวข้อที่ดีที่จะต้องปลดเปลื้องพันธนาการจากความจำเจและมุมมองเดิมๆ รวมทั้งต้องมีจุดขายที่สามารถ กระตุ้น (Provoke) ความสนใจของคนดูด้วย จากนั้นภัณฑารักษ์ก็ต้องหา จุดเชื่อมโยง (Relate) ระหว่างหัวข้อกับผู้ชมว่า มันจะเกี่ยวโยงกับชีวิตประจำวันของเขาอย่างไร (ทำไมจึงต้องให้ความสนใจ?) หลังจากที่กระตุกต่อมคิดของผู้ชมได้ระยะหนึ่งแล้วก็ถึงเวลาที่ภัณฑารักษ์จะเฉลยปมประเด็นโดย “เปิดเผยความจริง” (Revelation) ด้วยมุมมองที่ไม่เหมือนใคร (ในขณะเดียวกันก็ต้องตอบคำถามที่ว่ามันสำคัญกับผู้ชมอย่างไรได้ด้วย) ในขั้นตอนเหล่านี้ ภัณฑารักษ์จะต้องคำนึงถึง “เอกภาพ” (Unity) ของบริบททั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสื่อการเปิดตัวนิทรรศการ รูปแบบกิจกรรมประกอบนิทรรศการ ไปจนถึงอารมณ์และบรรยากาศ (Mood & Tone) ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการตีความเลยก็ว่าได้ นอกจากนั้นการตีความในแต่ละส่วนจะต้องแสดงให้เห็นถึง “ภาพใหญ่” (Address the Whole) ภาพเดียวกัน คือทั้งสาระของวัตถุ จิตวิญญาณของสถานที่ รวมทั้งองค์ประกอบอื่นใดทั้งหมดจะต้องช่วยกันประกอบภาพใหญ่ให้แข็งแรง (พูดง่ายๆ คือไม่ว่านิทรรศการนี้จะไปติดตั้งที่ไหน คนดูก็จะรู้ว่ามันคือนิทรรศการที่ทำขึ้นโดยพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน)

2. การแปรรูปบริบท
หลังจากที่ได้หัวข้อและบริบทของนิทรรศการแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็ถึงเวลาที่ภัณฑารักษ์จะนำบริบทเหล่านั้น “ถอดรูป” ออกมาเป็นสื่อประเภทต่างๆ เพื่อเสริมรสชาติความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเทคนิคภายในตัวนิทรรศการ, เกมส์, การแสดงสด, รวมไปถึงการใช้สิ่งพิมพ์ต่างๆ ด้วย

3. การจัดสร้างตัวนิทรรศการ (Implementation & Operation)
ในลำดับต่อไปก็เข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า I & O (งานภาคปฏิบัติ) ภายใต้เงื่อนไขของค่าใช้จ่าย บุคลากรที่มี วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการวางแผน ออกแบบ และการก่อสร้างตัวนิทรรศการ ฯลฯ ปัญหาที่พบบ่อยในขั้นนี้คือ ภัณฑารักษ์มักมีความต้องการเกินกรอบของทรัพยากรที่มีอยู่ทำให้ต้องย้อนกลับไปทบทวนความต้องการต่างๆ ให้มีความเป็นไปได้มากขึ้น กฤติยาเสริมว่า “การมีพันธมิตร” หรือ “การรู้เขารู้เรา” ถือเป็นข้อดีต่อการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ ภัณฑารักษ์แต่ละคนควรจะทราบว่าพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์อื่นๆ (ในเครือข่ายที่เป็นพันธมิตรกัน) เขามีวัสดุอุปกรณ์อะไรที่สามารถแบ่งปันกันได้บ้าง จะได้เลือกซื้อหรือจัดทำเฉพาะสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น (การทำนิทรรศการต้องคำนึงถึงการจัดเก็บในอนาคตและการลดจำนวนขยะเมื่อจัดแสดงเสร็จแล้วด้วย)

4. การวัดผลนิทรรศการ
ความเข้าใจของผู้ชมต่อตัวนิทรรศการถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับภัณฑารักษ์ ซึ่งโมเดลของ Veverka (1994) แนะว่า เราสามารถวัดความเข้าใจของผู้ชมได้จากกิจกรรมหรือบริการด้านอื่นๆ การวัดผลเช่นนี้ จะช่วยบ่งชี้ศักยภาพในการตีความและการถ่ายทอดบริบทของภัณฑารักษ์ ซึ่งหากผลลัพธ์ของการนำเสนอไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ภัณฑารักษ์ก็ต้องกลับไปปรับปรุงเนื้อหาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น


ในช่วงต่อมา กฤติยาได้พาผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปเดินชมนิทรรศการ “มุมมองใหม่ ขุนช้างขุนแผน” ซึ่งตีแผ่เนื้อหาของ “นิทาน” ที่เราเคยคิดว่าเกี่ยวข้องกับ “ความรักความใคร่” ออกไปได้ในหลายมุมอย่างไม่น่าเชื่อ ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปหลายคนตั้งคำถามว่า “ขุนช้างขุนแผนเกี่ยวอะไรกับ จิม ทอมป์สัน” ซึ่งคำถามดังกล่าวก็ได้ถูกนำมาเป็นโจทย์ตั้งต้นสำหรับกิจกรรมในภาคบ่ายที่กฤติยาขอให้ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปแบ่งกลุ่มกันคิดนิทรรศการมาเสนอให้หอศิลป์ จิม ทอมป์สัน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี


เชื่อแน่ว่า ในอนาคตสังคมไทยคงจะได้เห็นนิทรรศการศิลปะที่ถอดรหัสเรื่องราวกันอย่างเฉียบคมมากขึ้น สามารถสร้างสีสันใหม่ๆ ให้กับแวดวงการเรียนรู้ รวมทั้งเป็นเชื้อไฟที่จะทำให้ผู้คนในสังคม “หยุดมอง” และ “ตีความ” สิ่งรอบตัวกันอย่างหลักแหลมมากขึ้นเป็นแน่

** Creative Space Workshop: การตีความและการสร้างบริบทของนิทรรศการ โดย The Jim Thompson Art Center เป็นส่วนหนึ่งของงานการชุมนุมทางความคิดประจำปี Creativities Unfold, Bangkok 2011


« Back to Result

  • Published Date: 2012-02-13
  • Resource: www.tcdcconnect.com