Articles

« Back to Result | List

Creative Space Workshop: Understanding Collection โดย ELE

เรื่อง: อาศิรา พนาราม

“สร้างคอลเลกชั่นกระเป๋ามีดีไซน์ ด้วยแรงบันดาลใจรายวัน และการเข้าถึงลูกค้าตัวจริง”

กระเป๋าผ้าพิมพ์ลายแบรนด์นี้ (ELE) เกิดขึ้นจากฝีมือของกลุ่มอินทีเรียร์ดีไซเนอร์ มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่ลวดลายและรูปทรงที่เหมาะสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน ในเวิร์คชอปครั้งนี้ ทีมนักออกแบบของ ELE ได้แบ่งปันวิธีการสร้างคอลเลกชั่นกระเป๋าให้แบบไม่หวงวิชา โดยใช้แบรนด์ของตนเองเป็นกรณีศึกษา


ELE เริ่มต้นจากการนำ “ผ้าเหลือใช้” จากการทำเฟอร์นิเจอร์ (ซึ่งเป็นธุรกิจเดิม) มาลองตัดเย็บเป็น “กระเป๋า” แล้วลองวางขายในงาน BIG & BIH ผลปรากฏว่า ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมาก ทีมงานจึงตัดสินใจลงมือทำอย่างจริงจังและมีผลงานออกสู่ตลาดต่อเนื่องหลายคอลเลกชั่น (ตั้งแต่ปี 2004)


“จากอดีตที่เคยออกแบบตามใจชอบ ปัจจุบันเราก็เริ่มปรับดีไซน์ตามเสียงติชมของลูกค้า และคอยสังเกตกลุ่มตลาดที่เหมาะสมจนมาลงตัวที่กลุ่มผู้หญิงทำงานที่ชื่นชอบกระเป๋ามีดีไซน์แต่ใช้งานได้จริง การออกคอลเลกชั่นของเราจะเป็นไปตามฤดูกาลแฟชั่น คือ Spring/Summer และ Autumn/Winter”

ขั้นตอนการสร้างคอลเลกชั่นของ ELE เริ่มต้นจากการ ระดมสมอง แลกเปลี่ยนไอเดียจนได้คอนเซ็ปท์เป็นคีย์เวิร์ดเพื่อใช้ในคอลเลกชั่น > ตรวจไอเดีย นำไอเดียที่น่าสนใจไปพัฒนาต่อเป็นภาพแล้วนำมาเสนอกันอีกหลายๆ ครั้ง > ออกแบบลวดลายหลัก สำหรับแต่ละคอลเลกชั่น > ค้นหาคู่สีที่เหมาะ โดยสอบถามจากคนรอบข้างผสมกับความชอบส่วนตัวและเทรนด์โลก > เลือกวัสดุ ตามความเหมาะสมและอิงเทรนด์โลก > ลงทรง หาแบบและรูปทรงของกระเป๋าต่างๆ ที่เหมาะสม > ขึ้นต้นแบบ ทดลองการผลิตจริงเพื่อดูผลลัพธ์ เช่น สีที่สกรีนจริงออกมาตรงตามที่ต้องการหรือไม่ ฯลฯ > ผลิตและขายจริง เมื่อออกวางขายก็จะได้รับเสียงติชมจากลูกค้าซึ่งสามารถนำไปพัฒนาปรับปรุงในอนาคต


นอกจากนี้ทีม ELE ยังแบ่งปันวิธีการที่พวกเขาทำงานในแต่ละขั้นตอนดังต่อไปนี้

- Everyday Inspiration : ไอเดียดีๆ มีอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะอ่านหนังสือหรือทำกิจกรรมอะไรถ้าพบสิ่งน่าสนใจก็ควรบันทึกเก็บไว้ (เผื่อดึงมาใช้ในอนาคตได้) นอกจากนั้นทีมงานควรพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันตลอด ไม่ใช่เฉพาะแค่ช่วงทำคอลเลกชั่น ที่สำคัญอย่าลืมศึกษาเทรนด์โลกด้วย ทั้งเรื่องสีสัน รูปแบบ และวัสดุที่กำลังมา

- Exchange Idea : เมื่อได้คำจำกัดความสำหรับคอลเลกชั่นแล้ว ทีมงานก็จะแยกย้ายไปทำการบ้าน สร้าง Mood & Tone ขึ้นมาให้เห็นภาพ คลี่คลายไอเดีย แตกประเด็น คัดเลือกภาพที่จะเป็น Key Visual รวมถึงกลุ่มสีหลักที่จะใช้ในคอลเลกชั่น

- Side Dish : เป็นไอเดียเล็กๆ น้อยๆ ที่ทีมงานชอบและมีความเกี่ยวข้องกับคอลเลกชั่น ตรงนี้เราสามารถหยิบมาใช้ได้เพื่อทำให้คอลเลกชั่นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

- Draw Draw Draw : ออกแบบกราฟฟิกที่จะใช้ในรูปแบบต่างๆ ถ้าใช้ไม่ได้จริงๆ ก็ต้องยอมทิ้งไปแล้วทำใหม่

- Timeline : กำหนดวันออกคอลเลกชั่น (เช่น เปิดตัวในงาน BIG) แล้วนับถอยหลัง ทำงานล่วงหน้า 5 – 6 เดือน

- Select Ingredients : คัดเลือกและทดลองทำ Mock up ออกมาหลายๆ แบบ เพื่อที่เราเองจะได้เห็นภาพรวมมากที่สุด และกลุ่มเป้าหมายก็จะได้เห็นและส่งเสียงตอบรับกลับมาว่าเป็นอย่างไรด้วย เช่น ของที่ออกงานแสดงโชว์อาจนำเสนอ 4 คู่สี แต่เมื่อทำวางขายจริงอาจเหลือเพียง 2 คู่สีที่ได้เสียงตอบรับดีเท่านั้น

- Stock : เวลาที่คัดเลือกวัสดุสำหรับใช้ในคอลเลกชั่น เราต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าจะมีวัสดุนี้เพียงพอสำหรับใช้ในหนึ่งปี เพื่อตัดปัญหาวัสดุขาดเมื่อมีออเดอร์เข้ามา


เมื่อช่วงการบรรยายจบลง ทีมงานก็ให้ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปจับคู่กันออกแบบคอลเลกชั่นกระเป๋า โดยให้คนหนึ่งทำ Spring/Summer อีกคนทำ Autumn/Winter ภายใต้คอนเซ็ปท์เดียวกัน จากนั้นก็ให้นำเสนอเป็น Mood Board ที่ระบุแนวความคิด, การใช้สี 2-3 แนวทาง, วัสดุ, แบบร่างกราฟฟิก และแบบทรงกระเป๋าเป็นเซ็ทประมาณ 4-5 ใบ ในกระบวนการทำงานผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปสามารถใช้หนังสืออ้างอิง ตัวอย่างสี และตัวอย่างวัสดุที่ทาง ELE เตรียมไว้ให้อย่างเต็มที่


เมื่อแต่ละคู่ทำ Mood Board เสร็จเรียบร้อยก็เข้าสู่ช่วงการนำเสนอผลงาน โดยทีมงาน ELE และลูกค้ารับเชิญได้ช่วยกันวิจารณ์ ติชม และให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปนำไปขบคิดกันต่อ เช่น การเลือกแนวคิดที่ง่ายต่อการออกแบบ Key Visual, การใช้สีเพื่อสื่อถึงบรรยากาศของฤดูกาลที่ต่างกัน ฯลฯ

เวิร์คชอปนี้ถือเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจในธุรกิจแฟชั่นอย่างยิ่ง เพราะทุกคนได้เรียนรู้ทำความเข้าใจถึงการสร้างคอลเลกชั่น ได้ลงมือทำงานจริง แถมยังได้ฟังเสียงติชมจากผู้เชี่ยวชาญและตัวแทนลูกค้าตัวจริงอีกด้วย



สรุปข้อคิดจากเวิร์คชอป
1. เก็บไอเดียรอบตัวจากชีวิตประจำวันเข้าแฟ้มเพื่อนำมาใช้ภายหลัง
2. พบกันตรงกลางระหว่างความชอบของนักออกแบบและความชอบของตลาด เพื่อสร้างทั้งเอกลักษณ์ของแบรนด์และสินค้าที่ขายได้จริง
3. ศึกษาเทรนด์โลกเพื่อให้คอลเลกชั่นอยู่ในกระแส
4. ศึกษาไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้า เพื่อให้การออกแบบผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุด
5. ออกแบบมากกว่าแค่ตัวสินค้า คือให้นึกไปถึงประเด็นแวดล้อมทั้งหมดด้วย เช่น การใช้งานที่เข้ากับตัวสินค้า, การจัดวางสินค้าหน้าร้าน ฯลฯ

** Creative Space Workshop: Understanding Collection โดย ELE เป็นส่วนหนึ่งของงานการชุมนุมทางความคิดประจำปี Creativities Unfold, Bangkok 2011


« Back to Result

  • Published Date: 2012-02-13
  • Resource: www.tcdcconnect.com