Articles

« Back to Result | List

ฉีกกระบวนทัศน์สู่นวัตกรรมใหม่ด้วย “Design Thinking”

เรื่อง : สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดย่อมต้องผ่านขั้นตอนการศึกษาวิจัย การออกแบบและพัฒนา มาจนมาถึงขั้นสุดท้ายคือ การผลิตก่อนจะส่งต่อไปยังผู้บริโภค แต่การที่เราจะทำให้ผลิตภัณฑ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งฉีกรูปแบบออกไปจากสิ่งที่เคยเห็นกันเป็นประจำนั้น เราย่อมต้องการ “กระบวนการคิด” ที่ฉีกไปจากความธรรมดาสามัญด้วย กระบวนการคิดอย่างสร้างสรรค์ (หรือ Design Thinking) คือ วิธีการที่จะช่วยให้เราสามารถ “คิดนอกกรอบ” แต่ยังคงเดินหน้าสู่เป้าหมายของการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้แต่แรกได้

หนึ่งในนักออกแบบผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ที่นำ Design Thinking มาปรับใช้ได้อย่างโดดเด่น ณ ขณะนี้ก็คือ Kam Leang ผู้ให้นิยามตนเองว่า “เป็นผู้หลงใหลและสนุกสนานไปกับการสร้างสรรค์” แนวคิดในงานออกแบบของ Kam ได้แสดงให้เห็นถึงการใช้ Design Thinking ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์ของเขามีรูปแบบที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ รูปแบบธุรกิจใหม่ ฯลฯ

วันนี้ผมขอนำผลิตภัณฑ์ 2 ชิ้นที่ผ่านการออกแบบโดย Kam Leang มาให้คุณผู้อ่านได้ลองศึกษากันดูนะครับ

ชิ้นที่ 1 : ร่มสำหรับให้เช่า (Umbrella Rental System)
รางวัล International Design Excellence Award (IDEA) 2009

การศึกษาวิจัย
แนวคิดเริ่มต้นของการออกแบบร่มคันนี้เกิดจากการศึกษาวิจัยในประเทศญี่ปุ่น คุณ Kam Leang ค้นพบว่า ใน 1 ปี มีผู้เก็บร่มได้แล้วส่งสถานีตำรวจราว 427,000 คัน แต่มีเพียง 0.3% เท่านั้นที่ถูกส่งคืนกลับไปยังเจ้าของ (ส่วนอีก 99.7% ที่เหลือก็ถูกทิ้งไว้ แถมยังยากต่อการนำไปรีไซเคิล) เมื่อเป็นเช่นนี้ Kam Leang จึงสร้างแนวคิดใหม่ของการออกแบบร่มที่ไม่ใช่เรื่องของลักษณะ “เก็บง่ายหายยาก” อีกต่อไป เขาได้ทดลองศึกษาพฤติกรรมการใช้งาน สถานที่ที่ผู้คนใช้ร่ม การประกอบชิ้นส่วน วัสดุที่ใช้ในการผลิต สถานที่ที่ร่มมักจะหาย ฯลฯ จนได้ข้อสรุปที่นำไปสู่การคิดค้น “รูปแบบการใช้ร่ม” ขึ้นใหม่

เห็นได้ชัดว่า Kam Leang นำกระบวนการ Design thinking เข้ามาช่วยในการคิดนอกกรอบ เขาตัดสินใจเปลี่ยนพฤติกรรมการ “ซื้อร่ม” ให้กลายมาเป็นการ “เช่าร่ม” ซึ่งทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ขึ้นมา ทั้งนี้ผู้บริโภคสามารถเช่าร่มได้จากตู้หยอดเหรียญ จากร้านค้า หรือผ่านระบบการตัดเงินในบัตร suica (บัตร smart card ที่ผู้บริโภคนิยมใช้) จากนั้นผู้บริโภคก็สามารถนำร่มกลับไปได้โดยจะใช้งานนานแค่ไหน หรือจะยึดไว้เป็นการถาวรเลยก็ไม่มีใครว่า แต่ข้อดีคือ เมื่อคุณนำร่มไปคืน คุณจะได้รับเงินบางส่วนกลับมา (ตามสภาพของร่มที่ส่งคืน) และที่เด็ดไปกว่านั้น หากเกิดการสูญหาย ร่มของ Kam Leang ก็ยังสามารถนำไปรีไซเคิลได้แบบ 100% (ไม่ต้องรอการแยกชิ้นส่วนให้เสียเวลาเหมือนกับร่มทั่วๆ ไป) เพราะส่วนประกอบทุกชิ้นผลิตจากวัสดุ PET ประเภทเดียว ทำให้สะดวกต่อการรีไซเคิลและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

แนวทางการออกแบบ
สืบเนื่องจากแนวคิดของการให้เช่าร่มรวมไปถึงการศึกษาส่วนประกอบของตัวร่ม Kam Leang พบว่าร่มหนึ่งคันที่เราใช้กันอยู่มีส่วนประกอบทั้งสิ้นประมาณ 75 ชิ้น ซึ่งทำขึ้นจากวัสดุที่แตกต่างกันถึง 5 ประเภท ดังนั้น แนวทางการออกแบบของเขาจึงอยู่ที่การหาหนทางลดปริมาณชิ้นส่วน รวมทั้งลดประเภทของวัสดุลงด้วย และที่สำคัญเมื่อพับร่มเก็บแล้วตัวร่มควรจะมีความแบนเรียบเพื่อสะดวกในการติดตั้งและจำหน่าย

Kam Leang ทำการร่างแบบโดยศึกษาถึงตัววัสดุ PET ที่เขาเลือกมาใช้เป็นโครงสร้างหลัก จากนั้นก็ศึกษาถึงแนวทางในการพับ-กางร่ม การประกอบ ฯลฯ จนในที่สุดก็สรุปว่ารูปแบบของร่มจะเป็นทรงสี่เหลี่ยมชนิดแบน (เพราะผู้ใช้สามารถใช้งานได้สะดวก) และใช้ PET ขนาดหนาเป็นโครงสร้างหลัก (ผู้ใช้สามารถปรับระดับความสูงของร่มได้) ในขณะที่การกางร่มนั้น Kam Leang นำแนวคิดของการอัดพลีทผ้า (Pleat) มาทำเป็นแนวพับบนแผ่น PET ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ชิ้นส่วนในการประกอบร่มลดลงเหลือเพียงแค่ 7 ชิ้นเท่านั้น

สรุป
คุณผู้อ่านจะเห็นว่า โจทย์ของการออกแบบร่มคันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของรูปทรงหรือลักษณะที่สวยงาม แต่เป็นออกแบบที่คำนึงถึงการแกัไขปัญหาทั้งระบบ ตั้งแต่จำนวนร่มที่ถูกทิ้งในแต่ละปี การลดปริมาณชิ้นส่วน การใช้วัสดุประเภทใหม่ๆ การรีไซเคิลผลิตภัณฑ์ การกินพื้นที่น้อยและมีน้ำหนักที่เบา รวมไปถึงการคิดค้นรูปแบบธุรกิจแนวใหม่ขึ้นมา เรียกได้ว่าเป็น Paradigm Shift ของการผลิตและการบริโภค “ร่ม” เลยก็ว่าได้ (ทั้งๆ ที่เป้าหมายของตัวผลิตภัณฑ์ก็ยังเหมือนเดิมคือไว้กันแดดกันฝนนั่นเอง)

ชิ้นที่ 2 : ที่ให้อาหารนก (Skruva Bird Feeder)

การศึกษาวิจัย
จากการศึกษาวิจัยพบว่า “ที่ให้อาหารนก” ส่วนใหญ่ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนมากมายหลายชิ้น ซึ่งทำให้มันกลายเป็นที่สะสมเชื้อโรคไปโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งยังยากต่อการดูแล ทำความสะอาด ฯลฯ ดังนั้นจุดประสงค์หลักของการออกแบบที่ให้อาหารนกชิ้นใหม่นี้จึงอยู่ที่ “ความง่ายต่อการใช้” และ “ความสะดวกในการทำความสะอาด”

แนวทางการออกแบบ
งานนี้นักออกแบบได้กำหนดทิศทางการออกแบบไว้ถึง 5 แนวทาง ได้แก่

1) Creative User - เป็นการออกแบบที่ให้อาหารนกโดยที่เจ้าของสามารถปรับแต่งรูปแบบการวางอาหารได้ตามต้องการผ่านอุปกรณ์ที่เตรียมไว้
2) Creative User Mini - เป็นการย่อยแนวทางแรก (Creative User) ให้มีขนาดเล็กลงและง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น

3) Weave it - เป็นการใช้แถบพลาสติกร้อยไปมาบนโครงของที่ให้อาหารนก โดยเราสามารถล็อคผลไม้ไว้ตามเส้นสายของโครงที่เตรียมไว้
4) Framed - เป็นการออกแบบโครงสร้างของที่ให้อาหารเป็นช่องสำหรับสอดผลไม้ได้สะดวก แนวทางนี้ถือเป็นการพัฒนาต่อจากแนวทางที่สามแต่ปรับรูปแบบให้ง่ายและสะดวกมากขึ้น

5) Screw It - แนวทางสุดท้ายซึ่งเป็นคำตอบของผลิตภัณฑ์นี้เป็นการใช้แนวคิดของเกลียวในการหมุนให้ผลิตภัณฑ์ยึดติดกับผลไม้ไปเลย ซึ่งทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้สะดวก ง่ายต่อการผลิต และที่สำคัญสะดวกต่อการทำความสะอาด

สรุป
จะเห็นว่าสิ่งสำคัญที่นักออกแบบให้ความใส่ใจในกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ก็คือ “การเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์” (หรือ Interaction) ให้เกิดขึ้นระหว่างผู้บริโภคกับกิจกรรมการให้อาหารนก เปรียบเสมือนกับการสร้างความรู้สึกที่ผูกพันระหว่างการใช้งาน (Emotional Connection) อันจะนำไปสู่ “อัตลักษณ์” ที่ไม่เหมือนใครของผลิตภัณฑ์นั่นเอง

ผลงานการออกแบบทั้งสองชิ้นข้างต้นแสดงให้เห็นถึงพลังของกระบวนการออกแบบ (Design thinking) ที่สามารถผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ “ฉีกรูปแบบ” ออกไปสิ่งเดิมๆ ได้สำเร็จ แม้ว่าจะมีโจทย์เดียวกัน Design thinking ก็จะทำหน้าที่ “เปลี่ยนมุมมอง” ของการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปได้ ซึ่งมุมมองใหม่ๆ นี้เองจะนำมาซึ่ง “นวัตกรรมการออกแบบ” ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ของตัวผลิตภัณฑ์ได้แบบ 360 องศา อีกทั้งยังสามารถตอบสนองกับพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่สูญเสียประโยชน์ใช้สอยพื้นฐานของตัวผลิตภัณฑ์ด้วย

ภาพประกอบและข้อมูลอ้างอิงจาก : www.kamleang.com

« Back to Result

  • Published Date: 2012-01-31
  • Resource: www.tcdcconnect.com