Creative Knowledge

« Back to Result | List

Creative Space Workshop: Design Methodology : วิธีคิดในการออกแบบ โดย ดวงฤทธิ์ บุนนาค

เรื่อง : พลอย มัลลิกะมาส

“การฝึกคิดสร้างสรรค์ก็คล้ายกับการถีบจักรยาน หากเราหัดจนคล่องแล้วไม่ว่าจะกลับมาถีบอีกเมื่อไหร่ เราก็จะทำมันได้เสมอ”

เมื่อพูดถึงเรื่องของ “ความคิดสร้างสรรค์” (Creativity) หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่า มันเป็นเรื่องของ “พรสวรรค์” ที่เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่มีมันสมองชนิดพิเศษเท่านั้น หากแต่ในความเป็นจริงแล้วความคิดสร้างสรรค์นั้นเป็น “กระบวนการทำงาน” ของสมองแบบอัตโนมัติ และมนุษย์ทุกคนก็ถูกกำหนดให้มีความคิดสร้างสรรค์กันมาตั้งแต่เกิด(!) แต่ใครจะสร้างสรรค์ได้มากน้อยกว่ากันเท่าไร มันก็ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน น้ำอดน้ำทน ความมุ่งมั่น ความสนใจใคร่รู้ต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิด “การฝึกหัด” ขึ้น


หนึ่งในผู้ที่เชื่อมั่นว่าความคิดสร้างสรรค์สำคัญที่ “เป้าหมาย” และ “การฝึกฝน” ก็คือ คุณดวงฤทธิ์ บุนนาค สถาปนิกและนักออกแบบเจ้าของผลงานการออกแบบโรงแรม รีสอร์ท ร้านค้า และร้านอาหารชั้นนำระดับประเทศ เขาคนนี้ยืนยันนั่งยันมาตลอดว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์…แต่เป็นเรื่องของพรแสวง

ดวงฤทธิ์ บุนนาค กล่าวกับผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปของเขาว่า ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่เรื่องของพรสวรรค์ (Talent) แต่เป็นเรื่องของการฝึกฝน (Skill) ดังนั้น คนที่ฝึกคิดบ่อยๆ ก็จะสามารถสร้างความคิดใหม่ๆ ได้คล่องแคล่วขึ้น ยิ่งฝึกมากก็ยิ่งชำนาญ และเมื่อชำนาญแล้วแม้ว่าจะไม่มีโอกาสได้ใช้ความคิดไปสักพัก แต่เมื่อกลับมาคิดใหม่ก็จะสามารถทำได้รวดเร็วเช่นเดิม


CREATIVITY is NON – LINEAR
ดวงฤทธิ์เชื่อว่า “กระบวนการทางความคิดสร้างสรรค์” เป็นเรื่องของการทำซ้ำๆ (Pattern) ภายใต้บริบทบางอย่าง ซึ่งสำหรับตัวเขาแล้วบริบทสำคัญนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 เรื่อง ได้แก่ วัฒนธรรม (Culture) องค์ความรู้ (Knowledge) และข้อมูล (Information)

“การเติบโตของความคิดสร้างสรรค์นั้นมักจะเชื่อมโยงความคิดต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน โดยความคิดหนึ่งย่อมก่อให้เกิดความคิดใหม่ และความคิดใหม่นั้นก็จะทำให้ความคิดเดิมและตัวมันเองแข็งแรงขึ้นด้วย เช่น เมื่อเรานึกถึงงานสถาปัตยกรรม เราก็ควรเปิดรับความคิดในแง่มุมอื่นเข้ามา เป็นต้นว่า เรื่องของวรรณกรรม ดนตรี วัฒนธรรม และศิลปะ เพราะแท้ที่จริงแล้วความคิดสร้างสรรค์นั้นทำงานแบบองค์รวม และเมื่อเราเปิดโอกาสให้ทุกอย่างเชื่อมโยงเข้าหากัน มันก็จะส่งผลให้ความคิดสร้างสรรค์เติบโตขึ้น”


ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ดวงฤทธิ์ทดลองนำ Design Methodology ที่ใช้กับงานสถาปัตยกรรมมาจัดทำเป็นเวิร์คชอปให้กับผู้ที่สนใจอยากประกอบวิชาชีพออกแบบในแขนงอื่นๆ เขาตั้งโจทย์ในเวิร์คชอปให้ทุกคนได้ฝึกใช้สมองแบบคู่ขนาน (Parallel Thinking) ผ่านวิธีคิดแบบ Swarm Model ที่ผสมผสานความคิดทุกอย่างไปพร้อมๆ กันโดยไม่สนใจถูกผิด

งานนี้ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม พร้อมกับโจทย์ในการออกแบบสินค้า 3 ชนิด อันได้แก่
1) โทรศัพท์มือถือ
2) แบรนด์รองเท้า
3) บ้าน


แต่ละกลุ่มมีเวลาราว 1 ชั่วโมงในการออกไปหา “ภาพถ่าย” อย่างน้อย 100 ภาพ เพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจการออกแบบสินค้าภายใต้โจทย์ “รูปถ่ายอะไรก็ได้ที่เห็นแล้วทำให้นึกถึงโทรศัพท์มือถือ – แบรนด์รองเท้า – บ้าน” จากนั้นก็ให้แต่ละกลุ่มนำรูปที่หาได้มาติดลงบนบอร์ด (เพื่อทำเป็น Mood Board) และช่วยกันอธิบายภาพเหล่านั้นภายในเวลาไม่เกิน 2 นาที โดยมีข้อแม้ในการนำเสนอดังต่อไปนี้

Do : ให้อธิบายว่า
- สินค้าของคุณจะมีรูปร่างลักษณะอย่างไร ?
- สินค้าของคุณมีคุณสมบัติอย่างไร?
- สินค้าของคุณจะทำงานอย่างไร?

Don’t : ห้ามอธิบายว่า
- เพราะอะไรจึงเลือกถ่ายภาพนี้?


ผลลัพธ์ที่ได้จากการทำเวิร์คชอป คือ ไอเดียแปลกใหม่ที่มาพร้อมกับความสนุกสนาน ซึ่งก่อนจะลาจากกันในวันนั้นดวงฤทธิ์ก็ได้เน้นย้ำกับผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปว่า Design Methodology (วิธีคิดในการออกแบบ) เช่นนี้สามารถนำไปใช้และพัฒนาต่อได้จริงกับงานสร้างสรรค์ทุกประเภท ส่วนผลงานจะออกมาดีมากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการค้นคว้า รวมไปถึงประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนด้วย

“คนส่วนใหญ่ชอบคิดแบบมองถูกมองผิด แต่ผมกลับมองว่า แท้ที่จริงแล้วมันไม่มีอะไรถูกหรืออะไรผิดเลย ยกตัวอย่างเรื่องสัจจะของการตัดโคน (Cone of Reality) คนที่ตัดเป็นวงกลมเขาก็เห็นมันเป็นวงกลม ส่วนคนที่ตัดเป็นครึ่งวงกลมเขาก็เห็นมันเป็นครึ่งวงกลม สุดท้ายมันก็มาจากโคนอันเดียวกันนั่นแหละ” - ดวงฤทธิ์ บุนนาค



สรุปข้อความรู้จากเวิร์คชอป
- กระบวนการทำงานของสมองตามแนวคิด Swarm Model ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องของเหตุผล (Rational) หรืออารมณ์ (Emotional) แต่เป็นเรื่องของการคิดแบบไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน (Improvise) วิธีการคิดเช่นนี้เหมาะกับการทำงานเป็นกลุ่มเพื่อให้เกิดการโต้แย้งของไอเดีย (Cross Beat)
- การที่เราต้องด้นอธิบายภาพถ่ายของคนอื่นแบบสดๆ เป็นสิ่งที่สนุกและสร้างสรรค์อย่างมาก เพราะมันช่วยให้เกิดไอเดียใหม่ๆ ขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ต่างกับการเล่นดนตรีแจ๊ส (Jazz Improvisation) ผู้เข้าร่วมเวิร์คชอปแต่ละกลุ่มก็เปรียบเสมือนกับวงดนตรีหนึ่งวง ที่สมาชิกทุกคนต้องคอย Improvise เพื่อเล่นแจมกัน
- ความคิดสร้างสรรค์เกิดจากการที่เราทำอะไรบางอย่างซ้ำๆ จนเกิดเป็นระบบหรือแพทเทิร์น (Pattern) ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วสมองของเราจะต่อยอดความคิดออกไปจากแพทเทิร์นที่ว่าได้โดยอัตโนมัติ
- ภายใต้การทำงานของสมองแบบ Parallel องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ คือ ข้อมูลปลีกย่อยที่ไม่เกี่ยวข้องกันแต่สามารถเชื่อมโยงกันได้ บวกกับระยะเวลาการทำงานที่เหมาะสม
- กระบวนการในการคิดแก้ไขปัญหาเชิงซับซ้อนมีอยู่ 2 ประเภท คือ
Sequential Model : การคิดแก้ไขปัญหาแบบทีละเรื่อง ทีละอย่าง
Swarm Model : คิดทุกอย่างทุกเรื่องไปพร้อมๆ กัน ยกตัวอย่างเช่น ในการออกแบบโรงแรม สถาปนิกไม่ได้คิดแค่เรื่องของการสร้างรูปลักษณ์ที่สวยงาม แต่ต้องคิดประมวลทุกเรื่องราวที่ได้รู้เข้าหากัน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทั้งหลายจากลูกค้า (Data), จำนวนประชากร (Population), การตลาด (Marketing) และเรื่องอื่นๆ

** Creative Space Workshop: Design Methodology : วิธีคิดในการออกแบบ โดย ดวงฤทธิ์ บุนนาค เป็นส่วนหนึ่งของงานการชุมนุมทางความคิดประจำปี Creativities Unfold, Bangkok 2011


« Back to Result

  • Published Date: 2012-02-13
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป