Articles

« Back to Result | List

Creative Space Workshop: Creativity for Financial Freedom โดย Cerebrum Design

เรื่อง: ปาริฉัตร จิระศักดิ์วิทยา

การออกแบบเพื่อแก้ปัญหาในระดับมหภาคมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินอย่างเดียว แต่อยู่ที่เราเริ่มคิดจะให้อะไรกับผู้อื่น เพราะการคิดแบบนี้จะนำมาซึ่งไอเดียใหม่ๆ ที่เป็นไปได้เสมอ”

กิจกรรมแรกของการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ Creativity for Financial Freedom (ความสร้างสรรค์เพื่ออิสระทางการเงิน) เริ่มต้นด้วยการให้ผู้เข้าร่วมอบรมฯ นั่งวาดความฝันของตัวเอง หลังจากนั้น มกร เชาวน์วาณิชย์ ผู้บริหารหนุ่มแห่ง Cerebrum Design ก็ยิงคำถามต่อทันทีว่า “ใครคิดว่าความฝันของตัวเองไปถึงเป้าแล้วบ้าง” “ความรวยกับ financial freedom ต่างกันไหม?” และ “มีความฝันไหนที่ไม่ใช้เงินบ้าง”


ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าทุกความฝันต้องมี “ตัวขับเคลื่อน” ดังนั้น กิจกรรมถัดมาในการอบรมฯ จึงมีชื่อว่า Let’s make MONEY in 3 minutes! (หาเงินภายใน 3 นาที) มกรขอให้ทุกคนแบ่งปันความคิดสร้างสรรค์ว่า “จะหาเงินอย่างไรภายใน 3 นาที” ซึ่งผลที่ได้จากการทดลองนี้ก็คือไอเดียที่หลากหลายแต่ก็ซ้ำกันมากมาย ด้วยมันเกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันหรือข้อจำกัดบางอย่าง


ถึงตรงนี้มกรชี้ให้ผู้เข้าร่วมอบรมฯ เห็นความสำคัญของความสร้างสรรค์และการออกแบบ โดยเขาเล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวในการไปช้อปปิ้งร้านไดโซะว่า “หมวดที่ผมชอบที่สุดคือหมวดผู้หญิง เพราะมันแสดงชัดว่า ผู้ออกแบบสินค้าเขามองเห็นถึงปัญหาเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น เห็นว่าผู้หญิงมีปัญหาเวลาที่เขียนคิ้วไม่เท่ากัน ฯลฯ ซึ่งเมื่อไรที่มีการแก้ปัญหา…มูลค่าก็เกิด”


จากนั้นมกรก็ได้ยกตัวอย่างการออกแบบที่แก้ไขปัญหาใน 7 ระดับ อันได้แก่
1. Function: Design for Performance เขายกตัวอย่างระบบ CCTV กับปัญหาเรื่องความปลอดภัยมาชี้ให้เห็นว่า CCTV นั้นไม่มีสิ่งปรุงแต่งใดๆ นอกเหนือจากหน้าที่การใช้งาน แถมไม่ได้ใช้เทคโนโลยีสุดล้ำ เป็นเพียงแค่การเอา solutions มาต่อยอดเท่านั้น

2. Emotion: Design for Sense หมายถึง การแก้ปัญหาที่ตอบสนองความต้องการด้านอารมณ์ ซึ่งในบางกรณีอาจสำคัญกว่าหน้าที่การใช้งานด้วยซ้ำ เขายกตัวอย่างปลั๊กไฟของประเทศอังกฤษที่มีลักษณะเป็นสามขาเก้งก้าง แม้จะใช้งานดีแต่ก็พกพาไม่สะดวก ซึ่งเมื่อมีคนออกแบบมันใหม่ (ให้มีรูปลักษณ์ที่บางและพกพาง่ายกว่า) ผู้บริโภคจำนวนมากก็อยากซื้อใช้ทันที Self


3. Image: Design for Identity ข้อนี้คือ การแก้ปัญหาเรื่องตัวตนและภาพลักษณ์ของผู้บริโภค เป็นเรื่องของการสร้างประสบการณ์และพลังในการสื่อสารภาพบางอย่างออกสู่สายตาคนภายนอก เช่น ผู้ใช้สินค้า Nike หรือ Adidas ย่อมจะรู้สึกถึงความร่วมสมัยเหมือนกันไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ในขณะที่ผู้สวมใส่แบรนด์นันยางก็จะสะท้อนภาพลักษณ์ที่ท้องถิ่นกว่า

4. System: Design for Integration หมายถึง การแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยการออกแบบระบบ เช่น Food Court ในอดีตต้องซื้อคูปองแล้วไปเข้าคิวสั่งและรับอาหารเอง หรือธนาคารสมัยก่อนต้องยืนเข้าคิวกันนานมาก เหล่านี้เป็นที่มาของความโกลาหลจนกระทั่งมีการสร้างระบบปฏิบัติการทางธุรกิจใหม่ (เพื่อแยกหมวดหมู่และมีแผนสำรองแก้ปัญหาได้ตลอดเวลา) ปัจจุบันนี้ ธนาคารทุกแห่งล้วนใช้ระบบบัตรคิว, Food Court ก็มีคนเสิร์ฟให้ได้ถึงโต๊ะ ฯลฯ การออกแบบในระดับนี้คือ การให้เงินเป็นตัวทำงานให้เรา


5. Social: Design for Relationship ระดับนี้คือ การแก้ปัญหาภายในชุมชนและสังคม สามารถเปลี่ยนวิถีของสังคมได้ แต่จำเป็นต้องบูรณาการนโยบายและระบบที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ตัวอย่างการออกแบบระบบที่ “ไม่เวิร์ค” ในเมืองไทย คือ ถังขยะของกทม (ที่มีช่องใส่ขยะขนาดเล็กไม่รองรับการใช้งาน) และนโยบายการแยกขยะที่ไม่มีคนสนใจ (เพราะเมื่อรถขยะมาเก็บพนักงานก็เทขยะรวมกันให้เห็นต่อหน้าต่อตา) ดังนั้น การออกแบบในระดับสังคมนี้ต้องการประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน หากล้มเหลว ณ จุดใดจุดหนึ่งก็หมายถึงการล้มเหลวทั้งระบบ

6. Environment: Design for Sustainability ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมจำเป็นต้องอาศัยแรงผลักดันจากทุกภาคส่วนของสังคม ปัจจุบัน ต่อให้มีคนออกแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมออกมามันก็ยากที่จะทำให้คนใช้แพร่หลาย เพราะมันแพงกว่าผลิตภัณฑ์ธรรมดาถึง 3 เท่า ดังนั้น หากจะแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมกันจริงๆ นโยบายและอำนาจรัฐคือหัวใจสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีนมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมมาก แต่พอรัฐประกาศให้เลิกใช้ถุงพลาสติก ปัญหาก็จบ


7. Spirituality: Design for Happiness การแก้ปัญหาระดับนี้ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึง เขายกตัวอย่าง “Live Saver Bottle” (โดย Michael Pritchard) ซึ่งช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดให้กับคนยากจนได้ เพียงแค่เติมน้ำสกปรกลงไปขวดน้ำนี้ แล้วเขย่าสองสามทีมันก็จะกลายเป็นน้ำสะอาด เพราะใช้ระบบฟิลเตอร์ขนาดเล็กบวกกับกฏการระเหยของน้ำซึ่งถือเป็นทางออกที่ประหยัดกว่าการตั้งโรงกลั่นน้ำเป็นไหนๆ

มกรเชื่อว่า การออกแบบนวัตกรรมที่เกิดจาก “จิตเมตตา” เช่นนี้ จะไร้กังวลเรื่องคู่แข่ง เพราะแม้แรกเริ่มเขาจะไม่ได้ทำเพื่อเงินทอง แต่วิสัยทัศน์ที่ “คิดเพื่อคนอื่น” มันจะเป็นแรงผลักดันพาเขาไปสู่ธุรกิจมูลค่ามหาศาลได้เอง เช่น หากเขาขอเงินเพียง 50 เซ็นต์จากคนทั่วโลกเพื่อเป็นพันธะสัญญาในการช่วยคนที่ขาดแคลนน้ำสะอาด นวัตกรรมเปลี่ยนโลกอันนี้ก็อาจสร้างมูลค่าได้ถึง 2 หมื่นล้านดอลล่าร์เลยทีเดียว (ข้อมูลจาก TED Talk)

** Creative Space Workshop: Creativity for Financial Freedom โดย Cerebrum Design เป็นส่วนหนึ่งของงานการชุมนุมทางความคิดประจำปี Creativities Unfold, Bangkok 2011


« Back to Result

  • Published Date: 2012-02-06
  • Resource: www.tcdcconnect.com