Articles

« Back to Result | List

“Creative Spaces” เมื่อคนเมืองแบ่งที่ว่างกลางเมืองให้กับโลกศิลปะ

เรื่อง: สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์

นอกจากศิลปะจะสามารถสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของศิลปินสู่หัวใจของผู้เสพงานศิลป์แล้ว สิ่งหนึ่งที่ศิลปะทำหน้าที่มาอย่างต่อเนื่องก็คือ การสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรม, ประเพณี, ความเจริญรุ่งเรือง, ประวัติศาสตร์, ความเป็นอยู่ ฯลฯ จากยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน เปรียบเสมือนกับ “จดหมายเหตุ” ที่บ่งบอกถึงรูปแบบการดำเนินชีวิตและถ่ายทอดเอกลักษณ์ของสังคมในแต่ละยุคสมัยให้คงอยู่กับผู้คนในยุคปัจจุบัน

แต่ศิลปะชั้นดีต่างๆ ก็อาจสูญค่าไปโดยเปล่าประโยชน์หากมันขาดซึ่ง “พื้นที่” ในการจัดแสดง (หรือขาดการกระตุ้นให้คนทั่วไปหันมาเสพงานในเชิงศิลป์) วันนี้ผมขอนำตัวอย่างการบริหารจัดการพื้นที่แสดงงานศิลป์จากเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย มาเล่าสู่กันฟัง เพราะพื้นที่ใหม่ๆ เหล่านี้เปิดโอกาสให้ศิลปินท้องถิ่นสามารถทำงานและแสดงผลงานได้สะดวกขึ้น (ในขณะเดียวกันประชาชนก็สามารถเข้าถึงงานศิลปะได้ง่ายขึ้นด้วย)

ผมกำลังจะพูดถึงโครงการ “Creative Spaces” ที่จุดประกายขึ้นโดยหน่วยงานรัฐ (City of Melbourne) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 โดยการสนับสนุนอัดฉีดเงินทุนจากองค์กร Arts Vitoria เพื่อจัดหาพื้นที่ทำงานและแสดงานให้กับศิลปินในรูปแบบที่เหมาะสม (ทั้งในแง่ของสถานที่และค่าใช้จ่าย)

Creative Spaces หาที่ทางอย่างไร
RMIT Architecture และ The Future Focus Group of the Committee for Melbourne ผู้พัฒนาโครงการ M:Urban – Modifying City มีแนวคิดเรื่องการแลกเปลี่ยนพื้นที่ว่าง (Vacancy Exchange) ของเจ้าของบ้าน, อาคาร, และพื้นที่ว่างภายในอาคารต่างๆ ซึ่งสอดรับกับแนวคิดของโครงการ Creative Spaces ที่ต้องการเพิ่มพื้นที่แสดงงานศิลป์พอดี จึงทำให้เกิดการร่วมมือกันระหว่าง City of Melbourne, Arts Vitoria กับทาง RMIT และ The Future Focus Group of the Committee for Melbourne เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ว่างเปล่าภายในตัวเมืองให้กับศิลปิน โดยเริ่มต้นจากการพัฒนาเว็บไซต์ Creative Spaces ให้เป็นตัวกลางเชื่อมโยงกลุ่มศิลปินเข้ากับเหล่าแลนด์ลอร์ด (เจ้าของพื้นที่ปล่อยเช่า) โดยมีเป้าหมายร่วมกันว่าโครงการนี้จะเป็นไปเพื่อการสนับสนุนความเจริญงอกงามของศิลปะและความสร้างสรรค์ในตัวเมือง พร้อมกันนั้นยังเป็นการดึงกลุ่มศิลปินท้องถิ่นให้ได้กลับเข้ามา “ใช้ชีวิตและทำงาน” ภายในเขตเมืองอีกครั้ง (หลังจากที่ต้องระหกระเหินออกไปรอบนอกเนื่องจากไม่สามารถสู้ค่าเช่าสตูดิโอที่แพงลิบลิ่วได้)

ครอบคลุม หลากหลาย เหมาะสม
นอกจากจะมีพื้นที่เช่าให้กับกลุ่มศิลปินครอบคลุมไปในรัฐต่างๆ เช่น Victoria, Queensland, New South Wales, Northern Territory, Western Australia, Tasmania, และ South Australia แล้ว รูปแบบของพื้นที่ยังมีความหลากหลายเพื่อให้ศิลปินแต่ละแขนงสามารถเลือกใช้ได้ตามลักษณะงาน เช่น โรงภาพยนตร์, โรงละคร, Community Hall, Dance Studio, Design Studio, Visual Art Studio, แกลเลอรี่, ทางเดินเท้า, พื้นที่ภายในห้างสรรพสินค้า, โกดังเก็บสินค้า หรือแม้กระทั่งบริเวณหน้าต่างของตึกรามบ้านช่องที่สามารถใช้จัดแสดงงานได้

ตัวอย่างพื้นที่จัดแสดง

อย่างไรก็ดี สิ่งที่สร้างกระแสให้กับผลงานชิ้นนี้เป็นอย่างมากก็คือ “รูปแบบวิธีการเข้าชม” โดยศิลปินไม่อนุญาติให้ใครเดินเข้าไปชมงานภายในบ้าน แต่จะให้ทุกคนยืนบนพื้นบันไดด้านนอก และเสพผลงานผ่านทางช่องหน้าต่าง (ที่เปิดสู่ห้องต่างๆ ภายในบ้านอีกที)
เจ้าของบ้านเปิดพื้นที่ภายในบ้านหนึ่งชั้นสไตล์วิคตอเรียน (ซึ่งประกอบไปด้วยสามห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น พร้อมสวนหน้าบ้าน) ให้ศิลปิน Theresa Harrison ใช้จัดแสดงงาน โดย Theresa ได้นำเสนองานผ่านศิลปะการจัดวางและการตกแต่งภายในห้องต่างๆ ซึ่งสื่อถึงรูปแบบกิจกรรมและการดำเนินชีวิตของคนที่เคยอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้

Holes in the wall

CityTalking เป็นการจัดแสดงงานศิลปะในรูปแบบ Interactive ระหว่างผู้เข้าชมกับตัวศิลปิน โดยศิลปิน Astra Howard ได้พลิกรูปแบบการนำเสนอผลงานจากเดิมที่จัดอยู่ในพื้นที่ปิดมาอยู่ในรถเข็นแบบเคลื่อนที่ได้ในสถานที่เปิด (ผลงานมีลักษณะเป็น Kiosk ที่สามารถเข็นไปไว้ตามแหล่งสาธารณะต่างๆ ได้ เช่น ตั้งอยู่ริมทางเดิน ตั้งอยู่บนพื้นที่รอบนอกของห้างสรรพสินค้า หรือตามแหล่งชุมชนต่างๆ)

รถเข็น CityTalking ชิ้นนี้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงส่งข้อความถึงผู้คนที่เดินผ่านไปมาผ่านหน้าจอ LED ที่ติดตั้งอยู่ด้านบน โดยเนื้อหานั้นคือ ความคิดเห็นของผู้คนต่อการทำงานของภาครัฐในออสเตรเลีย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ประชาชนที่เดินผ่านไปมาบ้างก็ส่ายหน้า (ไม่เห็นด้วย) บ้างก็พยักหน้า (เห็นด้วย) อย่างไรก็ดี Astra Howard เจ้าของผลงานได้ให้มุมมองว่า ข้อความนั้นไม่ได้สำคัญเท่ากับนัยยะแฝง นั่นก็คือผลงานชิ้นนี้ของเขาได้ทำให้ความคิดเห็นที่เคยแอบซ่อนอยู่ในบ้านได้เปิดเผยตัวเองออกสู่สาธารณะ

Platform Art Gallery เป็นการประยุกต์พื้นที่ทางเดินภายใน “สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน” ให้กลายเป็นแกลเลอรี่แสดงงานศิลป์ โดยพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ที่ Campbell Arcade (Degraves Street Subway) ซึ่งถือเป็นพื้นที่สาธารณะที่มีผู้คนเดินผ่านทุกวัน พื้นที่จัดแสดงนั้นถูกฝังอยู่ภายในกำแพง แบ่งเป็น 18 ช่องหน้าต่าง โดยมีความกว้างตั้งแต่ 2 - 4 เมตร จากสถิติของผู้คนที่สัญจรผ่านทางเดินนี้ราว 35,000 คนต่อสัปดาห์ นั่นหมายความว่าโอกาสที่ผลงานศิลปะจะเข้าถึงผู้คนได้ก็มีมากขึ้น Platform Art Gallery เปิดให้ใช้พื้นที่มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2538 ปัจจุบันมีงานรูปแบบใหม่ๆ มาสลับสับเปลี่ยนกันทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ งานเดินแบบ รวมไปถึงการเล่นดนตรีและการแสดงอื่นๆ ด้วย

ข้อคิดจากผู้เขียน
เมื่อเกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนที่ให้ความใส่ใจกับศิลปะ ก็ทำให้เกิดพื้นที่ใหม่ๆ ที่เปิดกว้างให้เหล่าศิลปินได้สร้างสรรค์ผลงานตามที่ตนเองปราถนา เกิดพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกตีกรอบให้เพียงแค่ห้องสี่เหลี่ยมเหมือนแกลเลอรี่ทั่วไป พื้นที่แปลกใหม่และแปลกตาพวกนี้สามารถดึงดูดความสนใจให้คนทั่วไปเข้ามาเสพงานศิลป์กันเพิ่มมากขึ้น สำหรับท่านที่พบเห็นการแสดงงานศิลปะในที่ที่แปลกตาออกไป รบกวนฝากข้อความไว้ทางด้านล่างนะครับ ข้อมูลของท่านมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการต่อยอดงานศิลป์ให้กับสังคมไทย

ติดตามความเคลื่อนไหวและข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Creative Spaces ได้ที่ www.creativespaces.net.au
และสำหรับท่านที่สนใจติดตามงานแสดงศิลปะภายในประเทศ ท่านสามารถติดตามได้จาก www.bangkokartmap.com หรือ Facebook: BAM! (Bangkok Art Map)

เครดิตภาพและข้อมูล :
www.creativespaces.net.au


« Back to Result

  • Published Date: 2012-01-12
  • Resource: www.tcdcconnect.com