Creative Knowledge

« Back to Result | List

ลงขันด้วยแรง ลงแขกฟื้นฟูบ้าน หลังน้ำท่วม

เรียบเรียงโดย ผศ. รัชด ชมภูนิช คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

การซ่อมแซมบ้านหลังน้ำท่วม

คลิกดูภาพใหญ่


คลิกดูภาพใหญ่

ลงขันด้วยแรง ลงแขกฟื้นฟูบ้าน

คลิกดูภาพใหญ่

บ้าน(ใหม่)แบบไหน ป้องกันน้ำท่วม

คลิกดูภาพใหญ่

การเตรียมทุนทรัพย์ในการซ่อมแซมฟื้นฟูบ้านเรือนของตัวเองก็เป็นปัญหาหนักอกหนักใจไม่แพ้การต่อสู้กับมวลน้ำดำปี๋ที่ผ่านมา เพราะแน่นอนว่าเราจะต้องเจอกับสภาพการกักตุนสินค้าและการขาดแคลนสินค้าระลอกสองอย่างแน่นอน เพียงแต่ข้าวของเหล่านี้จะเป็นสินค้าและอุปกรณ์วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างเป็นหลักครับ

นอกจากนี้ภาวะการขาดแคลนแรงงานที่จะมาซ่อมแซมแก้ไขบ้านจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนพร้อมๆ กับการพร้อมใจกันขึ้นราคาวัสดุและค่าตัวของช่างทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นช่างปูน ช่างไม้ ช่างไฟฟ้า ช่างประปา ช่างแอร์ ไปจนถึงช่างเถอะก็ตาม เหล่านี้ยังไม่รวมค่าซ่อมแซมหรือซื้อหาเฟอร์นิเจอร์ตัวใหม่แทนตัวที่จมไปกับน้ำมาเป็นเดือนๆ อีกหลายอย่างครับ

การฟื้นฟูบ้านสำหรับท่านที่มีเงินทองเหลือเฟือคงไม่ใช่เรื่องยากลำบากเท่าใดนักเพราะท่านก็คงแก้ปัญหาได้ ด้วยการซื้อหาและจ้างคนมาซ่อมแซมแก้ไขได้ไม่ลำบาก แต่สำหรับท่านที่มีเงินมีทองไม่มากนัก (ซึ่งผมเดาว่าเป็นคนส่วนใหญ่) จะเริ่มต้นทำอะไรอาจจะต้องคิดหนักเพราะลำพังต้นทุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วมของตัวเองและครอบครัวก็หนักพอแรงอยู่แล้ว หรือจะใช้เงินทุนที่รัฐบาลและกทม แจกให้บ้านน้ำท่วมหลังละ 5,000 บาทก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน

หนทางอยู่รอดจากค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูบ้านของตัวเองที่พึงกระทำสำหรับทุกท่านโดยเฉพาะท่านที่มีทุนทรัพย์น้อยๆ ควรเริ่มต้นจากการช่วยตัวเองจะดีที่สุด เพราะผมเชื่อว่าเมื่อเราตรวจสอบความเสียหายต่างๆ ในบ้านของเราทีละส่วนๆ ไปจะพบว่ามีหลายเรื่องที่เราทำเองได้โดยไม่ต้องง้อใครให้เปลืองเงินทอง หลังจากนั้นเราอาจพิจารณาแนวทางการร่วมมือร่วมแรงกัน "ลงแขก" ฟื้นฟูบ้านจากเพื่อนๆ ในชุมชนหรือหมู่บ้านของเราเองก็น่าจะเป็นอีกทางหนึ่งที่ทุกคนสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้อย่างแน่นอนครับ เริ่มต้นกันเลยนะครับว่าจะทำได้อย่างไร

1. การสำรวจความเสียหายของบ้านตนเอง : เรื่องนี้เป็นงานแรกที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเองครับ เริ่มต้นจากการตรวจสอบและจัดทำรายการความเสียหายในแต่ละจุดของบ้านท่านตั้งแต่ภายนอกตัวบ้าน ท่อระบายน้ำ สนามหญ้า ต้นไม้ใหญ่เล็ก เข้ามาจนถึงในบ้านว่ามีอะไรเสียหายบ้างตั้งแต่โครงสร้างหลักๆ เสา คาน วัสดุปูพื้น ผนัง ประตู หน้าต่าง ระบบไฟฟ้า สวิทช ์ ปลํั๊กไฟ ระบบท่อประปา ส้วม เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ สี ฯลฯ จนครบถ้วน (ตามแนวทางในหนังสือบ้านหลังน้ำท่วมของ อ. ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์) ซึ่งการสำรวจนี้ควรลงรายละเอียดให้มากที่สุดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น จำนวนหรือปริมาณวัสดุที่ต้องใช้ในการซ่อมแซม และราคาวัสดุและค่าแรงที่ต้องใช้ (ตรวจสอบจากร้านค้าวัสดุก่อสร้างในบริเวณใกล้เคียง) จะทำให้ท่านประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นในการซ่อมแซมบ้านของท่านแบบมีหลักวิชาการและลดความเสี่ยงจากการถูก "ฟันราคา" จนหัวและกระเป๋าแบะครับ และที่สำคัญในรายการตรวจสอบนี้ควรเพิ่มเติมช่องประเมินว่ารายการใดที่ท่านกระทำเองได้และรายการใดที่ท่านต้องจ้างคนมาซ่อมแซมแหงๆ ครับ บางทีหากบ้านท่านเสียหายไม่มากนักเราอาจไม่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอะไรเลยนอกเหนือจากการทำความสะอาดก็เป็นได้ครับ

2. การลงขันร่วมกันซื้อวัสดุก่อสร้าง : การรวมตัวกันของคนในชุมชนหรือหมู่บ้านเพื่อสร้างความเข้มแข็งในการต่อรองกับช่างหรือผู้รับเหมาเป็นเรื่องจำเป็นในช่วงเวลาที่ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองนี้ครับ ท่านควรปรึกษาหารือกันในระดับชุมชนหรือหมู่บ้านของท่านเองผ่านประธานชุมชนหรือนิติบุคคลของโครงการบ้านจัดสรรของท่าน ให้รวบรวมรายการความเสียหายและความต้องการซ่อมแซมบ้านของลูกบ้านแต่ละหลังว่าประกอบด้วยงานหรือวัสดุก่อสร้างใดบ้าง มีกี่รายการ ปริมาณมากน้อยแค่ไหนเพื่อรวมกันเป็นบริการจ้างเหมาและวัสดุก่อสร้างล๊อตใหญ่ทั้งหมู่บ้าน เพื่อใช้จัดซื้อจัดจ้างทีละมากๆ เพื่อสร้างอำนาจในการต่อรองราคากับช่างและร้านค้า เพราะโดยปกติแล้ว การว่าจ้างและจัดซื้อวัสดุก่อสร้างหากซื้อเป็นปริมาณมากๆ จะมีส่วนลดมากกว่าการซื้อจากผู้ซื้อปลีกรายย่อยเป็นรายครั้งครับ นอกจากนี้ในงานที่เราจำเป็นต้องพึ่งพาช่างหรือแรงงานจากภายนอก การว่าจ้างให้ช่างเหล่านี้เข้าซ่อมแซมบ้านพร้อมๆ กันทั้งหมู่บ้านเพียงแต่จัดตารางเวลาให้ทะยอยกันทำงานไปให้สอดคล้องกันตามความจำเป็นเร่งด่วนของแต่ละบ้านจะเป็นทางหนึ่งในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายของช่างเหล่านี้ซึ่งจะมีผลให้ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมของท่านถูกลงครับ

3. การสร้างเครือข่ายความรู้ ความชำนาญร่วมกัน : ผมเชื่อว่าในแต่ละชุมชน แต่ละหมู่บ้านหากเราทำความรู้จักคุ้นเคยกันและช่วยเหลือกันจริงๆ ด้วยการประชุมหารือแลกเปลี่ยนความรู้ ความชำนาญ และเครือข่ายระหว่างกัน เราจะค้นพบเครือข่ายความสัมพันธ์เพิ่มเติมอีกมากมายที่ต่อยอดจากลูกบ้านแต่ละคน เพราะบางคนอาจรู้จักแหล่งซื้อวัสดุก่อสร้างราคาถูกหรือเป็นเจ้าของธุรกิจเอง บางคนอาจรู้จักช่างไฟฟ้า ช่างประปาราคาไม่แพง บางคนอาจจะมีฝีมือในการซ่อมแซมได้ด้วยตัวเอง บางคนอาจถนัดเป็นแรงงานด้านต่างๆ บางคนทำอาหารเก่งเหมาะแก่การทำเสบียง??? รวมทั้งอาจได้รับการบริจาควัสดุอุปกรณ์ฟรีจากเครือข่ายดังกล่าว และอีกมากมายหลายความสามารถซึ่งผมเชื่อว่าหากเรานำข้อมูลเหล่านี้มาแชร์กัน ด้วยความรู้สึกว่าการซ่อมแซมบ้านในชุมชนและหมู่บ้านเป็นปัญหาร่วมกันของทุกคน ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง เราจะรู้สึกมีกำลังใจที่จะแก้ปัญหานี้ให้ผ่านพ้นไปได้ร่วมกัน และที่สำคัญเราจะได้มีโอกาสพึ่งพาอาศัยกันและกันจริงๆ ในช่วงภาวะวิกฤตอันจะนำไปสู่มิตรภาพที่ดีระหว่างกันและความเข้มแข็งของชุมชนที่ยั่งยืนต่อไปครับ

4. การลงแขกแรงงาน : ในการทำงานง่ายๆ ที่ไม่ใช้ความรู้เชิงเทคนิคมาก เช่น การทำความสะอาดบ้าน การทาสี หรือการซ่อมแซมวัสดุอุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ หากในชุมชนหรือหมู่บ้านแต่ละพื้นที่จัดตารางเวลารวมของลูกบ้านเพื่อระดมแรงงานจากในชุมชนหรือหมู่บ้านของตนเองมา "ลงแขก" ทำความสะอาดบ้านคุณลุงสมชาย คุณป้าสมศรีในวันเสาร์ แล้วพักเติมแรงจากอาหารปรุงเองจากน้าสมใจ น้าสมเล็ก แล้วพักเอาแรงเพื่อไประดมกันล้างบ้าน ขัดตะใคร่ที่บ้านของผู้พันชาญยุทธ คุณพี่สมชาย และคุณนายปูในวันอาทิตย์ และในวันต่อมาเราก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปช่วยแต่ละบ้านจนครบทั้งชุมชนหรือหมู่บ้าน ก็จะเป็นการลดค่าใช้จ่ายร่วมกันของตัวเราและเพื่อนบ้านได้เป็นอย่างดีครับ ที่สำคัญหากเรามีโอกาสเอาเจ้าตัวเล็กๆ ของเราไ่ปช่วย "ลงแขกแรงงาน" ด้วยกันในงานที่เขาทำได้ไม่ลำบากอาจจะเป็นแค่เสิร์ฟข้าว เสิร์ฟน้ำก็จะเป็นการปลูกฝังจิตอาสาที่ดีให้เขาต่อไปในอนาคตครับ

แนวทางเหล่านี้จริงๆ แล้วเป็นวัฒนธรรมอันดีงามของคนไทยแต่โบราณที่เราเคยใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยและเกื้อกูลกันและกันมาโดยตลอด แต่เราอาจจะถูกกลไกแห่งระบบเศรษฐกิจและสังคมในโลกทุนนิยมทำให้เราหลงลืมศักยภาพในการพึ่งพาตนเองไป พร้อมๆ กับความเร่งรีบในการทำมาหาเลี้ยงชีพจนอาจหลงลืมเพื่อนบ้านที่รายรอบรั้วบ้านเราไป แต่จากวิกฤตครั้งนี้ถ้าเรามีโอกาสหยุดทบทวนเพื่อฟื้นฟูสิ่งดีงามของชาวไทยกลับมาใช้ใหม่พร้อมๆ กับการฟื้นฟูบ้านเรือนของตนเองร่วมกัน ก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างภูมิต้านทานปัญหาหรือวิกฤตของสังคมที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตได้อย่างแน่นอนครับ

(ต่อยอดจากบทสัมภาษณ์ของ อ. ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ เรื่องแผนรับมือบ้านหลังน้ำท่วม ออกอากาศในรายการ "ที่นี่หมอชิต" วันที่ 20 พฤศจิกายน 2554)

« Back to Result

  • Published Date: 2011-12-09
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป