Creative Knowledge

« Back to Result | List

“Designwave” โปรแกรมตรวจสุขภาพดีไซน์ 7 ระดับ สู่การออกแบบเพื่อมนุษยชาติ

เรื่อง: ชัชรพล เพ็ญโฉม

ลองตอบคำถามต่อไปนี้ คุณคิดว่า “ถังขยะสีเขียว-เหลืองในกทม.” แก้ไขปัญหาคนทิ้งขยะไม่ลงถังได้หรือไม่? คุณคิดว่า “ป้ายแท็กซี่อัจฉริยะ” ช่วยเรียกรถแท็กซี่ได้จริงหรือไม่? คุณคิดว่า “การเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินต่อรถไฟฟ้า” อำนวยความสะดวกให้ผู้เดินทางสัญจรไปมาได้เต็มศักยภาพและคุ้มค่ากับเม็ดเงินมหาศาลที่ลงทุนไปแล้วหรือไม่? คุณแปลกใจหรือไม่ที่จากคำถามทั้งสามข้อข้างต้น คุณตอบว่า “ไม่”

แม้จะมีหน้าที่ไม่เหมือนกัน แต่ถังขยะสีเขียว-เหลือง ป้ายแท็กซี่อัจฉริยะ และระบบรถไฟฟ้า-รถไฟใต้ดินนั้น ก็มีคุณสมบัติร่วมกันอยู่ข้อหนึ่ง นั่นก็คือมันถูก “ออกแบบ” มาเพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันของคนกรุง อย่างไรก็ตาม คำตอบข้างต้น (ของคุณ) กลับสะท้อนให้เห็นว่างานออกแบบทั้งสามนี้ “ไม่บรรลุวัตถุประสงค์” ซึ่งเท่ากับว่า งบประมาณ เวลา และแรงงานที่ถูกใช้ไปในกระบวนการแก้ไขปัญหานี้ “ สูญไปโดยเปล่าประโยชน์” กระนั้นหรือ?

ในการอบรมเชิงปฏิบัติการ “เปลี่ยนผู้ตามเป็นผู้นำ เปลี่ยนผู้นำเป็นต้นแบบ” โดยคุณมกร เชาว์วาณิช ผู้ก่อตั้ง Cerebrum Design Co.Ltd. และ Cerebrum Creative Center Co.Ltd.) ได้เสนอแนวทางการ “ตรวจสุขภาพ” งานออกแบบภายใต้กรอบแนวคิดของ Designwave : คลื่นแห่งการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยการออกแบบ 7 ขั้นตอน ซึ่งคุณมกรเน้นย้ำว่า “นอกจากจะใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดขอบเขตของปัญหา เพื่อนำมาวิเคราะห์ กำหนดกลยุทธ์ และตรวจสอบประสิทธิผลของงานออกแบบแล้ว เครื่องมือชิ้นนี้ยังจะช่วยให้คุณมองเห็นโอกาสทางธุรกิจอีกด้วย”

Designwave มีกระบวนการทำงานทั้งสิ้นใน 7 ระดับ ดังต่อไปนี้ 1. ระดับประโยชน์ใช้สอย (Function Level) เป็นการออกแบบเพื่อประโยชน์ในการใช้งาน (Design for Performance) มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน ถือเป็นปราการด่านแรกที่งานออกแบบทุกชิ้นต้องผ่านให้ได้ ถ้าไม่สามารถผ่านระดับนี้ไปได้ ก็ลงความเห็นได้เลยว่างานชิ้นนั้น “ป่วย”

กรณีศึกษา: “The World’s Thinnest Laptop Used with the World’s Biggest Plug” จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อแล็ปท็อปที่บางที่สุดในโลกอย่าง MacBook Air ต้องใช้งานกับปลั๊กที่เทอะทะที่สุดในโลกอย่างปลั๊กสามขาของอังกฤษ? ปลั๊กสามขาของอังกฤษนี้ถือเป็นตัวอย่างของการออกแบบที่มี “สุขภาพไม่ดี” ตั้งแต่ระดับ Function Level โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกยุคปัจจุบันที่อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ส่วนใหญ่มักจะถูกออกแบบให้ “เล็ก” “บาง” และ “น้อย” ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้งานแล็ปท็อปตัวเล็กๆ ได้อย่างคุ้มค่าและตอบโจทย์ความต้องการจริงๆ จึงมีการออกแบบปลั๊กใหม่เป็น “ปลั๊กสามขาแบบพับได้” (Folding plug) ทำให้หมดปัญหาเรื่องความเทอะทะของปลั๊กแบบเดิมๆ ไปในที่สุด

2. ระดับอารมณ์ความรู้สึก (Emotion Level) คุณสมบัติลำดับถัดมาที่นักออกแบบต้องคำนึงถึงก็คือ “การตอบสนองความต้องการด้านอารมณ์ความรู้สึก” ข้อนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความพึงพอใจต่อประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของผู้ใช้ (Design for Senses) โดยมีโจทย์ว่า “เราจะสร้างความรู้สึกดีๆ ผ่านงานออกแบบได้อย่างไร?”

กรณีศึกษา: ลองวิเคราะห์พฤติกรรมของคนที่ไปตัดแว่นในร้านแว่น สิ่งแรกที่เขาต้องทำก็คือ การ “วัดสายตา” (เพื่อแก้ไขปัญหาในระดับ Function Level) จากนั้นเขาก็จะเลือกกรอบแว่น (ใช้ความรู้สึกในการเลือก ถือเป็นการตอบสนองในระดับ Emotion Level) พฤติกรรมดังกล่าวนี้เป็นการยืนยันว่า นอกจากการออกแบบจะช่วยแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้แล้ว มันยังต้องตอบโจทย์เรื่องความสวยงามด้วย

3. ระดับการสะท้อนความเป็นตัวตน (Self-Image Level) ข้อนี้เป็นการออกแบบเพื่อสะท้อนถึงอัตลักษณ์หรือความเป็นตัวตนของผู้ใช้ (Design for Identity) โดยมีคำถามสำคัญว่า “คุณต้องการเป็นใครในสายตาของผู้อื่น”

กรณีศึกษา: ผู้ที่ต้องการมีภาพลักษณ์ของ “ผู้บริหาร” มักจะสวมสูท ใส่นาฬิกา Rolex เหน็บปากกา Mont Blanc ฯลฯ ดังนั้น สินค้าแบรนด์เนมที่ต้องการสื่อสารกับผู้บริโภคว่า “คุณ คือ Somebody” จึงต้องออกแบบโลโก้ให้เห็นชัดเจนหรือพยายามสร้างเอกลักษณ์เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์บางอย่าง นี่คือที่มาว่าทำไมเราถึงเห็นโลโก้ขนาดมหึมาบนขาแว่นกันแดด หรือเห็นลวดลายพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เครื่องหนังราคาแพงๆ

4. ระดับการใช้งานร่วมกันเป็นระบบ (System Level) ขั้นนี้เป็นการทำงานร่วมกันของงานออกแบบที่ตอบสนอง Function Level หลายๆ ข้อเพื่อแก้ไขปัญหาภายในระบบใดระบบหนึ่ง ถือเป็นการออกแบบเพื่อการบูรณาการ (Design for Integration) สิ่งที่จำเป็นมากๆ ในขั้นตอนนี้ก็คือ “แผนสำรองฉุกเฉิน” (Back-up plan)

กรณีศึกษา: การให้บริการของธนาคารพาณิชย์ไทยในอดีตนั้นล่าช้าและมีขั้นตอนที่ยุ่งยาก ปัจจุบันธนาคารเกือบทุกแห่งจึงต้องแก้ไขปัญหาด้วยการออกแบบระบบต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกรวดเร็วให้กับลูกค้า อาทิ ระบบบัตรคิวแยกประเภทการทำธุรกรรม ระบบการฝากเงินด้วยเครื่องฝากเงินอัตโนมัติ ระบบธนาคารทางอินเตอร์เน็ต ฯลฯ จะเห็นว่าทุกระบบข้างต้นล้วนถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองในระดับ Function Level แต่เมื่อมันทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบแล้ว มันก็จะสามารถแก้ปัญหาในระดับ System Level ได้ เป็นที่น่าสังเกตว่างานออกแบบในระดับ System Level นี้ แผนสำรองฉุกเฉินเป็นสิ่งที่จะขาดไม่ได้เลย ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์เกิดรวนหรือมีปัญหา ทุกธนาคารก็จะมีมาตรการรองรับเพื่อให้ธุรกรรมของลูกค้าสามารถดำเนินไปได้โดยปกติ

5. ระดับสังคม (Social Level) เป็นการออกแบบเพื่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในสังคม (Design for Relationship) โดยมีจุดประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาในระดับสังคม อาทิ ปัญหาขยะ ปัญหาการจราจรติดขัด ปัญหาน้ำท่วม ฯลฯ

กรณีศึกษา: คนกรุงเทพฯ จำนวนมากไม่แยกขยะเวลาทิ้ง เพราะแม้จะมีถังขยะสีเขียว-เหลือง (ที่ใช้แยกขยะเปียก-แห้ง) แล้วก็ตาม แต่เมื่อรถขยะมาเก็บขยะทั้งหมดจะถูกเทรวมกัน สิ่งนี้ทำให้ผู้คนไม่เห็นความจำเป็นในการแยกขยะภายในบ้าน นอกจากนี้ ถังขยะทั้งสองแบบก็ยังไม่เอื้อต่อการใช้งาน เพราะฝาปิดมี “ช่องทิ้งขยะ” ที่แคบมากทำให้ทิ้งยาก เมื่อทิ้งยากคนจำนวนหนึ่งจึงทิ้งขยะไว้บนฝาถังทำให้ฝาถังสกปรก เมื่อฝาถังสกปรกคนทิ้งคนต่อมาก็ไม่อยากจับถังจึงทิ้งไว้บนฝาถังเหมือนกัน (กลายเป็นปัญหาลูกโซ่ไปในที่สุด) หากวิเคราะห์กันตามหลักของ Designwave แล้ว ถังขยะเขียว-เหลืองนี้ถือว่าป่วยเข้าขั้นโคม่าตั้งแต่ Function Level (ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพในระดับถัดมา) หรืออย่างกรณีการแก้ปัญหารถติดด้วยระบบรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน อุปสรรคอันใหญ่หลวงที่ทำให้ระบบขนส่งมวลชนทั้งสองทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพก็คือ “ความไม่สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวกัน” อาทิ การใช้บัตรโดยสารคนละประเภททั้งๆ ที่มีจุดเชื่อมต่อกันถึง 2 จุด (รถไฟฟ้าใช้บัตร แต่รถไฟใต้ดินใช้เหรียญ) ซึ่งหากผู้ให้บริการทั้งสองสามารถใช้ระบบบัตรโดยสารเดียวกันได้ ก็จะประหยัดเวลาผู้โดยสารในการต่อแถวซื้อบัตรไปได้มากโข นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องการระบุชื่อสถานีเชื่อมต่อเป็นคนละชื่อ ทั้งๆ ที่เป็นสถานีเดียวกัน (สถานีสุขุมวิทเชื่อมสถานีอโศก และสถานีสีลมเชื่อมสถานีศาลาแดง) ดังนั้นคงไม่ผิดหากเราจะกล่าวว่าระบบการขนส่งมวลชนทั้งสองนี้มี “สุขภาพไม่ดี” ในระดับ System Level ซึ่งวิธีแก้ไขง่ายๆ ก็คือ สององค์กรนี้ควรจับมือทำงานร่วมกันภายใต้นโยบายที่สอดคล้องกัน

6. ระดับสิ่งแวดล้อม (Environment Level) การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมนี้ต้องอาศัยการออกแบบเพื่อแก้ปัญหาในระดับสังคมหลายๆ ระบบมาทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน (Global Warming) การออกแบบเพื่อลดการใช้พลังงาน ฯลฯ จุดประสงค์ของการออกแบบในขั้นนี้คือเพื่อความยั่งยืน (Design for Sustainability)

กรณีศึกษา: ในการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่แล้ว แบรนด์สินค้ากีฬาที่แย่งชิงตำแหน่งสปอนเซอร์หลักก็คือ ADIDAS และ Nike แต่จุดพลิกผันที่ทำให้ ADIDAS ชนะ Nike ไปได้ในคราวนั้นก็คือ ADIDAS ได้เปิดเผยข้อมูลว่า Nike ใช้แรงงานเด็กในการผลิตสินค้า ซึ่งหากจะวิเคราะห์กันด้วยหลักของ Designwave แล้ว สุขภาพของแบรนด์ทั้งสองนั้นสอบผ่านฉลุยมาในทุกระดับ แต่ Nike มาพลาดท่าในระดับที่ 5 จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่านับจากนี้ไปกลยุทธ์ที่แบรนด์ต่างๆ จะใช้ต่อสู้กันบนสังเวียนธุรกิจคงหนีไม่พ้นเรื่อง “สิ่งแวดล้อม” เป็นแน่แท้ และหมัดเด็ดที่จะใช้น็อคคู่ต่อสู้ได้ก็คือ ตัวเลขสถิติต่างๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายและความรับผิดชอบของแบรนด์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น carbon footprint และ water footprint เป็นต้น

7. ระดับจิตวิญญาณ (Spirituality Level) โจทย์ข้อสุดท้ายที่ใช้ตัดสินว่างานออกแบบนั้นมีสุขภาพสมบูรณ์หรือไม่ก็คือ “การออกแบบเพื่อประโยชน์แห่งมวลมนุษยชาติ” ซึ่งข้อนี้ถือเป็นอุดมคติสูงสุดของการออกแบบที่ตอบสนองผู้คนได้ถึงระดับจิตวิญญาณ หรือพูดง่ายๆ ก็คือเป็นการออกแบบเพื่อความสุขของมนุษย์ทุกคนบนโลก (Design for Happiness)

กรณีศึกษา: เครื่องกรองน้ำ Watercone ที่ได้รับรางวัล Silver Award ในการประกวด iF Design Award และเครื่องกรองน้ำของ Michael Pritchard ต่างถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหา “การขาดแคลนน้ำดื่มสะอาด” อันเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก มันสามารถสร้างอิมแพ็คได้ในระดับที่เรียกว่า “เป็นนวัตกรรมเพื่อมวลมนุษยชาติ” น่าสังเกตว่าการแก้ไขปัญหาในระดับที่ 1-6 นั้นเป็นการคิดแบบ “Outside-in” คือคิดบนพื้นฐานที่ว่า “เราจะได้อะไร” ในขณะที่ระดับที่ 7 นี้กลับเป็นการคิดแบบ “Inside-out” คือ “คิดเพื่อผู้อื่น” ดังนั้น ผลกระทบและประโยชน์ที่ผู้ใช้จะได้รับจากตัวงานออกแบบจึงต่างกันอย่างมหาศาล

นอกจากนั้น หากมองกันในเชิงการสร้างรายได้แล้ว การใช้งานออกแบบเข้ามาแก้ไขปัญหาในระดับที่ 1-3 จะสามารถสร้าง “Active income” (รายได้อันเกิดจากการทำงาน) ให้กับผู้คิดค้น ส่วนในระดับที่ 4-6 จะสร้าง “Passive income” (รายได้อันเกิดจากการปล่อยให้ระบบทำงาน) แต่สำหรับงานออกแบบในระดับที่ 7 รายได้ที่เกิดขึ้นอาจก้าวไปถึงขั้น “Massive income” หรือ “รายได้ระดับมหาศาล” (โดยที่นักออกแบบอาจไม่ได้คาดหวังไว้ตั้งแต่แรก) เนื่องจากมันสามารถแก้ไขปัญหาระดับโลก ที่ไม่มีใครสามารถแก้หรือสนใจที่จะแก้ตั้งแต่แรกได้สำเร็จ

เมื่อโยงแนวคิดของ Designwave นี้ไปถึงเรื่องระบบการศึกษา มันชวนให้เราต้องคิดทบทวนอย่างยิ่งว่า การเรียนการสอนในวิชาธุรกิจแทบทุกหลักสูตรในปัจจุบันมักจะสอนให้ผู้เรียนคิด “Take” ก่อน “Give” แต่ในความเป็นจริงหากเราคิดจะพัฒนาธุรกิจที่สร้าง “ผลกระทบระดับมหาศาล” (Massive impact) ทั้งในแง่ของประโยชน์ต่อคนหมู่มากและรายได้ที่จะเกิดขึ้นตามมา

...เราอาจจะต้องเปลี่ยนทัศนคติทั้งหมดที่เคยมีมาในชีวิต และหันมาทดลองวิธีคิดแบบ “Give” ก่อน “Take” ดูบ้างนะครับ

เครดิตภาพ:
http://www.eighthsin.co.uk/2010/03/brit-insurance-design-award-2010-folding-plug/ http://www.gucci-bags-handbagss.com/images/Gucci%20Sunglasses.jpg http://www.celsias.com/media/uploads/admin/watercone1.jpg
http://tinyhouseblog.com/wp-content/uploads/2009/10/lifesaver1.jpg


« Back to Result

  • Published Date: 2011-11-17
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป