Articles

« Back to Result | List

สอนเด็กให้มีอัจฉริยะภาพ : โรงเรียนกับวิถีการเรียนรู้

เรื่อง : ดร.ชิต เหล่าวัฒนา (djitt@fibo.kmutt.ac.th)

เมื่อปีที่แล้ว ผมได้ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการวิชาการเพื่อตัดสินการแข่งขัน ABU Robot Contest 2010 “บุกอารยธรรมอียิปต์ พิชิตมหาพีระมิดแห่งกิซา” ที่อิมแพค เมืองทองธานี คณะกรรมการได้คัดเลือกทีมเข้าแข่งขันจากทั่วประเทศ จนได้ 16 ทีมอาชีวะ จาก 157 ทีม และ 16 ทีมมหาวิทยาลัย จาก 81 ทีม ผลการแข่งขันนั้นเราได้ทีมชนะเลิศคือ “ทีมลูกเจ้าแม่คลองประปา : OMEGA” จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันที่กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ในปีเดียวกันด้วย)

จากการแข่งขันที่ผ่านมาถึงเก้าครั้ง ผมสังเกตเห็นว่า เด็กไทยได้พัฒนา “อัฉริยะภาพ” ด้านการประดิษฐ์อุปกรณ์เทคโนโลยีขึ้นมาอย่างมาก ซึ่งผมเชื่ออย่างยิ่งว่า เกิดจากปัจจัยที่น้องๆ ได้มีโอกาสฝึกฝนด้วยวิธี “คิดก่อนลงมือทำ ทำแล้วจะรู้ด้วยตนเอง” (ดังคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า) ส่วนสาขาอื่นๆ ที่มิได้เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนั้น ผมก็ได้ยินจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่านว่า “การฝึกฝนงานจริง” ก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน

เมื่อหันมามองเด็กไทยที่อยู่ในขั้นประถมและมัธยมศึกษา เด็กๆ เหล่านี้อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ยังต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับ “การกวดวิชา” เพื่อให้ตนเองมีความรู้ในการสอบผ่านเกณฑ์วัดต่างๆ คุณพ่อคุณแม่หลายท่าน (รวมทั้งตัวผมเองด้วย) คงมีความเป็นห่วงลูกหลานอยู่ไม่น้อยว่า เมื่อพ้นจากห้องกวดวิชาแล้วพวกเขาจะยังสามารถ “ยืนหยัดหาความรู้” ต่อไปได้ด้วยตนเองหรือไม่?

ไม่นานมานี้ ผมมีโอกาสพูดคุยกับนักธุรกิจท่านหนึ่งที่ส่งลูกไปเรียนออสเตรเลีย เขาพูดถึงพัฒนาการจากระบบการศึกษาของเด็กๆ ที่โน่น ซึ่งผมเห็นว่าเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ยิ่ง จึงขอนำมาถ่ายทอดต่อดังนี้ครับ

“…หลายคนที่รู้จักและทราบว่า ผมส่งลูกไปเรียนหนังสือที่ประเทศออสเตรเลียมักจะตั้งคำถามกับผมว่า ระบบการศึกษาของที่นั่นแตกต่างจากระบบการศึกษาของไทยอย่างไร ของใครดีกว่ากัน ซึ่งผมไม่สามารถชี้ชัดหรือตัดสินได้ว่าแบบไหนดีกว่าหรือด้อยกว่า แต่ผมจะขอตอบจากประสบการณ์และสิ่งที่ผมได้สัมผัส ได้รับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลง ในวิธีการเรียนของลูก”

ลูกของผมเรียนที่เมืองไทยตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมปีที่ 4 ในโรงเรียนซึ่งผมและภรรยาเห็นพ้องต้องกันแล้วว่า เป็นโรงเรียนที่น่าจะเหมาะกับความต้องการของลูกและความต้องการของพวกเรา (ที่อยากเห็นลูกเรียนด้วยความสุขและได้ใช้เวลาในการทำกิจกรรม รวมถึงมีโอกาสที่จะได้แสดงความคิดเห็นและมีมุมมองที่กว้างต่อสิ่งรอบตัว) ซึ่งนั่นหมายความว่าโรงเรียนที่ว่านี้จะต้องไม่เน้นให้เด็กเรียนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นโรงเรียนที่มีแนวนโยบายที่เน้นการเรียนและเล่น (กิจกรรม) ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งนับว่าเราโชคดีอย่างยิ่งที่ลูกมีโอกาสได้เข้าไปเรียน ณ โรงเรียนแห่งนี้

ช่วงปีแรกๆ ของการเรียนนั้น เราในฐานะพ่อแม่รู้สึกภาคภูมิใจเมื่อเห็นลูกมีความสุขในการเรียนและเล่น รวมทั้งมีพัฒนาการที่ดี มีความมั่นใจในตนเอง กล้าคิดกล้าแสดงออก เราและผู้ปกครองหลายๆ ท่านคุยกันและรู้สึกว่าเราได้นำพาลูกเดินมาในทางที่ถูกต้อง

ทุกอย่างดำเนินไปด้วยดีครับ จนเมื่อลูกเริ่มเรียนชั้นประถมปีที่ 3 เราถึงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงว่า ลูกเราเริ่มมีการบ้านมากขึ้น มีบทเรียนหลายบทเรียนที่เรารู้สึกว่าไม่เหมาะกับวัยของลูก หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งก็คือเรารู้สึกว่า มันเร็วเกินไปสำหรับเด็กวัยนี้ รวมทั้งเนื้อหาที่ดูมากมายหลากหลายเสียจนเรารู้สึกว่า “ลูกเรียนเพียงเพื่อเอาไปสอบแต่ไม่เคยเข้าใจ” วันอาทิตย์ซึ่งเคยเป็นวันครอบครัวที่เรามักออกไปทานข้าวนอกบ้านหรือไปดูหนังสนุกๆ กันก็เริ่มหายไปด้วยเหตุผลที่ว่า “ลูกมีสอบวันจันทร ์ต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ”

นอกเหนือจากนั้นยังมีโครงงานมากมายที่ระดมเข้ามาแทบจะทุกวิชา เราเริ่มสงสัยว่า ทำไมครูผู้สอนไม่คุยหรือปรึกษากันก่อนที่จะแจกโครงงานให้เด็ก เพราะหลายครั้งที่ลูกได้รับหลายๆ โครงงานถาโถมเข้ามาในเวลาเดียวกัน เราเริ่มเห็นเด็กๆ ในชั้นเรียนเรียนพิเศษมากขึ้น ทั้งหลังเลิกเรียนและวันเสาร์อาทิตย์

ในฐานะพ่อแม่เราปรึกษากันและก็ยังเห็นพ้องต้องกันว่า ลูกไม่สมควรจะเรียนพิเศษในวัยนี้ เขาควรจะได้ใช้เวลาในช่วงวัยเยาว์ “เล่นและสนุกให้เต็มที่” เราพยายามที่จะไม่ก้าวก่ายและเข้าไปมีส่วนช่วยในการทำโครงงานของลูก (ยกเว้นการให้คำปรึกษา) แต่ในบางครั้งภรรยาก็อดไม่ได้ที่จะต้องเข้าไปช่วยเพราะเห็นว่าลูกทำไม่ทันจริงๆ และทนเห็นลูกวัยแปดเก้าขวบต้องนอนดึกเกินกว่าเวลาที่สมควรไม่ได้ เหตุการณ์ยิ่งดูเหมือนจะแย่กว่าเดิมเมื่อลูกขึ้นชั้นประถมปีที่ 4 ลูกเริ่มต้องสอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ เนื้อหาการเรียนก็มากขึ้นจนน่าตกใจ

ลูกผมเริ่มเกิดความสงสัยและหมดความมั่นใจในตัวเอง เพราะเมื่อครูสอนบทเรียนใหม่ในห้องแล้วมีนักเรียนหนึ่งในสามของห้องตอบคำถามของครูได้ทันที ในขณะที่ลูกของผมบอกว่า “เขาแค่กำลังเริ่มที่จะคิดในสิ่งที่ครูถาม แต่เพื่อนๆ กลับรู้ในสิ่งที่เขาไม่รู้” นั่นเพราะเด็กเหล่านั้นเรียนพิเศษมาก่อนหน้านี้แล้วในช่วงหลังเลิกเรียนและวันเสาร์อาทิตย์

ลูกเริ่มตั้งคำถามอย่างไม่แน่ใจว่า พ่อและแม่คิดถูกหรือเปล่าที่ไม่ส่งเขาไปเรียนพิเศษ และเริ่มไม่แน่ใจว่าพ่อแม่ “หวังดีหรือประสงค์ร้าย” ที่ไม่สนับสนุนให้ลูกเรียนพิเศษ ที่น่าตกใจยิ่งไปกว่านั้นคือเพื่อนๆ ลูกบอกกับลูกว่า “ข้อสอบที่พวกเขาทำในวันนี้เป็นข้อสอบที่เขารู้มาแล้วล่วงหน้าจากการเรียนพิเศษตอนเย็นที่โรงเรียน พร้อมกระซิบบอกว่าอย่าบอกใครนะ เพราะครูสั่งมาว่าอย่าบอกใคร”

ชีวิตประจำวันของลูกผม ณ เวลานั้น คือ ในวันจันทร์ถึงศุกร์เมื่อกลับถึงบ้านตอนเย็น ก็ต้องรีบอาบน้ำ ทานข้าว และทำการบ้าน นอกเหนือไปจากการทำรายงานและอ่านหนังสือเตรียมสอบในบางครั้ง ส่วนวันเสาร์อาทิตย์โดยส่วนใหญ่ก็คือ ทำรายงานและอ่านหนังสือเตรียมสอบ

สิ่งที่กวนใจผมอย่างมากคือ เวลาที่เห็นภรรยานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ “ค้นหาข้อมูลไปให้ลูกเขียนรายงาน” ผมเกิดคำถามว่าแล้วลูกผมได้อะไรจากรายงานฉบับนี้บ้างนอกจากคะแนน จุดประสงค์ของการทำรายงานคืออะไร ฯลฯ คำตอบที่ผมได้รับจากภรรยาคือ ถ้าไม่ช่วยลูก ลูกคงต้องนอนห้าทุ่ม เพราะระหว่างที่ภรรยาผมหาข้อมูลนั้น ลูกผมก็กำลังทำการบ้านอยู่

ผมต้องทนฟังภรรยาและลูกเถียงกันตอนใกล้สอบปลายภาค ไม่เข้าใจว่าทำไมโรงเรียนคิดให้เด็กอายุ 10 ขวบ สอบ 4 วิชาหลักในวันเดียวกัน ภรรยาผมต้องจัดตารางให้ลูกอ่านหนังสือ (ว่าจะอ่านวิชาอะไรก่อนหรือหลัง)

ผมเริ่มเรียกโรงเรียนนี้ว่า “โรงสอบ” เพราะสอบทั้งปี ลูกผมไปสอบมากกว่าไปเรียน บ้านผมเริ่มกลายเป็นออฟฟิศย่อยๆ มีเครื่องถ่ายเอกสาร มีอุปกรณ์ในการเข้าเล่มรายงานทุกชนิด จำได้ว่าตอนลูกผมขึ้นไปรับประกาศนียบัตรเด็กเรียนดี ผมบอกภรรยาว่า “ความจริงแล้วแม่ควรขึ้นไปร่วมรับด้วยอย่างยิ่ง”

ลูกผมไปเรียนที่ประเทศออสเตรเลียหลังจากจบชั้นประถมปีที่ 4 เขาได้เข้าเรียน grade 5 เทอมที่ 3 เนื่องจากเวลาเปิดเทอมของที่นั่นต่างจากเมืองไทย ที่ออสเตรเลียเปิดเทอมต้นเดือนกุมภาพันธ์ ปีหนึ่งๆ มี 4 เทอม เทอมละประมาณ 2 เดือน เมื่อลูกเริ่มเข้าเรียนก็โชคดีที่ไม่มีปัญหาในการเรียนแต่อย่างใด สองอาทิตย์ผ่านไปหลังจากเข้าเรียนเราได้คุยกับอาจารย์ประจำชั้น สิ่งแรกที่เขาเอ่ยถึงคือ “ลูกคุณโชคดีมากที่มีเพื่อนในทันทีที่เข้ามาเรียน” ทำให้เราเห็นว่าเขาให้ความสำคัญกับความสุขของเด็กและเฝ้ามองการปรับตัวของเด็ก

ในชั้นเรียนของลูกผมมีนักเรียนทั้งสิ้น 16 คน แต่ครูประจำชั้นดูจะรู้จักลูกของผมดีมาก (ในเวลาเพียงสองอาทิตย์ที่ลูกเข้าไปเรียน) เขารู้ว่าลูกผมยังมีปัญหาในการทำงานเป็นกลุ่ม แต่จะทำได้ดีมากเมื่อทำงานคนเดียว แถมอธิบายได้ว่า “เป็นเพราะเพื่อนที่ทำงานกลุ่มด้วยกันยังไม่ให้ความเชื่อถือในตัวลูกผม (เนื่องจากเป็นเด็กนักเรียนใหม่) ตรงนี้ต้องอาศัยเวลาในการปรับตัว”

สำหรับหลักสูตรการศึกษาของที่นี่ เด็กนักเรียนชั้นประถม 1 ถึงประถม 6 (year 1- year 6) จะไม่มีการบ้าน (หรือ homework) เด็กนักเรียนจะทำงานในชั้นเรียนเท่านั้น เวลาเรียน 1 คาบคือ 75 นาที ซึ่งหมายความว่า ครูจะมีเวลาอธิบายเนื้อหาในการเรียนได้เต็มที่ และครูจะไม่เร่งรัดเนื้อหาในการเรียน มีการทดสอบบ้างบางครั้ง แต่เป็นการทดสอบจริงๆ นั่นคือไม่มีการบอกล่วงหน้า จุดประสงค์คือ ต้องการรู้ว่าเด็กเข้าใจในสิ่งที่เรียนรู้มากน้อยเพียงใด เพื่อครูจะได้เตรียมการสอนต่อไปได้ถูก

ซึ่งถ้าผลการทดสอบออกมาว่าเด็กส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจบทเรียน ครูก็จะทำการสอนย้ำใหม่ และเด็กทุกคนจะได้รับคอมพิวเตอร์ laptop ส่วนตัวคนละเครื่อง เด็กๆ จะไม่มีการบ้านมาทำในสมุดการบ้าน แต่จะได้รับมอบหมายให้ทำงาน (assignments) ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นหัวข้อเรื่องทั่วๆ ไป เช่น ความเปลี่ยนแปลงและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโลก สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่เกิดขึ้นบนโลก ฯลฯ นอกจากนั้นก็มีกิจกรรมการอภิปรายระหว่างกลุ่ม (debate) และกิจกรรมด้านศิลปะ

ส่วนใหญ่โรงเรียนจะให้เด็กทำงานบนคอมพิวเตอร์ของตนเอง ผมได้เห็นลูกนำ laptop กลับมาบ้าน ทำรายงานโดยค้นหาข้อมูลผ่าน google เห็นเขาใช้โปรแกรม photoshop ตกแต่งรายงาน และทำพรีเซ็นเทชั่นหน้าชั้นเรียนด้วยโปรแกรม power point ทั้งหมดลูกผมทำด้วยตัวเองครับ เขามีเวลาอย่างเต็มที่ ไม่มีการบ้านหรือการสอบมาทำให้กังวลใจ

ถามว่า สมัยอยู่เมืองไทยผมไม่เคยมีโอกาสสอนลูกใช้โปรแกรมเหล่านี้เหรอ? คำตอบคือ ไม่ใช่เพราะผมไม่มีเวลาสอน แต่ลูกผมไม่เคยมีเวลาว่างให้ผมสอนต่างหาก แล้วตอนนี้ลูกใช้โปรแกรมเหล่านี้เป็นได้อย่างไร? คำตอบก็คือเพื่อนๆ ในชั้นเรียนเขาใช้กันเป็นแทบทุกคน ลูกผมก็เลยให้เพื่อนสอนซะเลย

คนที่มีความสุขที่สุดเห็นจะเป็นภรรยาผม เพราะไม่ต้องคอยเคี่ยวเข็ญลูกอีกต่อไป ในชั้นเรียนเมื่อมีบทเรียนใหม่ ครูจะแบ่งเด็กนักเรียนออกเป็นกลุ่ม แล้วบอกให้เด็กลองคิดวิธีแก้ปัญหาที่ครูให้มา (เด็กนักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่จะไม่เรียนพิเศษในวิชาที่เป็นวิชาการ แต่จะเรียนพิเศษในวิชาดนตรีหรือกีฬาที่ตัวเขาสนใจเท่านั้น) วันหนึ่ง ลูกผมกลับมาบ้านบอกด้วยความภูมิใจว่า ในชั้นเรียนเขาได้คิดแก้ไขปัญหาที่ครูให้มาได้สำเร็จ แม้จะใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงก็ตาม (ซึ่งสมัยที่อยู่เมืองไทยลูกบอกว่า แทบไม่เคยมีโอกาสได้คิด)

นอกจากนั้น ที่ออสเตรเลียยังให้ความสำคัญกับเรื่องของกีฬาและสุขภาพอย่างมาก สำหรับเด็ก year 1-6 ในหนึ่งสัปดาห์จะต้องมีวิชาพละอย่างน้อย 3 ครั้ง และหนึ่งครั้งในนั้นจะกินเวลาถึงครึ่งวันเพื่อให้เด็กๆ ได้เล่นกีฬาอย่างเต็มที่ โดยเขาปล่อยให้นักเรียนได้เลือกกีฬาที่ตนเองสนใจ สลับสับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่ลูกผมมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นอย่างมาก ปีหนึ่งป่วยเป็นหวัดไม่เกิน 2-3 ครั้ง (ในขณะที่สมัยอยู่เมืองไทยต้องหาหมอแทบจะทุกสองเดือน)

สำหรับเรื่องผลการเรียนนั้น เนื่องจากการเรียนชั้นประถมไม่มีการสอบ จึงไม่มีการรายงานผลการเรียนแบบให้เกรดชัดเจน ในแต่ละวิชาเขาจะประเมินผลแยกย่อยลงไปในรายละเอียดว่า แต่ละหัวข้อเด็กมีความสามารถในการเข้าใจและความตั้งใจในการเรียนรู้แค่ไหน ดังนั้นรายงานผลการเรียนจะมาเป็นเล่มครับ ผู้ปกครองจะเห็นได้เลยว่าลูกของตนมีความโดดเด่นหรืออ่อนด้อยให้เนื้อหาส่วนไหน ไม่ใช่เห็นแค่เพียงการประเมินผลรายวิชาเท่านั้น

แรกๆ ภรรยาผมมีความกังวลนิดหน่อยเมื่อเห็นลูกไม่เคยมีการบ้านกลับมาทำ (ทั้งที่ตอนอยู่เมืองไทยเขาบ่นว่ามีมากเกินไป) แต่สิ่งที่เขากังวลใจนี้ก็ได้รับคำตอบในปีที่ลูกเริ่มเรียน year 7 ครับ (เทียบเท่ากับมัธยม 1 ของบ้านเรา) สิ่งที่ลูกได้สั่งสมมาในช่วงประถมทั้งหมดมันคือ การปูพื้นฐานเตรียมความพร้อม เพราะสำหรับที่นี่เมื่อเด็กเริ่ม year 7 การเรียนก็จะเข้มข้นและจริงจังขึ้น มีการสอบวัดผลเป็นกิจลักษณะมากขึ้น และเริ่มมีการให้เกรด เรียกว่า เด็กทุกคนจะต้องปรับตัวสู่วิธีการเรียนอีกแบบ ลูกผมเล่าให้ฟังว่าตอนอยู่ year 6 เขาและเพื่อนๆ ได้ไปสอบถามรุ่นพี่ว่าการเรียนใน year 7 มีอะไรแตกต่างและต้องปรับตัวอย่างไรบ้าง ซึ่งรุ่นพี่ก็เล่าให้ฟัง ตอนนั้นเพื่อนๆ เขาโวยวายกันใหญ่ (ที่จะต้องสอบวัดเกรด) แต่ลูกผมบอกไม่ต้องตื่นเต้นหรอก เพราะเขาน่ะเคยสอบแบบนี้มาแล้วตั้งแต่สมัยอยู่ ป.1 ที่เมืองไทย ทำเอาเพื่อนๆ อึ้งกันไปเลย

อีกเรื่องที่แตกต่างจากเมืองไทยมากคือการเรียนวิชา “วิทยาศาสตร์” ครับ ที่นี่เขาจะให้เด็กๆ ทำการทดลองในห้องแล็บ (เพื่อให้เห็นที่มาที่ไปและผลของการทดลอง) ก่อนที่จะสอนทฤษฎี เพราะเขาเชื่อว่าวิธีการนี้จะทำให้นักเรียนเข้าใจได้ดีกว่า ซึ่งเป็นการสอนที่กลับด้านกับในบ้านเราโดยสิ้นเชิง

สิ่งที่ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงในตัวลูกก็คือ เขารู้จักจัดสรรเวลาเอง เมื่อถึงเวลาสอบเขาก็จะเข้าไปในห้อง อ่านหนังสือเตรียมสอบด้วยตนเอง ไม่ต้องมีใครมาบอกว่าต้องอ่านหนังสือเมื่อไร อย่างไร ในขณะเดียวกัน เวลาที่ต้องทำรายงานเขาก็สามารถทำเสร็จได้ในเวลาที่เร็วขึ้น และรู้เองว่าจะไปหาแหล่งข้อมูลได้จากไหน แน่นอนว่าบางครั้งเขาก็บ่นเครียดบ้าง (เมื่อมีรายงานและการสอบในเวลาใกล้เคียงกัน) แต่นั่นก็เป็นปัญหาที่เขาจะต้องเรียนรู้และหัดวางแผนในเรื่องเวลาให้ดีขึ้น

ที่สำคัญที่สุดผมเห็นความมั่นใจที่เพิ่มขึ้นในตัวลูก (Confidence & Independence) เขาเรียนรู้ว่าเขาสามารถที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเองและทำให้คนยอมรับในตัวเขา เวลาที่เขาตั้งใจทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จด้วยตนเอง แม้ว่ามันจะไม่ได้ดีที่สุด แต่ผลของความพยายามก็สร้างความภูมิใจให้กับตัวเขาได้ นอกจากนั้นในสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นๆ และมีความเข้มแข็งในด้านจิตใจมากขึ้น (เรื่องของการรังแก หรือ “Bully” เป็นปัญหาใหญ่ของที่นี่จนทุกโรงเรียนจะต้องมีครูที่ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาด้านนี้โดยเฉพาะ)

“สรุปแล้วถ้าพูดกันในภาพรวมของการศึกษาแล้ว ผมขอบอกว่าผมรู้สึกพึงพอใจในความเปลี่ยนแปลงนี้ครับ…”

เครดิตรูปภาพ:
http://x7teen.blogspot.com/2010_10_01_archive.html
http://board.postjung.com/541527.html
http://nesac.goco.co.th/index.php?mod=news_detail&id=95&tb=tblnewsproject
http://www.greenwichschools.org/page.cfm?p=2141
http://telc.igetweb.com/
http://tp2school.blogspot.com/2011/05/blog-post.html
http://wilsonemilylusd.blogspot.com/

Tags: education

« Back to Result

  • Published Date: 2011-08-19
  • Resource: www.tcdcconnect.com