Creative Knowledge

« Back to Result | List

จับคู่ธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ จังหวัดเชียงใหม่ ตอน “แลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนา”

เรื่อง : อาศิรา พนาราม

การแลกเปลี่ยน “ทรัพยากร” ระหว่างผู้ประกอบการและนักออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ ทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ หรือวัสดุ เพื่อให้ได้ “ผลิตภัณฑ์ใหม่” อันเป็นประโยชน์ร่วมกันนั้น ถือเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาวงการธุรกิจให้เติบโตขึ้นอย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน (ดีกว่าแนวคิดแบบต่างคนต่างอยู่ หรือคิดแต่จะลอกเลียนแล้วตัดราคากันเรื่อยไป)

คุณนครินทร์ ยาโน ผู้นำกลุ่มออกแบบตัดเย็บเคหะสิ่งทอสำเร็จรูปท่ากว้าง ตำบลท่ากว้าง จังหวัดเชียงใหม่ คือ อีกหนึ่งคนที่ยึดถือหลักคิด “แลกเปลี่ยนเพื่อพัฒนา” นี้ มาโดยตลอด โดยก่อนที่นครินทร์จะกลับมาสร้างงาน ณ บ้านเกิดของตนเองนั้น เขาเคยเป็นอาจารย์สอนออกแบบผลิตภัณฑ์และเป็นดีไซเนอร์ที่กรุงเทพฯ แต่ด้วยความฝันที่จะมีธุรกิจส่วนตัวและต้องการสร้างงานในชุมชนบ้านเกิด นครินทร์จึงย้ายกลับมาที่เชียงใหม่ และก่อตั้งกลุ่มแรงงานฝีมือเล็กๆ ขึ้นเพื่อผลิตสินค้าเสื้อผ้าและของแต่งบ้านจากวัสดุ “ฝ้าย” ที่ผ่านมาทางกลุ่มฯ ของนครินทร์จะเน้นงาน “ผ้าปักด้นมือ” เป็นหลัก โดยอาศัยฝีมือตัดเย็บชั้นดีของผู้หญิงและคนชราในหมู่บ้าน (ที่มีเวลาว่างจากงานเกษตรกรรม)

การใช้โทนสีที่แปลกตาอันเป็นไอเดียสร้างสรรค์ของคุณนครินทร์นั้น เมื่อบวกกับวัตถุดิบ (ผ้าฝ้าย) ที่หาง่ายในท้องถิ่น ก็ทำให้งานผ้าปักด้นมือของทางกลุ่มออกแบบตัดเย็บเคหะสิ่งทอสำเร็จรูปท่ากว้าง มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด

ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา เวลาไปออกงานแฟร์ระดับประเทศ ผลิตภัณฑ์ของพวกเขาจะได้รับฟีดแบคที่ดีเสมอ ซึ่งนั่นเองก็ทำให้คุณนครินทร์รู้สึกมั่นใจและตัดสินใจสร้างแบรนด์ “ยาโน” ขึ้นมา พร้อมกับอาสาลุยงานด้านการตลาดให้สินค้าทั้งหมดของกลุ่มฯ

การเข้าร่วมโครงการจับคู่ธุรกิจ จังหวัดเชียงใหม่ ในครั้งนี้ คุณนครินทร์มาในฐานะของผู้ประกอบการ และมุ่งหวังที่จะได้แลกเปลี่ยน “ทรัพยากรความคิด” กับเหล่านักออกแบบเลือดใหม่ไฟแรง โดยเขาเลือกจับคู่กับนักออกแบบ 3 ท่าน ที่มีพื้นฐานต่างกัน คือ คุณอุบลลักษณ์ ภุณา คุณอัครพล วงค์คม และคุณสรส แก้วคำฟู

เคสที่ 1 : ตุ๊กตากระต่ายจากฝ้ายด้นมือ
อุบลลักษณ์ ภุณา นั้นเป็นดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญด้านงานฝีมือ (Handmade) หลังจากจบการศึกษาด้านสิ่งทอ เธอได้เข้าทำงานกับบริษัทออกแบบและผลิต “ตุ๊กตา” (ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นความถนัดและความชอบส่วนตัวของเธอไปในที่สุด)

เมื่อสบโอกาสได้เข้าร่วมโครงการจับคู่ธุรกิจฯ ครั้งนี้ อุบลลักษณ์จึงนำผลงานส่วนตัวเข้ามาเสนอ โดยหวังว่าจะได้ร่วมงานกับผู้ประกอบการในท้องที่มากขึ้น

คุณนครินทร์พูดถึงผลงานที่อุบลลักษณ์นำมาแสดงว่า “ส่วนตัวผมชื่นชอบงานแฮนด์เมดอยู่แล้ว เพราะมันมีจิตวิญญาณของคนทำอยู่ในนั้น พอได้เห็นพอร์ตโฟลิโอของคุณอุบลลักษณ์ก็รู้สึกว่าใช่เลย งานเขามีความเป็นสากล ใช้สีสันเจ็บแสบ ไม่ใช่แนวพื้นบ้าน ผมถูกใจก็เลยชวนมาร่วมงานกัน”
ด้วยความที่ชื่นชมสไตล์งานของคุณอุบลลักษณ์และเชื่อฝีมือเธออยู่แล้ว โจทย์ที่คุณนครินทร์ให้จึงมีเพียงแค่ “ให้ใช้วัสดุของเขาซึ่งเป็นผ้าฝ้ายด้นมือ” ส่วนเรื่องแนวคิดและวิธีการผลิตนั้น เขาเปิดกว้างให้คุณอุบลลักษณ์เสนอไอเดียมาได้เต็มที่

“ผมอยากให้น้องเขาโชว์ศักยภาพของเขาให้เต็มที่ก่อน อยากรู้ว่า เขามีพลังขนาดไหน แล้วเราค่อยมาดูกันอีกทีว่ามันมีความเป็นไปได้ทางการตลาดหรือไม่ เพราะผมจับทางตลาดได้อยู่แล้ว ซึ่งพอน้องเขาเสนองานมา ผมก็ชอบมาก… จากนั้น เราก็เลือกแบบกันว่าแบบไหนน่าจะขายได้ แล้วค่อยนำไปลองผลิตเป็นต้นแบบ ส่วนเรื่องวัตถุดิบที่ผมมีอยู่ผมก็ให้น้องเขาใช้ได้อย่างเต็มที่ ไม่จำกัดเลย”

ในท้ายที่สุด “ตุ๊กตากระต่าย” ตัวน้อยใหญ่สีจัดจ้านก็สำเร็จออกมาบนความชื่นใจของทั้งสองฝ่าย โดยมี อ.จารุพัชร อาชวสมิต ที่ปรึกษาโครงการฯ เพิ่มเติมคำแนะนำให้อีกเล็กน้อย (เพื่อปรับแก้ให้ผลงานมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น)

เคสที่ 2 : เสื้อคลุมเพนท์ลาย
อัครพล วงค์คม คือ นักออกแบบอีกหนึ่งท่านที่คุณนครินทร์เลือกทำงานด้วย อัครพลสั่งสมประสบการณ์ด้านการออกแบบ “ลายผ้า” มายาวนาน จนในวันนี้เขาเป็นเจ้าของแบรนด์ “อัครา” แบรนด์เสื้อผ้าที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร (ด้วยทักษะการเพนท์บาติกลงบนผ้าไหมแบบไม่ซ้ำลายกัน) คุณนครินทร์ขอให้คุณอัครพลดึง “ทักษะการเพนท์” อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้นมาใช้บนผืนผ้าฝ้าย และขอจบงานด้วยการปักด้นมือตามลวดลายที่คุณอัครพลออกแบบ

งานนี้ แม้จะเปิดเสรีเรื่องแนวคิด แต่ช่างของคุณนครินทร์ (ผู้ไม่คุ้นเคยกับการปักตามลวดลาย) ก็ขอร้องให้เริ่มต้นที่ลายง่ายๆ ก่อน คุณอัครพลจึงใช้ผ้าฝ้ายสีเขียวกับลายเส้นง่ายๆ ออกแบบ “เสื้อคลุม” ในคอนเซ็ปท์ของ “ใบตอง” โดยมีการเจาะริ้วล้อไปกับลายเส้นใบตองที่เขาเพนท์เอง ผลงานที่ได้จากงานนี้นับเป็น “กรณีศึกษาทดลอง” ที่ทำให้ทั้งคู่มองเห็นความเป็นไปได้ที่จะทำงานร่วมกันอีกในอนาคต

เคสที่ 3 : วัสดุผ้าเส้นใยผสม
ในเคสที่สามนี้คุณนครินทร์จับคู่กับคุณสรส แก้วคำฟู เพื่อทำงานออกแบบ “วัตถุดิบ” โดยคุณสรสนั้นเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่ม “บ้านฝ้ายคำ” ทำงานออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ใยกัญชง ไหม ฝ้าย ป่าน กก ฯลฯ ในจังหวัดเชียงราย

คุณสรสบอกว่า ตัวเขาเองเป็นนักออกแบบเส้นใยที่ไม่ถนัดงานออกแบบผลิตภัณฑ์ สินค้าของบ้านฝ้ายคำจึงออกมาเป็นลักษณะผ้าผืนเสียส่วนใหญ่ เช่น พรม ผ้ารองจาน ฯลฯ โดยมีช่องทางการจำหน่ายหลักอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่และออกงานแฟร์บ้างเป็นครั้งคราว (ซึ่งทำให้ได้ลูกค้าจากญี่ปุ่นด้วย) คุณสรสมีความมุ่งหวังที่จะที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างจากเดิม โดยเขาอยากลองออกแบบ “เสื้อผ้า” ดูบ้างจึงมาจับคู่กับคุณนครินทร์ซึ่งเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์เต็มตัว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าทั้งสองจะเห็นพ้องกันในเรื่องตัวสินค้าแต่ก็ยังติดปัญหาเรื่องวัสดุตั้งต้น (เพราะผ้าจากเส้นใยธรรมชาติแท้ๆ นั้นมีความแข็งกระด้าง ไม่เหมาะจะนำมาทำเป็นเสื้อผ้าทันที) สรสและนครินทร์จึงตัดสินใจร่วมกันพัฒนา “ผ้าผืน” ก่อนเป็นอันดับแรก

นครินทร์เผยถึงไอเดียสินค้าใหม่ของเขาว่า “ในการออกแบบครั้งนี้ผมจะดูเรื่องการตลาดเป็นหลัก ผมเห็นว่า ลูกค้าต่างประเทศให้ความสนใจกับใยกัญชงมาก เราจึงจับใยกัญชงขึ้นมาทำใหม่ในคอนเซ็ปท์ Eco design เพราะผมเชื่อว่า มันขายตัวเองได้แน่นอนในระยะยาว”

“งานนี้เราทอผ้าขึ้นใหม่โดยใช้เส้นฝ้ายเป็นเส้นยืน ส่วนเส้นพุ่งจะเป็นหญ้าแฝก ใยกัญชง และลินิน ผสมกัน ในการทำงานนี้แม้ตัวผมจะเป็นคนออกแบบ แต่คุณสรสเขาเป็นคนที่รู้ว่าอะไรที่เป็นไปได้ อะไรที่เป็นไปไม่ได้ เราสองคนจะนำแบบมาคุยกัน ปรับแก้ไปด้วยกัน จริงๆ เหมือนเราออกแบบร่วมกันมากกว่า”

“เมื่อทำเสร็จแล้วเราวางแผนว่าจะขายเป็นเท็กซ์ไทล์ (ผ้าผืน) ก่อน จากนั้นจึงค่อยพัฒนาต่อเป็นของตกแต่งบ้าน อาจจะเป็นปลอกหมอน รันเนอร์ ผ้ารองจาน ฯลฯ ผมมองว่าจากงานต้นแบบที่เราทำร่วมกันครั้งนี้มันสามารถต่อยอดไปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้อีก การทดลองใช้เส้นใยใหม่ๆ จะทำให้เราสร้างผลงานออกมาได้ไม่จบสิ้น”

แม้จะมีอุปสรรคระหว่างการทำงานอยู่บ้าง เช่น ข้อจำกัดด้านระยะเวลาและการติดต่อสื่อสาร (ในกรณีที่ผู้ร่วมงานอยู่คนละจังหวัด) แต่ผลงานที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการจับคู่ธุรกิจฯ ครั้งนี้ก็ออกมาเป็นที่พอใจของทุกฝ่าย โดยคุณนครินทร์ได้กล่าวปิดท้ายกับเราว่า “ผู้ประกอบการหลายรายในจังหวัดเชียงใหม่มีฝีมือดี แต่สิ่งที่ขาดคือความคิดริเริ่มที่จะทำสิ่งใหม่ ส่วนใหญ่จึงทำสินค้าลอกเลียนซ้ำๆ กัน ซึ่งผมมองว่าถ้าเขาเหล่านี้ยอมเปิดใจ และยินดีแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับดีไซเนอร์บ้าง มันจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน พัฒนา แล้วทุกฝ่ายก็จะเติบโตไปด้วยกัน ซึ่งในระยะยาวแล้วผมมองว่ามันจะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์ของบ้านเรา ทั้งในตลาดโอทอปและตลาดส่งออกด้วย”

จับประเด็นเด่น
สำหรับผู้ประกอบการ
- จงเปิดกว้างและให้อิสระกับนักออกแบบ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความเข้าใจเรื่องการตลาดให้กับเขาด้วย
- ยุติธรรมกับนักออกแบบในการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน

สำหรับนักออกแบบ
- จงใส่พลังสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องเปิดใจยอมรับการปรับเปลี่ยน เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจตลาดมากที่สุด
- รู้จักปรับตัวไปตามข้อจำกัดของการผลิต เพื่อความสะดวกในการทำงานของทุกฝ่าย

« Back to Result

  • Published Date: 2011-08-15
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป