Articles

« Back to Result | List

“วิสัยทัศน์” เท่านั้นที่ชาติต้องการ! กระตุกต่อม “มกร เชาว์วาณิช” ว่าด้วยเรื่องการเรียนรู้และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย

เรื่อง : วิสาข์ สอตระกูล

อีกครั้งที่เราได้พบกับ มกร เชาว์วาณิช นายกสมาคมนักออกแบบอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, เจ้าของและผู้ก่อตั้งบริษัท Cerebrum Design และคุณครูหัวก้าวหน้าแห่งห้องเรียนภาคปฏิบัติ Cerebrum Creative Center ครั้งนี้ เรามานั่งคุยกับเขาในวันที่บทบาทของชายหนุ่มคนนี้ขยายวงกว้างขึ้น มกรบอกกับเราว่า เมื่อชั่วโมงบินสูงขึ้น ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากขึ้น มันถึงเวลาแล้วที่เขาจะเปิดโลกใบใหม่ให้กับตัวเอง (และใครต่อใครอีกหลายคน) ในฐานะ “นักการศึกษา” เวทีการพัฒนาที่ท้าท้ายที่สุดอันหนึ่งของประเทศ

พูดถึงแวดวง Industrial Design ของไทย
ยังน่าเป็นห่วงครับ สำคัญที่สุด คือ เรื่อง “บุคลากร” ประเทศเราขาดแคลนแรงงาน (workforce) ด้านนี้มาก นักเรียนที่จบการศึกษามาแต่ละปี (จากภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรม) มีคนที่สนใจ I.D. จริงๆ แค่ไม่กี่คน เหตุผลเพราะมันยากครับ เด็กส่วนใหญ่เลยหันไปทำอะไรที่มันไม่ซับซ้อน เช่น ทำแพคเกจจิ้ง ฯลฯ คือจบง่ายกว่า ได้ปริญญาเหมือนกัน

แต่ในทางตรงกันข้ามครับ ภาคอุตสาหกรรมของเรากำลังต้องการ “อินดัสเตรียลดีไซเนอร์” อย่างมาก เดี๋ยวนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไป สมัยก่อนเด็กจบ I.D. ไม่มีงานทำ ต้องไปทำงานกราฟฟิก ฯลฯ แต่สมัยนี้ทุกโรงงานต้องการตัวหมด กลายเป็นหาคนทำไม่ได้ ไม่มีใครอยากได้ชื่อว่า “ทำงานโรงงาน” ครับ มันฟังดูไม่เท่

วิถีของ I.D. ใน Creative Economy
หัวใจอยู่ที่การตีความคำว่า “Design Solution” ครับ ทุกวันนี้ ดีไซเนอร์ไทยส่วนมากทำงานด้วย Art approach คือ เอาเท่เอาสวยงามไว้ก่อน ประเทศเราจึงไม่ค่อยมีโซลูชั่นที่แสดงคุณค่าในระดับสูงเท่าไหร่

ผมคิดว่า การศึกษาต้องผลักดันให้ดีไซเนอร์ทำงานด้วย Business Approach มากขึ้นครับ แม้มันจะยากและซีเรียสกว่าก็ตาม แต่นั่นคือ หนทางที่ดีไซน์จะสร้าง Value impact ต่อเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม

เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่ประเทศเราต้องการคือ “ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์” ครับ หากเราได้ผู้นำที่วิสัยทัศน์อ่อนแอ ประเทศก็จะมีแต่นโยบายที่อ่อนแอ ไทยเราทำธุรกิจ OEM (รับจ้างผลิต) มานานแสนนานแล้ว ทำไมไม่เคยได้รับการถ่ายทอด knowhow อะไรเลย ยกตัวอย่างจากอุตสาหกรรมรถยนต์ก็ได้ ไทยรับจ้างผลิตชิ้นส่วนและประกอบรถมาตั้งแต่ 30 ปีก่อน แปลกมั้ยที่ชาติเรายังไม่มีธุรกิจรถยนต์เป็นของตัวเองสักที ประเทศที่เคยโตมาพร้อมๆ กับเราอย่างเกาหลีหรือมาเลย์เขามีแบรนด์รถแห่งชาติกันไปหมดแล้ว ยิ่งจีนนี่ไม่ต้องพูดถึง เขาพัฒนาเร็วมากเพราะนโยบายที่เข้มแข็ง ฝรั่งจะจ้างเขาผลิตก็ต้องให้ knowhow กับเขาด้วย บังคับกันด้วยนโยบายรัฐครับ

Cerebrum Creative Center คือ การเรียนรู้แนวใหม่ ?
Cerebrum Creative Center คือ การศึกษาที่โฟกัสไปที่ผู้ประกอบการโดยตรง แนวคิดหลักคือ เราเน้นให้ทุกคนแบ่งปันความรู้ เราพยายามนำประสบการณ์ทางธุรกิจทั้งหมดที่มีมาพัฒนาเป็นองค์ความรู้ใหม่และทำให้มัน “ส่งต่อ” ได้ รูปแบบของการถ่ายทอดจะเป็นเวิร์คชอประยะสั้น (ระยะเวลา 10 วัน) ใช้ชื่อว่า “Design Wave” ครับ

อีกอย่างคือ เราไม่มีหลักสูตรยากๆ ไม่เน้นทฤษฎีมากมาย เราขายเครื่องมือตัวเดียวคือ Design Wave ครับ โรงเรียนของเราเป็นแบบเรียนไม่ต้องเยอะ แต่เอาให้เก่งเลย ไม่ใช่เรียนทฤษฎีเต็มไปหมด แต่พอกลับถึงโรงงานก็ลืมหมดเหมือนกัน

คิดยังไงถึงลุกขึ้นมาทำเรื่องการศึกษา
7-8 ปีที่ผ่านมาผมได้สะสม Knowhow และวิธีคิดจากการทำงานกับลูกค้าหลายแบบ รวมถึงบริษัทระดับโลก อย่างเช่น Philips Design ด้วย องค์ความรู้เหล่านี้ไม่ใช่ของหาง่าย ไม่มีทางกระเด็นมาถึงอาเฮียบ้านเราเลย แต่เมื่อผมมีโอกาสเข้าถึงตรงนั้นและเก็บเกี่ยวได้ ก็คิดว่าควรจะแบ่งปันด้วย จะได้โตไปด้วยกัน

ในการทำธุรกิจถ้าคุณทำเพื่อตัวเองอย่างเดียว คุณค่าของธุรกิจนั้นมันก็แค่ระดับหนึ่ง แต่ถ้าคุณได้แบ่งปันช่วยเหลือคนรอบข้าง ได้เพิ่มพูนกัลยาณมิตรในเส้นทางธุรกิจ คุณค่าและความหมายของสิ่งที่คุณทำมันก็จะเพิ่มสูงขึ้น ผมเชื่อว่าสุดท้ายมนุษย์ทุกคนก็อยากได้ชีวิตที่มี “ความหมาย” กันทั้งนั้น

ทำไมถึงได้เลือก “อาเฮีย” เป็นกลุ่มเป้าหมาย
เราลองผิดลองถูกมาเยอะครับ เคยเจาะไปที่กลุ่มนักศึกษา แล้วก็กลุ่มรุ่นลูกในธุรกิจกงสี ผลคือ มันไม่ค่อยเวิร์ค มันช้าไป สุดท้ายเราเลยมาโฟกัสที่เจ้าของตัวจริง ถึงคนรุ่นนี้จะหัวเก่าหน่อย แต่ด้วยความที่เขาเคยเป็นนักแสวงหาโอกาสมาก่อน ผมสัมผัสถึงศักยภาพที่เขาจะ “ขยายวิสัยทัศน์” ได้ และถ้าคนกลุ่มนี้เข้าใจถึงคอนเซ็ปท์แล้ว เขาสั่งคำเดียว ทุกอย่างเดินหน้าหมดครับ มันเห็นผลเร็ว

บรรยากาศในห้องเรียนเป็นยังไงบ้าง
เป็นลักษณะเวิร์คชอปครับ ทุกอย่างเราทำกันในคลาส ไม่มีการบ้าน เราจะให้นักเรียนฝึกแก้ปัญหาจากเรื่องง่ายๆ เช่น หลอดดูดน้ำไม่ขึ้น ไปจนถึงปัญหายากๆ เช่น โลกกำลังจะแตก หกวันแรกเราจะฝึกกันในลักษณะนี้ แต่ละวันก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนสี่วันสุดท้ายจะเป็นโจทย์ส่วนตัวที่แต่ละคนนำมา หัวใจสำคัญคือห้องเรียนนี้ต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ ไม่ให้แข่งขันกัน เราอยากให้ทุกคนเป็นเพื่อนกันให้หมด เพราะสุดท้ายแล้วธุรกิจ คือ เรื่องของเน็ตเวิร์ค มีเพื่อนดีกว่ามีคู่แข่ง

อะไรคือ จุดอ่อนของระบบการศึกษาแห่งชาติ
การศึกษาของเราไม่ได้พัฒนาคนให้มี “วิสัยทัศน์” ครับ แต่ไหนแต่ไรคนไทยถูกปลูกฝังให้มองแต่เป้าระยะสั้นๆ พ่อแม่ผู้ปกครองมีหน้าที่ผลักดันให้ลูกเข้า ป.1 เสร็จแล้วต่อ ม.1 เสร็จแล้วเข้ามหา’ลัย หลังจากนั้นก็คิดเอาเองว่า “ลูกจะเอาตัวรอดได้” แผนการลงทุนฉบับนี้ของพ่อแม่เรียกว่า ล้มเหลวครับ คุณลงทุนด้านการศึกษาให้ลูก 20 ปี โดยไม่รู้เลยว่า output จะออกมาเป็นอะไร ทางที่ดีพ่อแม่น่าจะลงทุนด้วย “เวลา” มากกว่า คือ ช่วยใส่ใจกับศักยภาพและความฝันของลูก และอย่าได้เอาไม้บรรทัดของระบบมาเป็นตัวชี้วัดนะครับ มันวัดอะไรไม่ได้จริงหรอก ขอให้เดินออกจาก Group think อันนี้เสียเถอะ

จริงๆ แล้ว Creative Economy ต้องการ “คน” แบบไหน
อย่างแรกคือ คนที่มี “ความฝัน” ครับ มีเป้าหมายในชีวิต คนแบบนี้ถึงจะขับเคลื่อนสิ่งใหม่ๆ ให้ประเทศชาติได้ อย่างที่สองคือ เรื่อง Skill set หรือทักษะความชำนาญที่เหมาะสมกับแต่ละอุตสาหกรรม ทุกวันนี้การศึกษาไทยยังให้ทักษะนี้ได้ไม่เต็มร้อย คุณไปถามภาคอุตสาหกรรมเลยนะว่าตอนนี้เด็กจบใหม่ออกมาทำงานได้มั้ย ใช่บุคลากรในแบบที่เขาต้องการรึเปล่า

การศึกษาเรามัวแต่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ เป็นระบบการศึกษาแบบ Mass production ปั๊มแรงงานออกมาเป็นล็อตๆ คัดพันธุ์กันที่เกรดเฉลี่ย แล้วก็แจกจ่ายเข้าประจำตามสายการผลิต ซึ่งวิธีคิดนี้มันตอบโจทย์ได้เฉพาะระบบอุตสาหกรรมแบบเก่า ถึงวันนี้ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมก็เปลี่ยนไปด้วย เมื่อศักยภาพของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คุณจะผลิตแรงงานด้วยวิธีคิดแบบเดิมไม่ได้

การศึกษาไทยในฝัน
สำหรับผมคำว่า “การศึกษา” มันแคบไป เพราะมันผูกติดอยู่กับระบบ ติดอยู่กับข้อกำหนดกฏเกณฑ์และการชี้วัดแบบเดิมๆ ผมฝันอยากให้มี “กระทรวงการเรียนรู้” ในประเทศไทยนะ เพราะคำว่า “การเรียนรู้” มันเปิดกว้างดีและเป็นสิ่งที่คนเราทำได้ตลอดชีวิตด้วย ให้ผมเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้เลยก็ได้ครับ

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง คลิกที่นี่

« Back to Result

  • Published Date: 2011-06-28
  • Resource: www.tcdcconnect.com