Creative Knowledge

« Back to Result | List

จาก Top-down สู่ Bottom-up นโยบายการพัฒนาชุมชนยุคใหม่ที่ใครๆ ก็ออกแบบได้

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

“พ.ศ.๒๕๐๔ ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม...” คนไทยแทบทุกคนคงรู้จักเพลงนี้ดี โดยเฉพาะเมื่อถึงท่อนที่ว่า “…ถามว่าสุกรนั้น คือ อะไร ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใดสุกรนั้นไซร้ คือ หมาน้อยธรรมดา...” ที่เรียกเสียงหัวเราะได้อย่างเจ็บแสบนัก เพราะสะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างระหว่างชาวบ้านกับข้าราชการที่ “พูดกันคนละภาษา”

ในยุคที่การสื่อสารยังไม่ฉับไวแค่ปลายนิ้วคลิกดังเช่นปัจจุบัน การพัฒนาชุมชนและการบริหารบ้านเมืองยังคงเป็นแบบ top-down คือ รอคำสั่งจากหน่วยงานของรัฐแต่เพียงอย่างเดียว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประชากรมีการศึกษามากขึ้น ตระหนักในสิทธิและเสรีภาพของตนเองมากขึ้น ประกอบกับมีสื่ออันทรงอานุภาพอย่างอินเตอร์เน็ต ทำให้ไม่เพียงแต่ “เสียง” ของประชาชนเท่านั้นที่ “ดัง” ขึ้น แต่ยังก่อให้เกิดการทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาสภาวะแวดล้อมและความเป็นอยู่ในชุมชนมากมาย ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นจากแนวคิดและการร่วมแรงร่วมใจของประชาชน (ทั้งที่อยู่อาศัยในชุมชนและมาจากที่อื่นด้วยความสมัครใจ) จนอาจกล่าวได้ว่า การบริหารชุมชนในยุคปัจจุบันมีลักษณะเป็นแบบ bottom-up คือ ประชาชนเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางนโยบาย และกระบวนการในการพัฒนาโดยตรง โดยมี “การออกแบบ” เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้เพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน สภาพความเป็นอยู่ภายในชุมชน ฯลฯ

ในประเทศอังกฤษ Design Council ใช้การออกแบบเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหา 4 ด้านหลักๆ คือ (1) สิ่งแวดล้อม (2) สาธารณสุข (3) สวัสดิภาพในชีวิตและทรัพย์สิน และ (4) สภาพแวดล้อมในชุมชน โดยทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ในการเชื่อมโยงการทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมทั้งตัวแทนจากสถาบันการศึกษา นักออกแบบ ศิลปิน และประชาชนที่สนใจ โดยตัวอย่างที่น่าชื่นชมมากอันหนึ่งก็คือ โครงการ Water Design Challenge for Secondary Schools ซึ่งเป็นโครงการประกวดการออกแบบอุปกรณ์ วิธีการใช้น้ำ และการรณรงค์เพื่อการประหยัดน้ำในโรงเรียน โดยนักเรียนระดับมัธยมผู้เข้าร่วมการประกวดจะต้องทำงานร่วมกับนักออกแบบจนโครงงานแล้วเสร็จและนำมาใช้ได้จริง ซึ่งในการประกวดครั้งนี้ โครงงานที่ชนะรางวัลที่ 1 ได้แก่ The World’s Smallest Water Museum —ห้องน้ำจิ๋วเคลื่อนที่ที่มีโถส้วมพูดได้และอ่างล้างมือแบบอินเตอร์แอ็คทีฟซึ่งสามารถเคลื่อนที่ไปรอบๆ โรงเรียนเพื่อสร้างความตระหนักในการประหยัดน้ำให้แก่นักเรียน

หรืออย่างโครงการ Eco Design Challenge to Secondary Schools ที่ให้นักเรียนชั้น Year 8 ได้ทำงานร่วมกับนักออกแบบในการคำนวณหา Ecological footprint ในกิจกรรมต่างๆ นับตั้งแต่เดินทางจากบ้านมาโรงเรียน การรับประทานอาหารที่โรงเรียน การทิ้งขยะและการใช้น้ำในโรงเรียน ฯลฯ พร้อมทั้งออกแบบวิธีการลดปริมาณการใช้พลังงานจากกิจกรรมดังกล่าวด้วย โดยโครงการนี้อยู่ภายใต้แนวคิดของผู้จัดที่ว่า “เด็กนักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับการรักษาสิ่งแวดล้อมมากแล้ว แต่พวกเขายังขาดโอกาสในการนำความรู้เหล่านั้นมาปฏิบัติจริง”

สำหรับประเทศไทย เราก็มี โครงการกรุงเทพฯ เดินสบาย ที่ กลุ่มกรุงเทพเดินสบาย ได้ร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ TCDC, กรุงเทพมหานคร, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, องค์การผู้พิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก, สมาคมสถาปนิกสยาม, สยามดิสคัฟเวอรี่ ฯลฯ ในการจัดการประกวดแบบเพื่อปรับปรุงทางเท้าและภูมิทัศน์ใต้สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยามฯ เรามี ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของคนกรุงเทพฯ จากหลายสาขาอาชีพ เพื่อมุ่งรณรงค์แก้ไขปัญหามลพิษทางเสียง ซึ่งโครงการดังกล่าวนั้นอาศัยทั้งอำนาจจากรัฐ เงินทุนจากเอกชน และความร่วมมือจากองค์กรต่างๆ ตลอดจนประชาชนทั่วไปในการมีส่วนช่วยให้โครงการสำเร็จลุล่วง นอกจากนี้ เรายังมี โครงการสีสรรกรุงเทพ ที่ประชาชนทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่ขึ้นได้ผ่านทางเว็บไซต์ และยังลิงก์ไปสู่กลุ่มกิจกรรมอื่นๆ อาทิ เยาวชนอาสาสมัคร, สภาเยาวชนกรุงเทพฯ, บางกอกฟอรั่ม ฯลฯ ช่องทางเหล่านี้ถือเป็นการ “ดีไซน์” พื้นที่สาธารณะ ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน เรียกว่าเป็นวิธีการ “ใช้สิทธิ” ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีความสร้างสรรค์และสมควรได้รับการส่งเสริมอย่างยิ่ง

โครงการต่างๆ ที่เอื้อให้คนในพื้นถิ่นได้มีส่วนร่วมในการเสนอแนวทางแก้ปัญหา โดยเฉพาะในลักษณะของการออกแบบโครงงาน (หรือผลิตภัณฑ์) เพื่อจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น นับเป็นโครงการที่น่าสนับสนุนให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกชุมชน เพราะในความเป็นจริงแล้วคงไม่มีใครที่จะ “รู้จักและเข้าใจ” ถึงปัญหาต่างๆ ในชุมชนได้ดีเท่ากับคนที่อยู่ในชุมชนเอง นอกจากนั้น หากคนในชุมชนได้มีโอกาสทำงานควบคู่ไปกับผู้เชี่ยวชาญ (ดังเช่นโครงการ Water Challenge ที่นักเรียนมัธยมทำงานร่วมกับนักออกแบบ) ก็จะทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาทั้งสองฝ่าย ซึ่งกระบวนการเช่นนี้จะนำไปสู่ “การออกแบบ” ที่สามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตได้อย่างแท้จริงนั่นเอง

เครดิตข้อมูล:
http://www.volunteerspirit.org/node/2325
http://www.designcouncil.org.uk/our-work/challenges/

เครดิตภาพ:
http://seasonbangkok.ning.com/profiles/blogs/4362999:BlogPost:16347
http://www.designcouncil.org.uk/our-work/challenges/The-Environment/Water-Design-Challenge/

« Back to Result

  • Published Date: 2011-05-30
  • Resource: www.tcdcconnect.com