Articles

« Back to Result | List

จับคู่ธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ ตอน “เข้าใจกันและกัน” หัวใจของการจับคู่ธุรกิจ

เรื่อง : อาศิรา พนาราม

ธุรกิจ OEM ที่เคยสดใสดูคล้ายจะตีบตันลงเรื่อยๆ เจ้าของกิจการหลายรายต้องมองหาโอกาสใหม่เพื่อฝ่าทางตันนี้ บริษัทพรีเมียร์ เท็กซ์ไทล์ อินดัสตรี (Premier Textile Industry) คือ หนึ่งในผู้ที่ประสบปัญหาดังกล่าว กิจการโรงงานทอผ้าที่เคยรับจ้างผลิตมาตลอด 20 ปี (ทั้งผ้าทอและผ้าพิมพ์) เริ่มเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ อันเนื่องมาจากยอดขายของลูกค้าที่ลดลง และการมุ่งสู่แหล่งผลิตอื่นที่ค่าแรงถูกกว่า

ด้วยสถานการณ์ข้างต้น ณัฐวัชร นิธิทองสกุล ผู้ประกอบการเจ้าของโรงงานพรีเมียร์ฯ จำต้องมองหาตลาดใหม่นอกเหนือจากการรับจ้างผลิต การเข้าร่วมโครงการจับคู่ธุรกิจฯ ครั้งนี้ ทำให้เขาได้พบกับนักออกแบบมากหน้าหลายตา (จากอดีตที่เขาไม่เคยมีนักออกแบบในโรงงาน ทั้งยังไม่รู้จักเครือข่ายนักออกแบบใดๆ ย่างก้าวนี้จึงถือเป็นคำตอบที่ตรงโจทย์มากสำหรับณัฐวัชร) เมื่อได้พบปะและชอบพอผลงานของนักออกแบบสองท่าน คือ ศิรินภา ศิรินคร และ นิภาพรรณ ดารากร ทั้งสามจึงได้ตั้งต้นกันที่สิ่งที่มีอยู่แล้วในโรงงาน นั่นก็คือ “เศษผ้าและเศษด้าย” ที่เหลือจากการผลิตแต่ละล็อต

ผู้ประกอบการอย่างณัฐวัชรตั้งใจจะนำของเหลือทิ้งมา “แปลง” ให้เกิดมูลค่า โดยนำดีไซน์และการสร้างแบรนด์มาเป็นตัวขับเคลื่อน เขาพานักออกแบบทั้งสองไปศึกษากระบวนการผลิตที่โรงงาน ช่วยกันคัดเลือกวัสดุเหลือใช้ และเปิดโอกาสให้นักออกแบบคิดงานกันอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องคำนึงถึงต้นทุน ทั้งนี้ณัฐวัชรมองว่าเขาต้องการแนวคิดที่แตกต่างและใหม่แกะกล่องจริงๆ โดยหากได้แนวทางที่ชอบใจแล้ว ค่อยนำปัจจัยเรื่องทุนมา “ปรับ” ในภายหลังได้

ศิรินภา คือ ศิลปินและนักออกแบบที่ทำงานวิจัยด้านศิลปะและงานเชิงทดลองเกี่ยวกับงานผ้าเป็นส่วนมาก เธอเล่าว่า การร่วมงานกับโรงงานพรีเมียร์ฯ ครั้งนี้ถือเป็นการทำงานกับผู้ประกอบการครั้งแรกของเธอ ส่วนแรงบันดาลใจในการออกแบบนั้นตั้งต้นจากตัววัสดุที่มีเหลืออยู่ในโรงงาน โดยเธอเองสนใจผ้าเรียบๆ ที่ทอจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ผ้าลินิน ผ้าฝ้าย และผ้าใยกัญชง ศิรินภาต่อยอดแนวคิดเรื่องธรรมชาติไปสู่ความแข็งแรง สี และพื้นผิว ซึ่ง “ผ้าฝ้าย” ที่เลือกมาใช้ในการออกแบบนั้น ทำให้เธอนึกไปถึงทะเลทรายและรถถัง จนกลายมาเป็นแนวคิดหลักของการออกแบบ “หมอน” และ “ผ้ารองจาน” ในที่สุด

ในส่วนของ นิภาพรรณ ผู้มีประสบการณ์การทำงานกับบริษัทขายผ้า ได้เลือก “ผ้าค้างสต็อก” ของโรงงาน (เช่น ผ้าหัวม้วนและท้ายม้วน) มาต่อยอดเพิ่มมูลค่า โดยนิภาพรรณนำเศษ “ผ้าลินิน” มาออกแบบใหม่เป็นกระเป๋าลุคดิบๆ ซึ่งผิดจากความนิยมของการใช้ผ้าลินินทั่วไป (ที่มักเน้นความเรียบเนี้ยบ) นอกจากนั้น เธอยังได้ทดลองนำ “เศษผ้า” หลายๆ ชิ้นมาเรียงทับซ้อนกันเพื่อหาความงามใหม่ จนท้ายที่สุดก็ได้เป็น “ปลอกหมอน” ดีไซน์แปลกไม่เหมือนใคร

ทั้งศิรินภา นิภาพรรณ และณัฐวัชร ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดตลอดทั้งกระบวนการ ทั้งสามพบปะกันทุกสัปดาห์เพื่อความคืบหน้าของงาน ในส่วนของดีไซน์นั้นแทบไม่มีอุปสรรคใดๆ เพราะณัฐวัชรให้อิสระกับนักออกแบบอย่างเต็มที่ จะมีปัญหาก็แต่ในขั้นตอนการผลิต เพราะที่โรงงานพรีเมียร์ฯ ไม่มีช่างแผนก “ฟินิชชิ่ง” (มีเฉพาะโรงทอ) นักออกแบบจึงต้องควานหา “ช่างขึ้นต้นแบบ” จากข้างนอกมาช่วยสานต่อไอเดียให้เป็นรูปธรรม

เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ณัฐวัชรพึงพอใจกับผลงานที่ได้รับและเห็นความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ เขาตัดสินใจนำผลงานดังกล่าวไปต่อยอดสร้างแบรนด์ใหม่ในชื่อ "Natural Niche" พร้อมวางแผนบุกตลาดงานแฟร์ต่างๆ เพื่อเปิดรับออร์เดอร์จากต่างประเทศ (และจะให้เครดิตผลงานกับทั้งสองนักออกแบบด้วย)

ประเด็นเด่น
- การทำงานที่ราบรื่นระหว่างผู้ประกอบการและนักออกแบบนั้น เกิดจากการที่ผู้ประกอบการยอมให้นักออกแบบทำงานอย่างเต็มที่ โดยตนเองคอยสนับสนุนและช่วยเหลือในเรื่องการผลิต ในขณะเดียวกัน นักออกแบบที่ดีก็ต้องทำความเข้าใจแง่มุมของธุรกิจ (เรื่องการผลิตและการขาย) และควรฟังเหตุผลของฝ่ายผู้ประกอบการด้วย ทั้งนี้เพื่อให้การออกแบบสินค้ามีความ “เป็นไปได้จริง” ในเชิงพาณิชย์ และมีอนาคตที่จะเติบโตต่อไปในระยะยาว

« Back to Result

  • Published Date: 2011-04-26
  • Resource: www.tcdcconnect.com