Creative Knowledge

« Back to Result | List

จับคู่ธุรกิจด้วยความคิดสร้างสรรค์ ตอน จากไหมมัดหมี่สู่พรมทอกี่ที่ Silk Avenue

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

“ปัญหาท้าทายของผู้ประกอบการไทย คือ รูปแบบธุรกิจในบ้านเรามักจะเป็นแบบ OEM เป็นส่วนใหญ่ ทำให้มีปัญหาเรื่องคู่แข่งและต้นทุนที่ไม่สามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศจีนได้...ต่อมา เมื่อผมได้พบกับนักออกแบบ จึงมองเห็นโอกาสทางการตลาดและคิดว่าดีไซน์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก”

ครั้งหนึ่ง...ผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมและฝ้ายทุกผืนจาก Silk Avenue ถูกโฟกัสไปที่ “กระบวนการผลิต” เป็นลำดับแรก แต่ด้วยเงื่อนไขหลายประการที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้วันนี้ คุณกมล ไกรตระกูล บุตรชายของ คุณกมลเนตร ไกรตระกูล แห่ง Silk Avenue เบนเข็มสู่วิสัยทัศน์ใหม่โดยใช้ “การออกแบบ” เป็นหัวหอกสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ

เดิมที Silk Avenue มี “ผ้าทอมือ” และ “ผ้าทอเครื่อง” เป็นสินค้าหลัก แต่แล้วพัสตราภรณ์ทั้ง 2 ชนิดกลับต้องเผชิญกับปัญหาใหญ่ 2 ประการ คือ 1.ผ้าทอมือได้รับความนิยมน้อยลงเนื่องจากมีราคาสูงและมีความทนทานน้อยกว่าผ้าทอเครื่อง และ 2.ผ้าทอเครื่องประสบปัญหาการถูกลอกเลียนแบบและถูกสินค้าจากประเทศจีนตีตลาดจากข้อได้เปรียบด้านต้นทุนที่ต่ำกว่า ดังนั้น คุณกมลจึงต้องหาทางออกด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นที่จะมาทดแทนผ้าทั้ง 2 ชนิดได้ จนกระทั่งในที่สุด เขาได้เล็งเห็นถึงศักยภาพทางการตลาดของ “พรมทอกี่” จึงหันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาพรมทอกี่ จนแตกไลน์ออกมาเป็นแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ “Loom and Luck”

“พรมทอ กี่เป็นสินค้าที่มีศักยภาพทางการตลาด เพราะได้รับความนิยมทั้งในโรงแรม รีสอร์ท และบ้านพักอาศัย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา แม้ว่า เราจะผลิตคอลเล็คชั่นใหม่ออกมาเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้เล็งเห็นความสำคัญของดีไซน์มากนัก เราไม่มีการจัดแบบและสีอย่างเป็นระบบ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีนักออกแบบที่ทำงานประจำ เมื่อศึกษาตลาดอย่างลึกซึ้งถึงได้ค้นพบว่า เราจำเป็นต้องเจาะไปทางดีไซน์มาก ขึ้น ไม่ใช่สักแต่ผลิตสินค้าออกมาอย่างเดียว”

เมื่อคุณกมลมาเข้าร่วมโครงการจับคู่ธุรกิจฯ ของ TCDCCONNECT จึงเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้เลือกนักออกแบบมาช่วยดูแลทางด้านดีไซน์และเทคนิคการผลิต ซึ่งตลอดกระบวนการทำงานที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การออกแบบสามารถช่วยแก้ปัญหาได้จริง นักออกแบบที่คุณกมลเลือกได้เข้าไปช่วยสอนเทคนิคการทอผ้าที่โรงงาน Silk Avenue (ในแบบที่ช่างของคุณกมลยังไม่เคยทำ) จนได้ผลลัพธ์เป็นผลิตภัณฑ์แบบใหม่ขึ้นมา

ทางฝ่ายนักออกแบบนั้น คุณโบว์ ศิรประภา ลีสวรรค์ หนึ่งในนักออกแบบที่เข้าร่วมโครงการฯ เล่าให้เราฟังว่า เป็นเพราะแนวทางในการทำงานของ Silk Avenue ที่บังเอิญตรงกับอุดมการณ์ในการทำงานของเธอ ทำให้นอกจากจะสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างผสมกลมกลืนนับตั้งแต่กระบวนการผลิตแล้ว เธอยังได้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นใหม่ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคนิคให้กับชาวบ้านผู้เป็นแรงงานฝีมืออีกด้วย

"แนวทางการทำงานของ Silk Avenue ตรง กับแนวทางของดิฉันพอดี คือ ใช้วัสดุจากธรรมชาติและเทคนิคการทอมือ ถ้าสังเกตดูจากผลงานที่ดิฉันที่นำมาโชว์ในโครงการฯ ก็จะเห็นว่าเป็นงานทอมือล้วนๆ มีผ้าพันคอเป็นงานชิ้นหลัก นอกนั้น ก็จะมีผ้าทอที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ โดยประยุกต์เอาของรีไซเคิลจำพวกกระดาษ ฟาง กิ่งไม้ ลวด ฯลฯ มาทอเป็นผ้าแล้วขึ้นรูปเป็นงานประติมากรรม"

ศิรประภาเล่าว่า เธอเองมีวัตถุประสงค์อีกข้อที่ตรงกันกับทาง Silk Avenue นั่นก็คือ การช่วยให้ชาวบ้านได้มีอาชีพ (ช่างทอผ้าส่วนมากมีอาชีพหลักเป็นชาวนา คนที่มีฝีมือในการทอผ้าเมื่อว่างจากการทำนาก็จะมาทอผ้าที่โรงงาน และคนที่ออกแบบลายผ้าก็คือ ตัวชาวบ้านเอง) ตัวเธอได้เข้ามาช่วยดูแลในเรื่องของสี พื้นผิว ลายทอ และเทคนิคการทอ ซึ่งบางชิ้นก็ผลิตขึ้นใหม่ บางชิ้นก็เอาของที่สวยอยู่แล้วมาจัดเป็นคอลเล็คชั่นให้ลูกค้าเลือก

สำหรับในโครงการนี้ ศิรประภาออกแบบและดูแลการผลิต “พรมรูปเขาวงกต” ซึ่งเป็นงานรูปแบบใหม่ที่ชาวบ้านไม่คุ้นเคย ฉะนั้น ในกระบวนการทำงานก็จะมีอุปสรรคอยู่บ้าง อย่างเช่น ช่างไม่สามารถทอแบบที่ต้องการได้

“พอเราสอนวิธีการทอแบบใหม่ ช่วงแรกๆ เขาก็จะไม่ค่อยเปิดใจรับ ต้องคอยเกลี้ยกล่อมและพยายามทำให้เขาดูทั้งกระบวนการ ตั้งแต่ออกแบบแพทเทิร์น เขียนลายให้ และสอนเป็นรายบุคคลให้เขาทอตามเราเลย ผลสุดท้ายช่างก็เรียนรู้ และทำออกมาได้สวยค่ะ” คุณโบว์เล่าให้เราฟังด้วยน้ำเสียงภูมิใจ

คุณกมล (Silk Avenue) ชี้ถึงแนวโน้มในการพัฒนาพรมเขาวงกต และผลงานอื่นๆ ที่ศิรประภานำมาแสดงในโครงการจับคู่ธุรกิจฯ ครั้งนี้ว่า ยังมีโอกาสพัฒนาต่อได้อีกมากในเชิงธุรกิจ เพราะทั้งสีสัน วัสดุ และลายผ้านั้นมีความสวยแปลกตา แต่ที่สำคัญคือ ต้องควบคุมเรื่องต้นทุนให้ได้ เพื่อไม่ให้สินค้ามีราคาสูงเกินไป

“ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้นเราต้องทำงานร่วมกัน แล้วค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ วัสดุที่ใช้ก็มีทั้งทอขึ้นใหม่ และของที่ใช้ไม่หมดจากออร์เดอร์เดิม ในขั้นตอนการทอเรามักเจอปัญหาว่าชาวบ้านไม่ค่อยรู้เทคนิค อย่างเช่น หมอนฝ้ายทอ 2 ชั้นต้องใช้ 8 ตะกอ แต่ปกติชาวบ้านจะใช้แค่ 2 ตะกอ อะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่สุดท้ายด้วยความมุมานะของนักออกแบบ พวกเราและชาวบ้านก็ทำได้สำเร็จ”

“ที่สำคัญเมื่อ มีการทอลายหรือมีเทคนิคที่ยากขึ้น เราก็จะให้ค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นด้วย จากปกติเรามีค่าจ้างที่ให้เขาเป็นประจำวันอยู่แล้ว แต่หากมีออร์เดอร์เร่งเข้ามาแล้วเขาต้องอยู่ทำงานต่อ เราก็จะให้เงินพิเศษตามจำนวนหลาที่เพิ่มขึ้น แต่ถึงกระนั้นนะครับ ในช่วงเกี่ยวข้าวผมก็ต้องชะลอออร์เดอร์ลง บางทีอาจส่งงานช้าไป 1-2 สัปดาห์ เพราะชาวบ้านเขาต้องไปลงแขกเกี่ยวข้าว เขาทำกันเป็นประเพณีตลอดมา ซึ่งทางคุณพ่อเอง (คุณกมลเนตร) ก็ไม่ต้องการให้โรงงานของเราไปเปลี่ยนแปลงวิถีอันดีงามของชาวบ้าน ฉะนั้น ในเชิงธุรกิจ เราจึงต้องคอยปรับแผนงานให้เหมาะสม”

กรณีศึกษาของ Silk Avenue ครั้งนี้ นับได้ว่า เป็นความลงตัวระหว่างฝ่ายผู้ประกอบการ นักออกแบบ และช่างฝีมือ ที่มีวิสัยทัศน์ตรงกัน (ต่างฝ่ายต่างยอมเปิดใจเพื่อเข้าใจธรรมชาติของกันและกัน) ส่งผลให้ธุรกิจนี้มีโอกาสเติบโตในฐานะธุรกิจสร้างสรรค์ แถมยังได้ช่วยสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของชุมชนเป็นกำไรอีกต่อด้วย

จับประเด็นเด่น
สำหรับผู้ประกอบการ :
- ผู้ประกอบการที่เจอปัญหาสินค้าถูกลอกเลียนแบบ หรือถูกตีตลาดจากสินค้าจีนซึ่งมีต้นทุนต่ำกว่า แนะนำให้เพิ่มศักยภาพด้วยการใช้ “ดีไซน์” ที่เหนือกว่า
- ธุรกิจที่ดีควรกระจายรายได้สู่ชุมชนด้วยการจ้างแรงงานในท้องถิ่น แต่ในขณะเดียวกัน ก็ควรเคารพต่อวัฒนธรรมประเพณีและรูปแบบการดำเนินชีวิตของชาวบ้านด้วย

สำหรับนักออกแบบ :
- ในขั้นตอนการผลิต นักออกแบบที่ดีต้องช่วยแนะนำ ถ่ายทอดความรู้ หรือแม้กระทั่งสาธิตวิธีการทำงานให้แก่ช่างฝีมือได้ ยิ่งถ้าทำได้เป็นรายบุคคล คุณก็จะซื้อใจช่างฝีมือเหล่านั้นได้ง่ายขึ้น (ทำให้เขาเปิดใจต่อความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่คุณจะนำเสนอต่อไป)
- นักออกแบบต้องมีจิตสำนึกที่ดี คิดแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ผู้ประกอบการ (และช่างฝีมือ) ด้วยวิธีการที่ประหยัด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล

ที่ปรึกษาโครงการ: ผศ.ดร.อโนทัย ชลชาติภิญโญ ผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์แฟชั่น ภาควิชาวิทยาการสิ่งทอ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

« Back to Result

  • Published Date: 2011-04-19
  • Resource: www.tcdcconnect.com