Creative Knowledge

« Back to Result | List

“การออกแบบเพื่อบรรเทาสาธารณภัย - Design for Disasters” เพื่อทุกชีวิตปลอดภัยด้วยหนึ่งใจ หนึ่งสมองและสองมือ

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

ความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย “คลื่นยักษ์สึนามิ” ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน และเหตุการณ์ “น้ำท่วมหนัก” ทั่วทุกภาคของประเทศครั้งล่าสุด ได้ปลุกชาวไทยให้ตื่นจากความเชื่อ (ผิดๆ) ที่ว่า “ประเทศเราโชคดีที่ไม่มีภัยธรรมชาติรุนแรง” ถึงตอนนี้คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าความเสียหายใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติแต่ละครั้งนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจาก “ความไม่รู้” และ “ขาดประสบการณ์” ของทุกฝ่าย จึงทำให้ขาดการเตรียมพร้อมที่จะ “รับมือ” กับภัยพิบัติทางธรรมชาติ …ที่คนไทยเราคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป

แม้จะเป็นเรื่องน่าคิดที่ว่าทำไมเราถึงไม่เคยยึดคติ “กันไว้ดีกว่าแก้” ด้วยการเตรียมความพร้อมกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ในขณะที่เรายังสามารถทำได้ แต่อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์เลวร้ายที่ผ่านมาแต่ละครั้ง หน่วยงานทั้งของรัฐและเอกชนก็ได้มีมาตรการในการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งภาคประชาชนเองก็ได้ร่วมกันจัดตั้งเครือข่ายเพื่อป้องกันและบรรเทาความรุนแรงที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน

แนวคิดหนึ่งที่เรามักได้ยินได้ฟังกันบ่อยครั้งขึ้นในช่วงหลังๆ นี้ก็คือ เรื่องของ “การออกแบบเพื่อบรรเทาสาธารณภัย” (หรือ Design for Disasters) ซึ่งน่าจะเป็นกลไกสำคัญประการหนึ่งที่จะช่วยป้องกันสถานการณ์เลวร้าย หรือผ่อนหนักให้เป็นเบาได้เมื่อมีภัยพิบัติเกิดขึ้น

Design for Disasters เป็นการรวมกลุ่มกันระหว่างคณาจารย์ สถาปนิก นักออกแบบ ศิลปิน และบุคคลจากหลากหลายสาขาอาชีพที่เล็งเห็นว่าการออกแบบจะช่วยป้องกันและบรรเทาความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากภัยพิบัติได้ ทางกลุ่มได้ร่วมกันวิจัย ออกแบบ และบริหารจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติต่างๆ ทั้งที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติและฝีมือของมนุษย์ ตลอดจนทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีงามในสังคม โดยยึดหลักกระบวนการทางการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ และร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่แสวงหาผลกำไร

ตัวอย่างกิจกรรมที่ทางกลุ่มฯ ได้ดำเนินการแล้วเสร็จไปแล้วก็มีเช่น “โครงการเวิร์คชอปเพื่อเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติน้ำท่วมกรุงเทพฯ” ซึ่งเป็นโครงการที่เปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาได้รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับภัยน้ำท่วมจากผู้ทรงคุณวุฒิ และศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่เกี่ยวข้องด้วยตนเอง อาทิ ศึกษาป่าชายเลน หมู่บ้านชาวประมงและบ้านเรือนแพ จากนั้นจึงร่วมกันออกแบบวิธีการรับมือกับภัยน้ำท่วมที่น่าจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยโครงการดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณชนไปตั้งแต่ช่วงเดือนเมษายน 2554

นอกจากภัยพิบัติทางธรรมชาติแล้ว ความสูญเสียอันเกิดขึ้นจากน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเอง อย่างเช่น เหตุการณ์ความไม่สงบในกรุงเทพมหานครเมื่อช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมานั้น ทางกลุ่ม Design for Disasters ยังได้จัด “โครงการประเทศไทยที่รักษ์” ขึ้น โดยได้ร่วมกับหลายๆ หน่วยงานอย่างเช่น Thai Graphic Designers Association เสนอให้ใช้ “การออกแบบและศิลปะ” ในการสมานรอยร้าวและเยียวยาบาดแผลทางจิตใจของประชาชนผ่านสื่อนานาชนิด อาทิเช่น เสื้อยืด T for Thai กระเป๋าผ้า และสื่อสิ่งทออื่นๆ ที่มีถ้อยคำและลวดลายเพื่อรณรงค์ให้เกิดความเข้าใจในมุมมองของคนที่คิดต่าง อันจะนำไปสู่ความสมัครสมานสามัคคีและทำให้คนไทยสามารถอยู่ร่วมกันได้แม้จะมีแนวคิดไม่เหมือนกัน นอกจากนี้ กลุ่ม Design for Disasters ยังมีโครงการสร้างสรรค์งานศิลปะจากเศษวัสดุและซากปรักหักพัง ที่เกิดจากการชุมนุมและการเผาทำลายโรงหนังสยาม ซึ่งงานนี้ก็ได้รับความร่วมมือจากนักออกแบบและศิลปินไทย 20 ท่าน ที่มาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสะท้อนมุมมองในการเปลี่ยนความร้าวรานในอดีต ให้กลายมาเป็นพลังสร้างสรรค์เพื่อสิ่งที่ดีงามในอนาคต ดังหลักการที่ว่า “…ก่อนที่เราจะรวมจิตใจเป็นหนึ่งเดียวและฝันถึงสันติภาพ เราควรเปิดใจให้กว้างและมองสิ่งต่างๆ รอบตัวเพื่อค้นหาความงามที่แฝงอยู่ ไม่ว่าสิ่งนั้นเมื่อมองจากภายนอกแล้วจะสวยงามหรือเสื่อมโทรม…”

การรวมกลุ่มกันของ Design for Disasters นับเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการบริหารจัดการประเทศ ในแบบที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมโดยตรง โครงการต่างๆ ที่จัดขึ้นนั้นสร้างประโยชน์ในหลากหลายแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นการใช้ “ดีไซน์” มาเป็นแนวทางป้องกันแก้ไขและบรรเทาความสูญเสียจากสาธารณภัย (รวมทั้งปัญหาที่เกี่ยวโยงกันอย่างปัญหาสิ่งแวดล้อม) หรือประโยชน์ในการส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่ให้ประชาชนทุกคนได้ร่วมกันสร้างเครือข่าย สามารถมีส่วนร่วมในกิจกรรมและแสดงออกอย่างสร้างสรรค์เพื่อการบริหารพัฒนาบ้านเมือง อีกทั้งนิสิตนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการก็ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานจากพื้นที่ที่ประสบปัญหาจริง ซึ่งเป็นการช่วยสร้างเสริมประสบการณ์และมีประโยชน์ต่อชีวิตการทำงานในอนาคต

ครั้งหนึ่งในเมืองไทย “การร่วมด้วยช่วยกันทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวม” ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่พบเห็นได้ในทุกเรือกสวนไร่นา แต่เวลาผ่านไป… รูปแบบของสังคมเปลี่ยนไป… วิถีชีวิตของคนไทยเราก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นในบางซอกมุมของสังคมก็ยังมีหลักฐานที่พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้กาลเวลาจะผ่านเลยไปแค่ไหน แต่น้ำใจงดงามแบบไทยก็ยังไม่เคยเหือดหายไปจากผืนแผ่นดินขวานทองเล่มนี้

ร่วมกันแสดงน้ำใจของคุณได้ที่
http://www.facebook.com/album.php?aid=197637&id=326943975837&page=2#!/DesignForDisasters http://www.facebook.com/SiamArsa?ref=search&v=wall

เครดิตรูป:
http://www.facebook.com/album.php?aid=197637&id=326943975837&page=2#!/DesignForDisasters


« Back to Result

  • Published Date: 2010-12-14
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป