Creative Knowledge

« Back to Result | List

Praya Palazzo อีกครั้งกับความหมายและคุณค่าใหม่ของสถาปัตยกรรมจากอดีต

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

“เป็นอาคารทรงยุโรปแบบ Vernacular Classic Style ตั้งเด่นอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี เดิมเคยเป็นบ้านของอำมาตย์เอกพระยาชลภูมิพานิชและคุณหญิงส่วน อดีตข้าหลวงของพระพันปีหลวงในรัชกาลที่ 5 ตัวอาคารเป็นคอนกรีตทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าแบบชิโน-อิตาเลียน 2 ชั้นทอดขนานไปกับแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านหน้ามีบันไดหินอ่อนขึ้นลงทั้งปีกซ้ายขวา ชั้นล่างทำเป็นช่องซุ้มโค้งหลายช่อง ช่องลมประดับกระจกสีเป็นแฉกรัศมีพระอาทิตย์ครึ่งดวงและประดับลายฉลุไม้เป็นซุ้มเครือเถา บานประตูห้องโถงกลางฉลุไม้ทั้งแผ่น อาคารหลังนี้มีโครงสร้างของฐานอาคารแบบโบราณ คือ ปูด้วยท่อนซุงขนาดใหญ่เป็นตารางเพื่อกันการทรุดตัวของดินอ่อนริมน้ำ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการมูลนิธิมุสลิมกรุงเทพฯ วิทยาคาร” นี่คือภาพของ “โรงเรียนราชการุญ” หรือ “บ้านบางยี่ขัน” ที่ถูกบรรยายไว้ใน gotomanager.com และ homeandi.com เมื่อปี พ.ศ.2547

เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ “บ้านบางยี่ขัน” ที่ถูกทิ้งร้างมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2521 ถูกกาลเวลาทำร้ายจนอยู่ในสภาพทรุดโทรม ถึงกับได้ขึ้นทำเนียบสถาปัตยกรรมควรอนุรักษ์ แต่เมื่อพ้นทศวรรษที่สองของการถูกปิดตาย ในที่สุดอาคารเก่าทรงคุณค่าหลังนี้ก็ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ และทำหน้าที่รับใช้ประวัติศาสตร์ของผืนดินริมฝั่งเจ้าพระยาอีกครั้ง หากแต่การเดินทางข้ามเวลาครั้งนี้ มันได้แปรเปลี่ยนหน้าที่จาก “โรงเรียน” มาเป็น “โรงแรม” และนี่คือที่มาของ “Praya Palazzo” บูทิกโฮเท็ลสุดฮิปขนาด 17 ห้อง ริมฝั่งแม่น้ำสายประวัติศาสตร์ของกรุงเทพมหานคร

ไม่ใช่ครั้งแรกที่ TCDCCONNECT พาท่านย้อนรอยอดีตไปกับอาคารเก่าแก่ที่แปรสภาพกลายเป็นบูทิกโฮเท็ล เราเคยนำเสนอเรื่องของ “บ้านพระนนท์”, “อริยศรมวิลล่า” ไปจนถึง “อรุณเรสซิเดนท์” ซึ่งทุกแห่งล้วนสื่อสารความหมายและคุณค่าทางประวัติศาสตร์บางอย่างมาสู่โลกสมัยใหม่ ไม่ว่าจะในฐานะ “นักเล่าเรื่องในอดีต” หรือ “กระจกสะท้อนเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์” หรือ “สะพานเชื่อมกาลเวลา” ที่พาท่านก้าวข้ามอดีตมาสู่ยุคใหม่ของกรุงเทพฯ

แน่นอนว่า อาคารเก่าเหล่านี้ควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกให้คนรุ่นหลัง โดยหลายฝ่ายก็มองว่า “ภาครัฐ” เองควรจะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงบูรณะซ่อมแซมและกำหนดหน้าที่ใหม่ๆ ให้มัน แต่ทุกวันนี้แม้การณ์จะกลับกลายเป็นว่า “เอกชน” คือ คนที่เห็นคุณค่าและยื่นมือเข้ามาดูแลแปรสภาพตึกเก่าพวกนี้ให้เป็น “ธุรกิจโรงแรม” อย่างน้อยมันก็ยังทำให้ “ผู้นิยมของเก่า” ทั้งหลายโล่งใจไปได้อีกเปลาะว่า อาคารหลังงามต่างๆ จะไม่ถูกทุบทิ้งและเลือนหายไปกับกาลเวลา เหมือนกับ หลายๆ ตัวอย่าง ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว อีกทั้งการทำนุบำรุงก็ยังทำได้รวดเร็ว เพราะไม่ต้องรอเงินงบประมาณแผ่นดินใดๆ

เพียงเพราะเก่าจึงต้องอนุรักษ์ ?
หากตั้งคำถามว่า “ใยต้องใส่ใจกับการอนุรักษ์อาคารเก่าเหล่านี้ ในเมื่อทุกสรรพสิ่งในโลกย่อมมีวันดับสูญ หรือเพียงเห็นว่าเป็นของเก่าก็ต้องถลุงเงินเข้าไปอนุรักษ์?” ในการตัดสินว่า สิ่งใดมีคุณค่าทางวัฒนธรรมแค่ไหน เราอาจต้องพิจารณาตามแนวคิดของ “ศูนย์ระหว่างชาติเพื่อการศึกษาวิธีการบูรณปฏิสังขรณ์สมบัติทางวัฒนธรรม” (The International Centre for the Study of the Preservation and Restoration of the Cultural Property— ICCROM) ที่ ผศ.ดร. ดุษฎี ทายตะคุ แห่งภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ ระบุไว้ว่า “คุณค่าทางวัฒนธรรม” ประกอบไปด้วย (1) คุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ (Identity value) ซึ่งเป็นการรับรู้และยอมรับโดยกลุ่มคนที่มีต่ออาคารหรือสถานที่ที่มีคุณค่าทางจิตใจ เป็นความต่อเนื่องของความทรงจำ จารีตประเพณี จิตวิญญาณ และสัญลักษณ์ทางการเมือง รวมถึงความรักชาติ (2) คุณค่าทางศิลปกรรม มีการประเมินทางวิชาการด้วยการศึกษาวิจัย เช่น การวิเคราะห์ทางประวัติศาสตร์ ความสำคัญของการออกแบบก่อสร้างอาคารหรือสถานที่นั้นๆ (3) คุณค่าในความเป็นของหายาก (Rarity value) เช่น รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นตัวแทนของยุคสมัยหนึ่งๆ หรือเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นหาได้ยาก

นอกจากนี้ คุณค่าในเชิงเศรษฐกิจและสังคมร่วมสมัย อันได้แก่ (1) คุณค่าด้านประโยชน์ใช้สอย (2) คุณค่าในฐานะแหล่งศึกษาหาความรู้ (3) คุณค่าทางสังคมอันเกิดจากความสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ ระหว่างสังคมกับอาคารหรือสถานที่นั้น และ (4) คุณค่าทางการเมือง อันหมายถึงความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์และมีนัยยะสำคัญทางการเมือง ก็ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาด้วย

…เป็นอันว่า ก่อนที่เราจะตัดสินว่าตึกใดควรจะอยู่ ตึกใดควรจะไป ทุกคนควรจะไตร่ตรองถึงคุณค่าดังกล่าวข้างต้นกันให้ละเอียดลึกซึ้ง

“อนุรักษ์” ทำกันอย่างไร
หากมองออกไปนอกบ้านตัวเอง “วัฒนธรรมการไม่รื้อทิ้ง” นั้นถูกกระทำสืบเนื่องมาช้านานในชาติตะวันตก แต่ในประเทศไทยแนวคิดเชิงอนุรักษ์เพิ่งจะเบ่งบานได้เพียงราวสองทศวรรษ ในขณะที่ “ยุคสมัย” ยังคงเคลื่อนต่อไปพร้อมกับกาลเวลาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง คำถามคือ “เราจะอนุรักษ์อดีตไว้กับปัจจุบัน และส่งปัจจุบันต่อให้อนาคตได้อย่างไร?” ขอบข่ายของคำว่า “อนุรักษ์” นั้นอยู่ตรงไหน มันหมายถึงการเก็บไว้เฉยๆ โดยไม่เข้าไปแตะต้องเลย หรือสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามยุคสมัย ?

ศ.เดชา บุญค้ำ อดีตคณบดีคณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ และศิลปินแห่งชาติได้กล่าวถึง “การอนุรักษ์กับการพัฒนา” ไว้ว่า “การอนุรักษ์ทางด้านภูมิสถาปัตยกรรมและสถาปัตยกรรม” มีความหมาย รูปแบบ และข้อปฏิบัติที่แตกต่างกัน โดยสรุปได้ทั้งสิ้นเป็น 7 แนวทาง คือ
1. การอนุรักษ์ (Conservation) หมายถึง การรักษาสภาพและเอกลักษณ์เดิมไว้เพื่อมิให้สูญหายไป เช่น การปรับปรุงบูรณะอาคารเก่าแก่เพื่อใช้ประโยชน์ใหม่โดยยังคงลักษณะสำคัญเดิมไว้
2. การพิทักษ์รักษา (Preservation) หมายถึง การปกป้องด้วยการสร้างเสริมความมั่นคงถาวร การสร้างใหม่ด้วยวิธีการและวัตถุเดิม การรักษาสภาพเดิม และการปรับปรุงสภาพและเสริมคุณภาพให้คงอยู่ตลอดไป อาทิ การอนุรักษ์ภาพเขียนฝาผนัง ศิลปวัตถุ ฯลฯ
3. การบูรณะ (Restoration) หมายถึง การบูรณะสถานที่เสื่อมโทรมหรือหมดสภาพขึ้นใหม่ ให้มีลักษณะถูกต้องอย่างเข้มงวด โดยอาศัยการค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจังและถูกต้องที่สุด ตัวอย่างเช่น การบูรณะวัดเก่าในอยุธยาที่เหลือแต่ฐานและผนังขึ้นมาใหม่
4. การฟื้นฟู, การปฏิสังขรณ์ (Rehabilization) หมายถึง การฟื้นฟูสภาพให้กลับมาอยู่ในสภาพที่ใช้ประโยชน์ได้ มักเป็นการซ่อมแซมให้มีสภาพดี ปรับสภาพเล็กน้อยเพื่อให้สะดวกแก่การใช้งาน โดยการรักษาลักษณะดั้งเดิมถือเป็นวัตถุประสงค์รอง ตัวอย่างเช่น การซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารเก่าแก่บางหลังในโบราณสถาน เพื่อใช้เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวและยอมให้ใช้งานเล็กๆ น้อยๆ ได้ เช่น ใช้เป็นร้านขายของที่ระลึก หรือจัดเป็นบูธขายตั๋ว เป็นต้น
5. การสร้างของเก่าขึ้นใหม่ (Reconstruction) หมายถึง การสร้างภูมิทัศน์หรืออาคารแบบเดิมขึ้นใหม่ (จากของเดิมที่สูญไปแล้ว) ซึ่งจะสร้างขึ้น ณ ที่ใดก็ได้ไม่จำเป็นต้องเป็นที่เดิม แต่ต้องสร้างเหมือนเดิมทุกประการโดยอาศัยการค้นคว้าวิจัยจากเอกสาร หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ภาพถ่ายหรือภาพวาดเก่า (ดังนั้น ความแม่นยำเหมือนของเก่าจึงขึ้นอยู่กับเอกสาร หลักฐาน และทุนทรัพย์ที่เอื้ออำนวย) ตัวอย่างเช่น พระที่นั่งศรีสรรเพชรในเมืองโบราณบางปู ซึ่งสร้างขึ้นจากการรังวัดซากฐานและคำพรรณนาในพงศาวดาร
6. การแปลความหมาย (Interpretation) หมายถึง การรักษาลักษณะดั้งเดิมไว้บ้าง แต่มีการดัดแปลงเพื่อประโยชน์ใช้สอยใหม่ๆ โดยจะต้องมีการค้นคว้าวิจัยในการออกแบบร่วมด้วย อาทิเช่น การสร้างอาคารใหม่ในเขตเมืองเก่า การนำองค์ประกอบเก่าทางสถาปัตยกรรมมาใช้ การดัดแปลงอาคารเก่าแก่ให้คงรูปสำคัญบางประการ ฯลฯ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ โรงแรม Sofitel Centara หัวหิน และศูนย์บริการนักท่องเที่ยวพนมรุ้ง เป็นต้น
7. การสงวนไว้ใช้ (Reservation) หมายถึง การสงวนไว้ใช้ประโยชน์ในภายหน้า ซึ่งอาจเปลี่ยนสภาพไปจากเดิมเล็กน้อยหรือโดยสิ้นเชิงก็ได้

เป็นอันว่า ณ ปัจจุบันเรามีทั้ง “หลักการ” และ “วิธีการ” ในการอนุรักษ์ที่ชัดเจน แต่สิ่งที่ยังขาดก็คือ การสรรสร้างวัฒนธรรมและค่านิยมการอนุรักษ์ให้แพร่หลายในมวลชน (ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมสร้างสรรค์แบบหนึ่ง) ดังนั้น ไม่ว่ามันจะถูกเปลี่ยนเป็นบูทิกโฮเท็ล เป็นพิพิธภัณฑ์ หรือเป็นหน่วยงานราชการ อย่างน้อยที่สุด อาคารเก่าแต่ละหลังก็จะยังคงยืนหยัดข้ามกาลเวลา กลายเป็นกระจกสะท้องความรุ่มรวยทางประวัติศาสตร์ ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลังๆ ได้รู้สึกภาคภูมิใจในวัฒนธรรมของตน

ข้อมูลจาก:
http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=27508
http://homeandi.com/content/c1222.html
http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=543
http://www.kmitl.ac.th/dotlineplane/forum/lforum/restor.htm

เครดิตรูปภาพ:
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/K3990244/K3990244.html http://www.flickr.com/photos/pachara/4516740559/sizes/l/in/photostream/ http://www.flickr.com/photos/pachara/4517365704/sizes/l/in/photostream/



« Back to Result

  • Published Date: 2011-03-04
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป