Creative Knowledge

« Back to Result | List

ชีวิตและการทำงานของอุดมศักดิ์ กฤษณมิษ ศิลปินไทย (ดังไกล) ในต่างแดน

เรื่อง : พลอย มัลลิกะมาส

การเดินทางไปเชียงใหม่ครั้งล่าสุดเกิดจากความสงสัยใคร่รู้ที่ได้ยินมาว่า นอกจากที่นี่จะเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ผสมผสานกับวัฒนธรรมร่วมสมัยแล้ว เชียงใหม่ในวันนี้ยังเป็นสถานที่ที่คุณสามารถเดินกระทบไหล่กับศิลปินไทย “ที่โด่งดังไกลในระดับโลก” แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว ว่ากันว่าหนึ่งในศิลปินวาดภาพ (Painter) แนวแอบสแทรกต์เอกซเพรสชั่นนิสม์ (Abstract Expressionism) ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในแวดวงศิลปะนานาชาติอย่าง อุดมศักดิ์ กฤษณมิษ ก็ได้ย้ายนิวาสถานจากกรุงนิวยอร์คมาปักหลักอยู่ที่เชียงใหม่เป็นเวลาร่วมปีกว่าแล้ว

ความน่าสนใจของศิลปิน “Low Profile High Profit” ท่านนี้อยู่ที่แนวความคิดอันโดดเด่น มีความร่วมสมัยและมีเอกลักษณ์เฉพาะ แฝงไว้ซึ่งขนบประเพณีและความเป็นไปได้ใหม่ๆ มากมาย ล่าสุดหนังสือพิมพ์ New York Times ยกย่องว่าเขาคือ แฟรงค์ สเตลล่า* แห่งยุคปัจจุบัน

(*Frank Stella คือ ศิลปิน Abstract Expressionism แนวจิตรกรรมขอบคม (Hard Edge Painting) ที่โด่งดังและมีชื่อเสียงมากในยุค 60’s)

ปัจจุบัน อุดมศักดิ์ กฤษณมิษ ทำงานภายใต้สังกัดของ Gavin Brown Enterprise (แกลเลอรี่ดังในกรุงนิวยอร์ค) หลังจบการศึกษาจากคณะครุศิลป์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อุดมศักดิ์ได้ย้ายไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา และเริ่มทำงานศิลปะอย่างจริงจังในช่วงปี 1990 การทำงานของเขาคือการผสมผสานระหว่างโลกตะวันออกและตะวันตก, ศิลปะและงานฝีมือ, ความเป็นจริงและนามธรรม, โอกาสและการวางแผน โดยผลงานที่ทำให้อุดมศักดิ์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ก็คือภาพจิตรกรรม Abstract สีขาว - ดำ ชุด “The O's and Zeroes” วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักกับศิลปินมากความสามารถคนนี้

ทำไมถึงย้ายมาอยู่ที่เชียงใหม่ อยู่ที่นิวยอร์คไม่ดีแล้วหรือ?
“ที่ผมเลือกมาอยู่ที่เชียงใหม่ก็เพราะเมืองนี้มันมีความร่มรื่น มีบรรยากาศ มีพื้นที่สีเขียวและต้นไม้ จะไปไหนมาไหนก็สะดวก ที่สำคัญมันมีกลุ่มเพื่อน มีคอมมูนิตี้ มีคนที่สื่อสารและพูดจาภาษาเดียวกัน”

ช่วยเล่าถึงผลงานสร้างชื่อของคุณ “The O's and Zeroes”
"แนวคิดของงานในชุดนี้เริ่มตั้งแต่ช่วงที่ผมยังเรียนอยู่ที่นิวยอร์ค ในคลาส Conceptual Art ที่ชื่อว่า New Form เขาให้นักเรียนทำงานออกมาคนละ 1 ชิ้นภายใต้โจทย์ว่า ‘ต้องไม่อยู่ในกรอบประเพณีดั้งเดิม’ (Non-traditional) ซึ่งนักเรียนในคลาสก็ต้องมานั่งระดมความคิดและถกเถียงกันว่างานของแต่ละคนที่นำมาแสดงนั้นเป็นงาน Traditional หรือไม่ ถ้าคุณว่าไม่ใช่ แล้วมันเป็นอะไรกันแน่… ตอนที่ผมทำงานชิ้นนั้นออกมาแรกๆ มันก็ไม่ได้เห็นเป็นตัวโอนะครับ แต่มันเกิดจากการที่ผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ แล้วลองทำ drawing ลงไปบนนั้น โดยผมเว้นคำศัพท์ที่ผมไม่รู้คำแปลเอาไว้ เสร็จแล้วก็เอาไปโชว์ในชั้นเรียน

ผลงาน The O's and Zeroes เป็นงานที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นคือ แทนที่ผมจะเว้นคำศัพท์ที่ไม่รู้คำแปล ผมก็ลองเว้นพื้นที่ (Space) ที่ไม่มีความหมายแทน ลองดูว่ามันจะออกมาเป็นยังไง และหลังจากนั้นผมก็มีนิทรรศการที่เป็นซีรี่ส์ตามออกมาด้วย ใช้ชื่อว่า Leave Space ซึ่งในโชว์ครั้งที่สองนี้ ผมได้ลองเพิ่มเติมพวกคอลลาจเพนต์ติ้ง (Collage Painting) ลงไป ลองใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวมาเป็นฝีแปรงอยู่ในภาพวาด”

ดูเหมือนว่า เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยลูกกรงเหล็กอย่างกรุงนิวยอร์คจะส่งอิทธิพลต่องานของอุดมศักดิ์ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีสัน เนื้อผ้า รูปแบบ และความลุ่มลึก สิ่งที่ขาดหายไปคือ ช่องว่างที่น่าตกใจระหว่างสิ่งที่เห็นและสิ่งที่คุณจะได้รับ ระหว่างความเป็นธรรมดาสามัญของพื้นผิวที่แท้จริง และเอ็ฟเฟกท์ที่อาจทำให้ตาลาย ภาพวาดแต่ละภาพของอุดมศักดิ์เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ดูซับซ้อน แต่ในขณะเดียวกัน มันก็มีแบบแผนที่แน่นอนมาก

อย่างไรก็ดี แม้จะย้าย “บ้าน” เป็นการถาวรจากมหานครที่สับสนวุ่นวาย (อย่างนิวยอร์ค) มาสู่ความสงบร่มรื่นที่เชียงใหม่ แต่อุดมศักดิ์ก็ยังคงต้องเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างเชียงใหม่และนิวยอร์คเพื่อแสดงงานเป็นประจำทุกปี

เวทีศิลปะ “เมืองนอก” ต่างกับ “เมืองไทย” อย่างไร
“ผมทำงานโชว์อยู่เรื่อยๆ ครับ แล้วแต่ช่วงแล้วแต่จังหวะ บางทีปีหนึ่งก็มี 1 – 2 งาน บางช่วงก็ 2 ปีครั้ง ซึ่งมีทั้งที่ยุโรปและที่นิวยอร์คครับ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความ Productive ของตัวผม ข้อดีของการเป็นศิลปินที่มีผลงานแสดงที่เมืองนอก คือ เมืองนอกเขามีระบบธุรกิจที่รองรับอาชีพศิลปินอย่างชัดเจน มันมีคนที่พร้อมจะควักกระเป๋าเพื่อซื้องานเราและเก็บสะสม เพราะเขาสะสมงานศิลปะกันอย่างจริงๆ จังๆ บางคนก็สะสมเพราะคิดว่าอีกหน่อยมูลค่ามันจะเพิ่ม บางคนก็สะสมเพราะความชอบส่วนตัว มีหลายแบบหลายสไตล์มาก แม้กระทั่งรัฐบาลเขาก็มีการซื้องานศิลปินเพื่อเก็บสะสม ในขณะที่เมืองไทยมีนักสะสมหรือคอลเล็คเตอร์ (Collector) แทบจะนับคนได้”

ก่อนจะลาจากกันในวันนั้น อุดมศักดิ์ส่งยิ้มและแนะนำการชมศิลปะแนว Abstract ให้เราฟังว่า
“เคยมีคนถามผมว่า ทำอย่างไรถึงจะดูงาน Abstract ให้สนุกและเข้าใจได้ วิธีง่ายๆ ที่ผมอยากฝากไว้ก็คือ คุณไม่ต้องไปยึดติดหรอกว่ามันจะเป็น Abstract หรือไม่ เพราะหากคุณชอบงานศิลปะแล้ว สิ่งที่คุณควรทำมากที่สุดคือการศึกษาและดูภาพเพนต์ติ้งทุกอย่างทุกชนิด อะไรก็ได้ที่คุณรู้สึกว่ามันดีและน่าสนใจ ไม่จำเป็นต้องเน้นสไตล์ใดสไตล์หนึ่งหรอกครับ”

บางทีหากเราได้ทำตามคำแนะนำดีๆ ของศิลปินท่านนี้ มันอาจช่วยให้เราเข้าใจความหมายของคำพูดที่ว่า
“ชีวิตสั้น …ศิลปะยืนยาว” ได้มากขึ้นก็ได้
…อันนี้คงต้องลองพิสูจน์ด้วยตนเองเท่านั้น

« Back to Result

  • Published Date: 2010-11-08
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป