Creative Knowledge

« Back to Result | List

คุยกับฤกษ์ฤทธ์ ตีระวนิช ว่าด้วย “ศิลปะ” และ “สุนทรียศาสตร์เกี่ยวเนื่อง” ของคนร่วมสมัย

เรื่อง : พลอย มัลลิกะมาส

lekrit1

"สิ่งใดในโลกล้วนอนิจจัง" พุทธสุภาษิตสั้นๆ ที่ “ลึกซึ้ง” “ตรึงใจ” “ได้ความ” ราวกับจะตอกย้ำให้เราทุกคนยอมรับในสัจธรรมที่ว่าทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นสิ่งสมมุติ

ในความ "มี" ย่อมมีความ "ไม่มี" และในความเป็น "จริง" ก็มีความ "ไม่จริง" ซ่อนอยู่ อนาคตนั้นไม่ต่างอะไรกับภาพลางๆ ที่เหมือนจะมองเห็นได้ …แต่ก็ไม่อาจแน่ใจว่ามีอยู่จริง

นี่คือแนวคิดและนิยามของคำว่า "ศิลปะ" โดย ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ศิลปินร่วมสมัยผู้มีชื่อเสียงระดับโลก ฤกษ์ฤทธิ์ได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งในแกนนำคนสำคัญของศิลปะแขนงใหม่ที่เรียกว่า "สุนทรียศาสตร์เกี่ยวเนื่อง" (Relational Aesthetics) ถึงวันนี้คงไม่ผิดนัก หากใครจะขนานนามเขาว่า “วีรบุรุษแห่งวงการศิลปะร่วมสมัยไทย” TCDCCONNECT มีโอกาสจับเข่าคุยกับเขาเมื่อครั้งขึ้นไปเยี่ยมเมืองเชียงใหม่

ย้ายกลับมาเมืองไทยนานแค่ไหนแล้ว
“ประมาณ 5 - 6 ปีก่อนครับ ช่วงปี 1996 ผมกลับมางานสัมมนาของโตชิบาที่เชียงใหม่ จากนั้นก็มาอีกเรื่อยๆ จนสร้างบ้านเสร็จได้เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว”

อะไรคือเสน่ห์ของเมืองเชียงใหม่ ที่ทำให้ตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่
“ที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ ก็เพราะเชียงใหม่เป็นเมืองเล็กๆ ที่มีคนน่าสนใจเยอะ มันเป็นเรื่องของ "วิถีชีวิต" ที่แตกต่างไปจากในเมืองใหญ่ที่ผมเคยอยู่มาก่อน อยู่มาวันหนึ่งผมก็รู้สึกว่าตัวเองต้องการ “สถานที่” ที่มีเวลาให้เราได้คิดได้ทำอะไรต่างๆ ...ที่มันทำไม่ได้ในเมืองใหญ่ๆ เมืองเล็กทำให้เรามีโอกาสได้เจอคนและได้มีเวลาให้แก่กัน ยิ่งถ้าเราเป็นคนทำงานศิลปะ เป็นคนเขียนหนังสือแล้ว เชียงใหม่เป็นสถานที่ที่ทำให้เราทำงานได้คล่องตัว รวมทั้งยังมีชาวบ้านที่เราสามารถทำงานด้วยกันกับเขาได้”

ว่ากันว่าคุณคือหนึ่งในแกนนำคนสำคัญของ “สุนทรียศาสตร์เกี่ยวเนื่อง” (Relational Aesthetics) ช่วยอธิบายถึงสิ่งนี้หน่อย
“Relational Art นั้นปะติดปะต่อมาจากเรื่องของ Conceptual Art โดยเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง “ศิลปะ” และ “คนที่มาดูงานศิลปะ” นั้น มันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนดูกับคนดูในพื้นที่ของศิลปะที่ได้ถูกกำหนดขึ้น ในประเด็นที่ว่าเวลาที่เราดูงานศิลปะ เรากำลังใช้เวลาอยู่กับพื้นที่ซึ่งเราไม่ได้อยู่คนเดียว มันเหมือนเป็นกิจกรรมระหว่างศิลปินและผู้ชมที่มาอยู่รวมกันในพื้นที่ๆ หนึ่ง ซึ่งก็หมายความถึงชีวิตที่อยู่รอบๆ งานศิลปะนั่นเอง ผมว่ามันเป็นเรื่องของสื่อและความสัมพันธ์กันระหว่างมนุษย์ คนที่อยู่ในงาน ก็คือ ส่วนหนึ่งของงาน เป็นตัวงานที่ร่วมจัดแสดงอยู่ด้วยกันนั่นแหละ”

lekrit2

การทำ "ผัดไทย" ของคุณ กลายเป็นงานศิลปะได้ยังไง
“ตอนที่ผมทำนิทรรศการ “ผัดไทย” นั้น มันยังไม่มีคำว่า Relational Art เลยครับ ศิลปะรูปแบบนี้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อราว 5 ปีหลังจากนั้น จริงๆ แล้วผมไม่ได้ตั้งใจจะทำงานให้ออกมาในรูปแบบนั้นหรอก ตอนนั้นผมกำลังคิดถึง “เรื่องอื่น” อยู่ ซึ่งเรื่องอื่นที่ว่ามันเป็นอะไรที่เกี่ยวกับ Relation หรือความสัมพันธ์ระหว่าง “คนดู” กับ “ของ” หรือชีวิตที่อยู่กับสิ่งของที่เป็นศิลปะมากกว่าเรื่องของการปรุงอาหาร”

“เวลาที่เรากำลังดูสิ่งของพวกนั้น เราคิดว่ามันมีความหมาย มีนัยยะ หรือมีความสำคัญบางอย่างที่เราอาจตีความหมายได้ แต่มันก็มีอะไรที่ขาดตกไปที่มันเป็นประเด็นสำคัญ และเป็นเรื่องของวิถีชีวิตที่อยู่รอบๆ สิ่งของนั้นด้วย”

“งานของผมเป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างความสัมพันธ์ที่มองเห็นเป็นรูปธรรมได้ชัดเจน ในแง่ที่ว่ามีคนมา มีกิจกรรม มีการแลกเปลี่ยนอะไรบางอย่างกัน ขณะที่ศิลปินบางคนอาจจะทำหนัง (ภาพยนตร์) เวลาคุณอยู่ในงานของผมมันก็เหมือนกับเวลาคุณดูหนังนั่นแหละ คือคุณอาจจะยืนอยู่ที่มุมห้องเพื่อสังเกตสิ่งต่างๆ ที่มันเกิดขึ้น ดูชีวิตคนที่มันดำเนินไปเรื่อยๆ”

อะไรคือหัวใจสำคัญของ “สุนทรียศาสตร์เกี่ยวเนื่อง”
“Relational Art ไม่ได้เน้นความสำคัญของตัวศิลปิน คือมันมีอยู่นะ แต่พยายามจะหลีกเลี่ยงความเป็นจุดสนใจหรือเป็นเป้า เพราะเราต้องการที่จะปฏิเสธบางอย่างที่มันเกิดขึ้นมา ปฏิเสธสิ่งที่เราได้เคยเรียนรู้มาแล้วเพื่อที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า”

“สิ่งที่สำคัญที่สุดของ Relational Art คือ ช่วงเวลา หรือ Moment ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันและกำลังดำเนินไป มันไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เข้าใจยากหรอกครับ มันเป็นอะไรที่ธรรมดาและธรรมชาติมากๆ ยิ่งสำหรับเมืองไทยด้วยแล้วมันยิ่งง่าย เพราะเป็นสิ่งที่เรากินเราอยู่ และใช้ชีวิตกับมันทุกวัน คนไทยเราอยู่ร่วมกัน ทำอะไรร่วมกัน เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้อง มันอยู่ในเชื้อสายในจิตวิญญาณของเรา เราไม่ต้องพยายามเข้าใจมันก็ได้”

“ประเด็นสำคัญอยู่ที่เราต้องสร้างความหมายให้กับตัวเราเอง เพราะถึงศิลปินจะมีจุดมุ่งหมายหรือมีประเด็นอะไรที่ได้คิดไว้หมดแล้ว แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ คนที่มาดูงานจะต้อง “สร้างความหมาย” และ “ตีความ” ศิลปะด้วยตัวของเขาเอง”

คุณกำลังจะบอกว่าศิลปะกับชีวิตประจำวันเป็นเรื่องเดียวกัน
“นิยามคำว่า “ศิลปะ” สำหรับผม หมายถึง พื้นที่ที่ “เปิด” ให้คน “คิด” เป็นพื้นที่ที่ทำให้เราสามารถก้าวต่อไปข้างหน้าได้ มันไม่เกี่ยวกับเรื่องความสวยความงาม แต่เป็นประสบการณ์ของแต่ละบุคคล”

“มันก็เหมือนกับการที่คุณไปทะเลหรือที่ที่คุณไม่เคยไปมาก่อน คุณก็คงไม่ต้องการให้ผมมาบอกหรอกว่าคุณจะได้เห็นอะไรก่อนที่คุณจะเดินทางไปถึง

เพราะถ้าผมบอกคุณหมดแล้ว คุณก็จะไม่ได้รู้สึกกับสิ่งที่คุณควรจะรู้สึก ไม่ได้มีประสบการณ์ใหม่ใดๆ ฉะนั้นคุณต้องไปรู้สึกถึงมันด้วยตัวเอง และควรมีประสบการณ์ร่วมกับทุกๆ อย่าง สิ่งที่น่าเบื่อมันก็ควรจะต้องน่าเบื่อ สิ่งที่ตื่นเต้นก็ควรจะต้องตื่นเต้น ทุกอย่างมันเป็นประสบการณ์ที่สำคัญกับชีวิตเรา

เวลาที่ผมไปเที่ยวน้ำตกไนแองการา ผมก็เลือกที่จะไม่ยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูป เพราะผมต้องการจะ “รู้สึก” กับสิ่งที่ผมต้องการ ผมไม่ได้ต้องการจะไป “จับ” ภาพ เพราะถ้ามัวแต่จะจับ …ผมก็จะไม่ได้อะไรเลย”

lekrit3

Cook Book “Just Smile and Don’t Talk” หนังสือเล่มล่าสุดของคุณที่เพิ่งวางแผง ตกลงมันเป็นตำราอาหารหรือหนังสือศิลปะกันแน่
(หัวเราะ) “ก็ทั้งสองอย่างนั่นแหละ หนังสือเล่มนี้ผมทำขึ้นเพื่อเป็นแคตตาล็อกของงานแสดงที่เยอรมัน เป็นงานที่มีไตเติ้ลว่า Just Smile and Don’t Talk เพราะส่วนมากเวลาศิลปินแสดงงานก็มักจะทำหนังสือออกมาคู่กันด้วย อันที่จริงแล้วผมไม่ได้ต้องการให้มันเป็นอะไรเลย ในขณะเดียวกันก็ต้องการให้มันเป็นทั้งสองอย่าง คือผมเป็นคนที่ไม่ชอบจับอะไรให้มันอยู่กับที่ หรือต้องกำหนดให้มัน “เป็น” อะไรขึ้นมาสักอย่างน่ะครับ”

“ประเด็นของเรื่อง “ผัดไทย” คนส่วนใหญ่จะพยายามจับมันให้เป็นอาหาร แต่ในขณะเดียวกันมันก็ไม่ใช่นะ …ก็เหมือนกับหนังสือเล่มนี้นี่แหละ มันกำลังสร้างคำถามให้กับตัวมันเองไง”

Artist Profile
ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช คือ ศิลปินไทยแนวคอนเซ็ปชวล (Conceptual) ที่สร้างชื่อเสียงได้ในเวทีระดับโลก เขาเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัล Hugo Boss Prize ของพิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮล์ม (Guggenheim Museum) เมื่อปี 2004 งานศิลปะของเขามักจะเกี่ยวข้องกับ “เวลา” ซึ่งเป็นการทำลายเส้นแบ่งระหว่างชีวิตและศิลปะ โดยเน้นกระบวนการให้คนดูมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่จัดขึ้น วงการศิลปะเรียกงานของเขาว่าเป็น “สุนทรียศาสตร์เกี่ยวเนื่อง” (Relational Aesthetics) ซึ่งเป็นลัทธิศิลปะแขนงใหม่ (The new “ism”) เช่นเดียวกับลัทธิศิลปะต่างๆ ที่มีมาก่อนหน้า เช่น ลัทธิอิมเพรสชั่นนิสม์ เอ็กเพรสชั่นนิสม์ ฯลฯ

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ฤกษ์ฤทธิ์เป็นอย่างมาก คือ การนำเอาลักษณะเฉพาะบางอย่างของไทยไปนำเสนอ เช่น งานแสดง “ผัดไทย” ในปี 2532 ที่เขาลงมือปรุงผัดไทยเองในแกลเลอรี่ศิลปะที่นิวยอร์ก แขกที่มาร่วมงานเปิดนิทรรศการครั้งนั้นไม่ได้เห็นศิลปะวัตถุใดๆ นอกจากได้ร่วมกินผัดไทย พูดคุย และพบปะสังสรรค์กับศิลปินและแขกคนอื่นๆ ที่มาร่วมงาน

ในปี 2535 เขาทำให้แกลเลอรี่ศิลปะกลายเป็นห้องอาหารไทยที่มีอาหารจำพวกแกงกะหรี่แจกฟรี ทุกวัน (ระหว่างที่แสดงงานนิทรรศการ) ต่อมาในปี 2536 ที่งานเวนิส เบียนนาเล่ (Biennale Venice) เขาได้แสดงงาน “Untitles 1271” โดยปรุงก๋วยเตี๋ยวเรือในเรือสเตนเลส หยอกล้อไปกับประวัติศาสตร์อิตาลี จีน และไทย สมัยที่มาร์โคโปโลซึ่งเป็นชาวเวนิสเดินทางไปประเทศจีนในปีค.ศ.1271 และนำเอาเส้นก๋วยเตี๋ยวกลับมาพัฒนาเป็นเส้นมักกะโรนีและสปาเก็ตตี้ในอิตาลี ขณะที่ไทยก็รับเอาวัฒนธรรมการกินก๋วยเตี๋ยวจากจีนมาดัดแปลงให้เป็นรสชาติแบบ ไทยๆ และขายกันในเรือ อันเป็นเรื่องราวที่โยงใยสายสัมพันธ์ระหว่างเมืองไทยและเวนิส ที่ต่างก็มีบ้านเมืองบนสองฝั่งคลองและมีผู้คนที่นิยมสัญจรไปมาด้วยเรือ

ปัจจุบันฤกษ์ฤทธิ์อาศัยอยู่กับครอบครัวที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมแมวอีก 5 หมาอีก 2 และยังคงปรุงอาหารอยู่เรื่อยๆ ควบคู่ไปกับการเดินทางไปมาเพื่อจัดแสดงงาน และสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย นิวยอร์กซิตี้ ตลอดจนเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

« Back to Result

  • Published Date: 2010-11-09
  • Resource: www.tcdcconnect.com