Articles

« Back to Result | List

โอทันโจบิ โอเมะเดโตะ Happy Birthday Doraemon

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

doraemon2

อั๊ง อัง อั่ง...ตดเตะโมะดาอิซุคิ โดราเอโมอึง... ถ้าลองร้องเพลงนี้ออกมาดังๆ ในที่สาธารณะ ผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้จักดี... ใช่แล้วครับ มันคือเพลงประกอบการ์ตูนเรื่อง “โดราเอมอน” สุดยอดอภิมหาอมตะการ์ตูนที่ครองใจเด็กๆ และผู้ใหญ่ทั่วโลกมาเกือบครึ่งศตวรรษ

เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมานี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของเจ้าหุ่นยนต์แมวสีฟ้าจากอนาคตตัวนี้ (โดราเอมอนเกิดวันที่ 3 กันยายน ค.ศ.2112 แต่การ์ตูนเรื่องโดราเอมอนถูกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีค.ศ.1970 เลยมีอายุครบ 40 ปีพอดีในปีนี้) ผมจึงขอใช้โอกาสนี้อวยพรให้เจ้าแมวหูด้วนตัวนี้มีความสุขมากๆ อย่าเพิ่งแปลกใจครับว่าทำไมผมถึงจริงจังกับวันเกิดของโดราเอมอนขนาดนี้ เพราะหากลองพินิจพิเคราะห์ที่มาที่ไปของการ์ตูนเรื่องนี้แล้ว คุณจะพบว่ามันมีความน่าสนใจไม่น้อย 

เรื่องความนิยมถล่มทลายของโดราเอมอนเราคงรู้ๆ กันอยู่แล้ว ถึงวันนี้มันมียอดพิมพ์จำหน่ายมากกว่า 750 ล้านเล่มในญี่ปุ่น ได้รับการแปลและตีพิมพ์เป็นภาษาต่างประเทศกว่า 9 ภาษา (ในเวียตนามถึงขั้นมีการจัดตั้งมูลนิธิโดราเอมอน) มีการผลิตสินค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโดราเอมอนมากมาย นับตั้งแต่ของพรีเมี่ยมไปจนถึงรถไฟและหุ่นยนต์ “My โดราเอมอน” ท้ายสุดความดังของมันยังให้กำเนิดคำถามยอดฮิตอย่าง “ถ้าให้เลือกของวิเศษจากกระเป๋าโดราเอมอนได้อย่างหนึ่ง คุณจะเลือกอะไร?” ตัวอย่างเหล่านี้คงพอเป็นเครื่องยืนยันได้แล้วว่า “โดราเอมอน” นั่งอยู่ในใจคนทุกรุ่นไม่เสื่อมคลาย

เป็นที่ทราบกันดีว่า โดราเอมอน คือ หุ่นยนต์แมวที่ถูกส่งมาจากโลกอนาคตเพื่อช่วยเหลือ “โนบีตะ” เด็กประถมจอมขี้เกียจและขี้แย เรื่องราวทุกตอนของโดราเอมอนมักจะมีโครงเรื่องหลักเกี่ยวกับการใช้ “ของวิเศษ” จากโลกอนาคต เพื่อช่วยเหลือโนบีตะที่เดือดร้อนได้สารพัดเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนอนตื่นสาย สอบตก ลืมทำการบ้าน ถูก “ไจแอนท์” แกล้ง อยากอวดเท่กับ “ชิซูกะ” อยากได้ของเล่นทัดเทียมกับ “ซูเนโอะ” หรือมีความประพฤติบางอย่างที่ทำให้แม่โกรธ ฯลฯ ซึ่งแม้การช่วยเหลือจากโดเรมอนนั้นจะสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะลงเอยด้วยการทำให้สถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายลง และทำให้โนบีตะ (รวมทั้งผู้ชม) ได้เรียนรู้ว่า “การเดินทางสู่ความสำเร็จบนโลกนี้...ไม่มีทางลัด”

doraemon3

ถูกที่ ถูกเวลา ถูกจังหวะ = ถูกใจ
โดราเอมอนถือกำเนิดขึ้นในยุคหลังประเทศญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ราวสามสิบปี ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจของญี่ปุ่นเติบโตอย่างมากด้วยปัจจัยหลายประการ อาทิเช่น การแทรกแซงจากรัฐบาล มีอัตราการออมและการลงทุนสูง ประชากรขยันทำงาน และมีแรงงานคุณภาพ ฯลฯ ในยุคหลังสงครามนี้คนญี่ปุ่นทำงานเฉลี่ยถึงวันละ 14 ชั่วโมง (มีหลายรายที่ถึงขั้นเสียชีวิตคาเครื่องจักร!) ทำให้ประเทศมีจีดีพีเฉลี่ยสูงถึง 9.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปีค.ศ.1965 และถีบขึ้นไปถึง 1.065 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปีค.ศ.1980 เลยทีเดียว ซึ่งในยุค 50s ตอนปลายจนถึงยุค 60s นั้น เศรษฐกิจของญี่ปุ่นขยายตัวชนิดเร็วสุดขีด รัฐบาลได้ลงทุนพัฒนาระบบโครงสร้างภายในประเทศ (infrastructure) นับร้อยโครงการเพื่อผลักดันประเทศไปสู่อนาคต ไม่ว่าจะเป็นรถไฟความเร็วสูง ระบบรถไฟใต้ดิน ซูเปอร์ไฮเวย์ สนามบินนานาชาติหลายแห่ง ท่าเรือน้ำลึก เขื่อน ฯลฯ มันคือยุคแห่งค่านิยมในการ “ทำงานหนัก” ของคนญี่ปุ่น ซึ่งเด็กๆ ที่เติบโตขึ้นในสิ่งแวดล้อมแบบนี้ มักถูกเลี้ยงดูบน ความคาดหวังจากพ่อแม่

หากเรายอมรับความจริงกันได้ เราก็จะพบว่า แท้จริงแล้วความอ่อนแอทางกายและใจ ความขี้ขลาด ขี้แพ้ ไม่ฉลาด ไร้ความสามารถ หน้าตาไม่ดี ขาดความยอมรับนับถือในตนเอง ฯลฯ ใช่จะเป็นแค่บุคลิกของ “โนบีตะ” คนเดียวเท่านั้น ผมเชื่อว่า มันเป็นความรู้สึกที่แอบซ่อนอยู่ในใจของใครอีกหลายๆ คนบนโลก (ไม่ขณะใดก็ขณะหนึ่ง) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่มีการแข่งขันสูง และมีชีวิตที่ใช้ตัวเลข (จีดีพี, เงินเดือน, เกรด ฯลฯ) เป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จ (อย่างสังคมญี่ปุ่น) ฉะนั้น การที่มนุษย์เราเรียกร้องหาใครสักคนที่จะอยู่เคียงข้าง คอยให้ความช่วยเหลือ และปลอบโยนโดยไม่มีเงื่อนไขนั้น ก็คงจะเป็นคุณลักษณะที่แอบแฝงอยู่ในใจของพวกเรามาทุกยุคทุกสมัย

ด้วยเหตุนี้เองกระมัง ที่ทำให้เรื่องราวของ “โนบีตะ” และ “โดราเอมอน” สามารถเข้าไปอยู่ในใจของผู้คนได้อย่างรวดเร็ว

doraemon1

ไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ... จะมีก็แต่ความหวัง
ในปัจจุบัน ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมากของคนในสังคมตะวันตก และค่านิยมใหม่ๆ อย่างเช่น เฟมินิสซึ่ม และการอยู่กับความจริง ทำให้แฟรี่เทลส์แนว Cinderella ค่อยๆ เสื่อมความนิยมลง (และกลายเป็นเพียงแค่แฟนตาซีในอดีต) แต่สำหรับโดราเอมอนแล้ว “ของวิเศษ” จากกระเป๋าสี่มิตินั้น ดูจะไม่ใช่เรื่องแฟนตาซีเกินไปนัก เพราะมันคือนวัตกรรมที่ (ดูจะ) เกิดขึ้นได้จริงจากฝีมือของ “มนุษย์” ในอนาคต (ตัวโดราเอมอนเองก็ถูกส่งมาจากอนาคตโดยหลานของโนบีตะ) แนวคิดการสร้างความเชื่อมั่นใน “คุณค่า” และ “ความสามารถ” ของมนุษย์ รวมถึง “การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” ระหว่างมนุษย์นั้น ดูจะเป็น “ความหวังเดียวกัน” (The same hope) ของคนในทุกยุคทุกสมัย

นอกจากนั้นแล้ว โครงเรื่องที่แบ่งเป็นตอนสั้นๆ และตอนพิเศษ ยังให้อิสระแก่การสร้างสรรค์เนื้อหาของเรื่อง ช่วยให้เสพง่าย บันเทิงไว เหมาะสมกับการบริโภคของคนในยุคปัจจุบัน นี่เองครับคือสาเหตุที่ทำให้เรื่องราวของ “โดราเอมอน” ไม่เคยตายไปจากสังคมไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเพียงใด (เราจะเห็นว่าของวิเศษบางอย่างในกระเป๋าโดราเอมอนได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นและใช้ได้จริงแล้วในเชิงพาณิชย์ อาทิเช่น ค็อปเตอร์ไม้ไผ่ เป็นต้น)

การเดินทางตลอดสี่ทศวรรษของเจ้าแมวเหมียวโดราเอมอนนี้ ทำให้ผมได้เรียนรู้ความจริงข้อหนึ่งครับ นั่นก็คือ “จินตนาการ ความฝัน และความหวังจากคนใกล้ตัว เป็นสิ่ง ‘ขายได้’ เสมอจริงๆ”

…แฮปปี้เบิร์ดเดย์ โดราเอมอนซัง !

ข้อมูลจาก:
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%99
http://en.wikipedia.org/wiki/Japanese_post-war_economic_miracle

Photo Credits:
http://img17.imageshack.us/i/doraemon711p305small.jpg/ http://gotoknow.org/file/roong18/doraemon.jpg http://www.mono2u.com/fileupload/images/Doraemon/Doraemon8.jpg http://gotoknow.org/file/paopao/Doraemon-024.jpg http://www.whitemedia.org/wma/images/stories/teamwork/berm/Doraemon-0.jpg



Tags: cartoon, Japan

« Back to Result

  • Published Date: 2010-10-22
  • Resource: www.tcdcconnect.com