Creative Knowledge

« Back to Result | List

วัฒนธรรมสร้างสรรค์เมือง ฉบับ “ถ้ารักต้องบอก”

เรื่อง: พลอย มัลลิกะมาส

chaimai_phakee1

สำหรับฉันการเดินทางเพื่อไปให้ "ถึง" สถานที่บางแห่งนั้น แฝงไว้ด้วยนัยสำคัญแห่งการ “ค้นหาบางสิ่งบางอย่าง” ที่แตกต่างไปจากการเดินทางท่องเที่ยวทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าในสถานที่นั้นๆ มีเจ้าบ้านที่ยินดีเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนด้วยไมตรีจิต… หลายปีติดต่อกันมานี้มีหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มหนึ่งชื่อว่า "ไม่รักไม่บอก" ที่ทำให้ฉันเฝ้าคิดถึง "เมืองเชียงใหม่" และใฝ่ฝันอยากให้ฤดูหนาวเดินทางมาถึงเร็วขึ้นกว่าเดิม

หนังสือเล่มเล็กบางเบาหากแต่ทรงอานุภาพเล่มนี้เป็นหนังสือเฉพาะกิจรายปี ที่รวบรวมแผนที่ร้านอาหารในสไตล์ “ซอกแซกนอกกระแส” จากทั่วทั้งตัวเมืองเชียงใหม่ (ชนิดไม่มีเส้น ไม่เล่นพวก) โดยมีกำหนดวางแผงแบบ “เฉพาะที่” ในช่วงเดือนธันวาคมของทุกปี (แปลว่าหาซื้อได้เฉพาะในร้านค้าบางร้านที่ต้องการร่วมสร้างสรรค์วัฒนธรรมเมืองเท่านั้น)

สำหรับฉันแล้ว ความน่าสนใจของหนังสือ “ไม่รักไม่บอก” ไม่ได้อยู่ที่เรื่องของความอร่อยที่คน “รู้จริง” ช่วยกันสรรหามาบอกต่อเท่านั้น หากแต่อยู่ที่ “เรื่องราวแวดล้อม” ที่คนทำหนังสือตั้งใจสอดแทรกไว้ภายในเล่ม อันได้แก่ เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมท้องถิ่น ฯลฯ เรื่องราวเหล่านี้นั้นถูกผสมผสานไว้กับความอร่อยได้อย่างแนบเนียน งดงาม และน่าอ่านที่สุด

"ไม่รักไม่บอก" เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2548 ในช่วงเวลาที่เมืองเชียงใหม่กำลังอยู่ภายใต้ “แผนพัฒนาเมือง” มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท (ขณะนั้นรัฐบาลมีนโยบายเมกกะโปรเจ็คท์ที่จะพัฒนาเมืองเชียงใหม่ให้เป็น “เชียงใหม่เวิลด์”) เช่น โครงการรถไฟฟ้ารางเดี่ยว, โครงการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี, โครงการพืชสวนโลก, โครงการอควาเรี่ยม – ธีมปาร์ค – สวนสนุก, โครงการถนนวงแหวน, สปาหรูระดับเวิลด์คลาส, และกระเช้าลอยฟ้าเชื่อมต่อระหว่างสถานีไนท์ซาฟารี – อุทธยานช้าง – น้ำตกห้วยแก้ว – สวนสัตว์เชียงใหม่ – ธีมปาร์ค – สปา – พืชสวนโลก และไปจบที่ลานครูบาศรีวิชัย

แผนพัฒนา “เชียงใหม่เวิลด์” ในครั้งนั้น ก่อให้เกิดการรวมตัวของภาคประชาชน ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ นักวิชาการ นักคิด นักเขียน นักเรียน เยาวชน ข้าราชการ ครูโรงเรียนอนุบาล นักธุรกิจ นักพัฒนา ไปจนถึงพ่อค้าแม่ขาย กลุ่มคนเหล่านี้มีความห่วงใยต่อทิศทางการเติบโตของเมืองเชียงใหม่ (ว่าจะเป็นไปอย่างผิดทิศผิดทาง) จึงได้จัดตั้งหน่วยงานอิสระที่มีชื่อว่า ภาคีคนฮักเจียงใหม่ ขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2548 โดยในขณะนั้นมีพันธกิจหลักอยู่ที่การติดตาม “เมกกะโปรเจ็กท์” ดังกล่าว ซึ่งดำเนินการโดยขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อันส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม พร้อมกับเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดนโยบายการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ อันเปรียบได้กับ “บ้าน” ของพวกเขามากยิ่งขึ้น

“หน้าที่ของภาคีฯ เปรียบเสมือนกับหมาเฝ้าบ้าน (Watch Dog) คอยปกป้องดูแลในเรื่องของสิ่งแวดล้อม สอดแทรกด้วยเรื่องของศิลปวัฒนธรรมล้านนา และเรื่องของสังคมชุมชน นอกจากนี้ เรายังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลและประสานงานให้กับภาครัฐและชาวบ้านในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยยึดหลักสันติวิธีและเป็นกลางที่สุด พร้อมกันนั้นเราก็รณรงค์ให้คนเชียงใหม่และผู้ที่อยู่อาศัยในเมืองนี้ร่วมกันดูแลรักษาดอยสุเทพและแม่น้ำปิง เพราะ 2 สิ่งนี้คือ สายเลือดและจิตวิญญาณที่สำคัญที่สุดของชาวเชียงใหม่”

chaimai_phake2

“เมกกะโปรเจ็คท์ต่างๆ เหล่านี้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก จริงอยู่ว่า คนที่อยากไปเที่ยวไนท์ซาฟารี หรือมานั่งรถลอยฟ้ามันก็มี ไม่ใช่ไม่มี แต่นั่นก็เป็นเพียงคนกลุ่มหนึ่ง เพราะเราเชื่อว่า คนส่วนใหญ่ที่มาเชียงใหม่ เขาไม่ได้มาเพราะอยากดูไนท์ซาฟารี แต่มาเพราะเมืองนี้มันมีเรื่องราวของขนบธรรมเนียมประเพณี รากเหง้า วัฒนธรรมท้องถิ่น และอะไรที่มากไปกว่านั้น คุณเองคงไม่ได้มาเชียงใหม่เพราะอยากจะเที่ยวคลับ เที่ยวบาร์ หรือดิสนีย์แลนด์แน่ๆ…” ศาสตราจารย์เฉลิมพล แซมเพชร ประธานภาคีคนฮักเจียงใหม่ เล่าให้เราฟัง

แน่นอนว่า การทำหน้าที่เป็นสุนัขเฝ้าบ้านของภาคีคนฮักเจียงใหม่ (ที่คอย “เห่าคัดค้าน” เพื่อสิ่งที่ถูกต้อง) อาจไม่ถูกใจใครหลายๆ คน (โดยเฉพาะผู้ที่เสียผลประโยชน์) ในอดีตนั้น สมาชิกของภาคีฯ ต้องอดทนต่อคำกล่าวหา คำติฉินนินทา รวมทั้งต้องเผชิญกับความล้มเหลวมานับครั้งไม่ถ้วน แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ภาคีฯ ท้อแท้หรือถอดใจแต่อย่างใด หลายต่อหลายภารกิจในการเฝ้าระวังอาจไม่สามารถหยุดสิ่งที่เรียกว่า “การพัฒนาทางวัตถุ” ได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยการได้แสดงความคิดเห็นของภาคีฯ ก็ทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาเมืองต้องตระหนักอยู่เสมอว่า “มีประชาชนจับตาดูทิศทางการพัฒนาของพวกเขาอยู่เสมอๆ”

“ความโดดเด่นของภาคีฯ คือ เรารวมตัวกันอย่างเป็นอิสรภาพ เราไม่ขึ้นกับใคร และลอยตัวมาก ไม่มีเรื่องของผลประโยชน์ใดๆ มาแอบแฝง เราไม่ต้องเห็นแก่ใครหรืออะไรทั้งนั้น นอกจากเรื่องของความถูกต้อง ทุกคนทำงานด้วยใจ และพร้อมจะสู้ยิบตาเพื่อปกป้องเมืองเชียงใหม่ให้ถึงที่สุด” ลดาวดี วนวิทย์ คุณครูโรงเรียนอนุบาล หนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของภาคีคนฮักเจียงใหม่ ย้ำกับเราเช่นนั้น

หนังสือ “ไม่รักไม่บอก” คือ ผลงานที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดของภาคีคนฮักเจียงใหม่ ซึ่งตั้งใจหยิบยกประเด็นเรื่องการอนุรักษ์มานำเสนอภายใต้รูปแบบของการ์ตูนน่ารักๆ ผสมผสานไปกับลายแทงร้านอาหารในเมืองเชียงใหม่ได้อย่างชาญฉลาด เช่น การ์ตูนชุด “หมู่เฮาขอมีส่วนร่วมในการดูแลเมืองเชียงใหม่ด้วยได้มั้ย?” ในเล่มที่ 2 และ “รักอย่างมีสติ” ที่ต้องการให้คนเชียงใหม่อยู่เย็นเป็นสุข ในเล่มที่ 5

นอกจากนี้ยังมีผลงานอื่นๆ อีกที่นับเป็นความภาคภูมิใจของภาคีคนฮักเชียงใหม่ อาทิเช่น การมีส่วนร่วมอนุรักษ์ถนนสายประวัติศาสตร์ที่บริเวณหน้าวัดเกตุการาม (ให้รอดพ้นจากการทุบทำลายตามนโยบายขยายพื้นที่ถนน) และการจัดทำแผนที่และขึ้นทะเบียนต้นไม้ใหญ่ (ที่ต่อยอดมาจากโครงการป่าเมืองและการสำรวจต้นไม้ในเชียงใหม่) เป็นต้น

…เมืองศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่างรองจากกรุงเทพฯ
…เมืองศูนย์กลางทางการค้าของภาคเหนือ
…เมืองแห่งความก้าวหน้าทางสถาปัตยกรรมสมัยใหม่
…เมืองแห่งการท่องเที่ยว
…เมืองแห่งวิถีชีวิตสีเขียว
…เมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมล้านนา
…เมืองที่เปรียบเสมือน “บ้าน” อันสงบ อบอุ่น ปลอดภัย
…ฯลฯ

ลองถามใจคุณดูสักหน่อยไหมว่า คุณอยากเห็นเชียงใหม่เป็นเมืองแบบไหนกันแน่ ?


« Back to Result

  • Published Date: 2010-10-19
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป