Articles

« Back to Result | List

จาก Self-Centered สู่ User-Centered : ปรัชญาการออกแบบเพื่อคุณภาพชีวิตของคนไทย “ทุกคน”

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

user-centered1

หากท่านเป็นแฟนประจำของ TCDCCONNECT คงพอจะจำได้ว่าเราเคยนำเสนอบทความเรื่อง “การออกแบบที่เข้าใจผู้ใช้อย่างลึกซึ้ง” ไปแล้วครั้งหนึ่ง ไอเดียหลักของบทความนั้นอยู่ที่การทำความเข้าใจ “ผู้ใช้” (หรือ User) ให้ถ่องแท้ โดยนักออกแบบต้องวิเคราะห์ “ความจำเป็น” หรือ “ความต้องการ” ที่แท้จริงของตัวผู้ใช้ผลิตภัณฑ์เสียก่อน (ทั้งในเชิงจิตวิทยาและเชิงพฤติกรรม) แล้วจึงค่อยเริ่มต้นออกแบบบนโจทย์ของความต้องการนั้นๆ

วันนี้ TCDCCONNECT ขอนำเสนอเรื่องราวบนแนวคิดดังกล่าวกันอีกครั้ง แต่มีโจทย์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามา นั่นก็คือ “ต้องเข้าถึงผู้ใช้ทุกกลุ่มในสังคม” ด้วย

Self-Centered VS User-Centered
เห็นด้วยกับผมไหมครับว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกส่วนใหญ่มักมาจากการ “ยึดตัวเองเป็นที่ตั้ง” (ก็ถ้าทุกคนต่างแสดงจุดยืนของตนว่า “ก็ฉันพอใจแบบนี้โลกมันจะสงบสุขได้อย่างไร) กับงานออกแบบก็เช่นกัน ถ้าเป้าหมายสูงสุดของการออกแบบคือ “การแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน” คุณสมบัติที่จำเป็นที่สุดอย่างแรกในตัวนักออกแบบก็คือ การถอดถอนความ “ตัวฉัน” ออกไปให้หมด แล้วติดตั้งแนวคิดทางการออกแบบที่ “คำนึงถึงผู้ใช้เป็นหลัก” (User-Centered) ลงไปแทน

แนวคิดพื้นฐานดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการออกแบบ “พื้นที่สาธารณะ” อันเป็นพื้นที่ที่ประกอบไปด้วยคนที่มีความต้องการหลากหลาย (จากเงื่อนไขการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน) ซึ่งคนกลุ่มหนึ่งที่นักออกแบบมักไม่ทันนึกถึง ก็คือ คนพิการ

user-centered2

มูลนิธิพัฒนาคนพิการไทย ได้รวบรวมตัวอย่างพื้นที่สาธารณะที่พลุกพล่านที่สุดในกรุงเทพฯ 13 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งแสดงให้เห็นถึงการออกแบบที่ไม่ได้นึกถึงผู้ใช้ที่เป็นคนพิการเลย ได้แก่
1. ถ.สีลม มีขอบฟุตบาทสูง ไม่สะดวกต่อการใช้รถเข็นวีลแชร์ และแม้ในบริเวณทางข้ามจะมีทางลาดเอียงแล้ว แต่เกาะกลางถนนก็ยังไม่เอื้อต่อการใช้วีลแชร์อยู่ดี นอกจากนั้นการมีตลาดกลางคืนบนทางเท้าก็ส่งผลให้คนพิการไม่สามารถใช้วีลแชร์บนทางเท้าได้ ปัญหาที่เกิดขึ้นคือเมื่อคนพิการต้องลงมาใช้วีลแชร์บนพื้นถนน พวกเขาก็ต้องเสี่ยงกับการถูกรถชน (โดยเฉพาะในยามค่ำคืน)
2. ถ.รามอินทรา ทางข้ามยังมีสะพานลอยเป็นเพียงทางเลือกเดียว คนพิการที่ต้องการข้ามถนนจึงต้องใช้บริการรถแท็กซี่ (เพื่อกลับรถ) นอกจากนั้น พื้นฟุตบาทยังพังเสียหายเพราะมอเตอร์ไซค์รับจ้างใช้ทางลาดสำหรับคนพิการเพื่อขึ้นมาวิ่งย้อนศร
3. สยามสแควร์ พื้นที่ที่เหลือบนทางเท้าไม่เพียงพอสำหรับการใช้วีลแชร์ และไม่สะดวกต่อการเดินสัญจรของคนตาบอด ผู้ที่มีรถเข็นเด็ก หรือผู้ที่ต้องลากกระเป๋าสัมภาระขนาดใหญ่
4. ห้างสยามเซ็นเตอร์ ทางลาดที่สร้างเพิ่มภายหลังมีความลาดชันเกินไป ตู้โทรศัพท์สาธารณะมีฐานปูนสูงกั้น ทำให้คนที่นั่งวีลแชร์ไม่สามารถเข้าไปใช้โทรศัพท์ได้
5. ถ.รามคำแหง ฟุตบาทมีความต่างระดับ ฐานปูนโครงสร้างสะพานลอยและบันไดเข้าห้างไม่มีทางลาด
6. ห้องน้ำสาธารณะอนุสาวรีย์ชัย โถส้วมยังเป็นแบบนั่งยองๆ ดังนั้น คนพิการ หรือผู้ที่หัวเข่าเสื่อม หรือผู้หญิงที่ใส่ส้นสูงและกระโปรงแคบ-ยาว จะไม่สามารถใช้งานได้สะดวก
7. ย่านปทุมวัน ฟุตบาทไม่อยู่ในสภาพที่รองรับการใช้วีลแชร์หรือไม้เท้าช่วยเดินสำหรับคนตาบอด
8. ย่านสัมพันธวงศ์ แม้จะมีการปูผิวทางเท้าใหม่ให้เรียบและสวยงามมากขึ้น รวมทั้งมีทางลาดและปุ่มเตือน แต่คนทั่วไปกลับใช้ทางเท้านี้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว อาทิ ขึ้นมาจอดรถยนต์และรถส่งของ เป็นต้น
9. ย่านบางรัก เช่นเดียวกับย่านสัมพันธวงศ์
10. ท่าน้ำราชวงศ์ ไม่มีการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะเพื่อคนพิการ
11. ถ.เยาวราช ไม่มีทางข้ามถนนที่ปลอดภัย
12. ถ.เพชรบุรี บนทางเท้ามีเสากั้นเนื่องจากมอเตอร์ไซค์รับจ้างขึ้นมาใช้ทางเท้ากันมาก จึงทำให้ไม่มีที่กว้างพอสำหรับให้วีลแชร์ผ่านได้
13. ห้างเซ็นทรัล คนธรรมดาชอบมาจอดรถในที่สำหรับคนพิการ

หากจะมองกันลึกๆ แล้ว ปัญหาส่วนใหญ่ข้างต้นไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนนักออกแบบที่มีความรู้ความสามารถเลย แต่เกิดจากการขาดความตระหนักถึงสิทธิพื้นฐานของคนพิการ (และคนทุกกลุ่ม) ที่ใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกับเรา ฉะนั้นในฐานะ “นักออกแบบ” หลายคนอาจคุ้นชินกับการทำงานเชิงพาณิชย์ (ซึ่งมีการแยกย่อยกลุ่มผู้บริโภคแบบเฉพาะเจาะจง) มันจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องล้างสมองเสียใหม่ ก่อนที่จะรับงานออกแบบประเภท “เพื่อมวลชน” หรือ “เพื่อสาธารณะชน” นั่นเพราะว่ามวลชนหรือสาธารณชนนั้น หมายรวมถึง ทุกเซ็กเมนต์ทางการตลาด ที่ทั้งแตกต่าง...หลากหลาย...แต่รวมเป็นหนึ่งเดียว

user-centered3

ออกแบบอย่างไร แก้ไขความไม่เท่าเทียม
เราลองมาทำความเข้าใจกันในเบื้องต้นว่า สังคมที่เท่าเทียมยิ่งขึ้นนั้น ต้องการนักออกแบบที่ “ประมวลความคิดอย่างไร”
1. คิดแบบ user-centered ซึ่งหมายถึง การคิดถึงความต้องการของผู้ใช้พื้นที่สาธารณะทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ที่ไม่รู้หนังสือ คนต่างชาติ ฯลฯ
2. วิเคราะห์พฤติกรรมของคนแต่ละกลุ่มอย่างละเอียด (เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนการออกแบบ) ซึ่งการวิเคราะห์พฤติกรรมอย่างละเอียดมีขั้นตอนดังนี้
2.1 สังเกตพฤติกรรมการใช้ชีวิตของกลุ่มเป้าหมายเพื่อเก็บข้อมูลด้านพฤติกรรม
2.2 สัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายเชิงลึกเพื่อนำข้อมูลมาช่วยในการออกแบบ
2.3 ขอให้กลุ่มเป้าหมายสาธิตพฤติกรรมการใช้พื้นที่สาธารณะหรือสิ่งอำนวยความสะดวกให้ดู
2.4 นำข้อมูลดังกล่าวมาจัดประเภท วิเคราะห์ เพื่อใช้ในการออกแบบและแก้ไขปัญหาต่อไป

จำไว้ให้ดีนะครับ เพื่อจะสร้างสรรค์สิ่งใดให้ถูกใจคนหมู่มาก และเพื่อทำให้ความหลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เราจำเป็นต้องลบ “ความเป็นตัวเอง” ออกให้หมด (หยุดคิดจากมุมของตัวเอง ทั้งในเรื่องเพศ อายุ เงื่อนไขทางกายภาพ รสนิยม ภาษา ชาติพันธุ์ ฯลฯ) แล้วหันมาคำนึงถึง “คนทุกกลุ่ม” ด้วยแนวคิดแบบ Universal Design หรือ Inclusive Design แทน ส่วนในด้านการบริโภคนั้น ใครที่มีทัศนคติมักง่าย (นึกถึงแต่ “เรา” ไม่นึกถึง “เขา”) ก็ควรจะถูกประณามหยามเหยียดจากคนรอบข้างครับ แม้จะยังไม่มีกฎหมายที่เคร่งครัดชัดเจน แต่ผมว่า “กฎหมู่” มันก็เวิร์คได้เหมือนกันนะ ลองถ้าคนไทยเรียกร้องขอความเป็นธรรม “ให้แก่กันและกัน” เชื่อว่าปัญหาหลายๆ ข้อข้างต้น มันแก้ไขได้ไม่ยากเลยครับ

ที่มาและเครดิตภาพ:
http://www.tddf.or.th/tddf/topong/images/post-topong-2010-06-17-551.doc

« Back to Result

  • Published Date: 2010-10-11
  • Resource: www.tcdcconnect.com