Articles

« Back to Result | List

“ชานสว่าง - สถานเด็กเล่น” จุดแสงสว่างกลางชุมชนคลองเตย ด้วยสถาปัตยกรรมแบบมีส่วนร่วม

เรื่อง : อาศิรา พนาราม

“สถาปัตยกรรมเพื่อชุมชน” ไม่ใช่แค่การไปปลูกบ้านหรือสร้างอาคารให้แบบสงเคราะห์ แต่ต้องเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในชุมชน และสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้เกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้งานของ “สถาปนิกชุมชน” จึงต้องเน้นหนักที่ “กระบวนการ” เพื่อสร้าง “การมีส่วนร่วม” ของชุมชนให้มากที่สุด

คุณกษมา แย้มตรี สถาปนิกชุมชน จากกลุ่ม Openspace กล่าวว่าการทำงานของเธอเน้นหนักที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตภายในชุมชน ผ่านการดึงคนในชุมชนนั้นๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้าง รักษา และทำให้สิ่งดีๆ ให้งอกเงยขึ้นจากสิ่งก่อสร้าง งานของคุณกษมาคือการประสานความร่วมมือจากหลายฝ่าย ดึงผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยของตัวเอง ฯลฯ โดยหนึ่งในโครงการที่คุณกษมาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่ก็คือ Chan – Sawang / Klongtoey Community Lantern หรือ ชานสว่าง - สถานเด็กเล่น ที่เป็นเหมือนแสงสว่างกลางชุมชนคลองเตย ซึ่งคุณกษมาทำร่วมกับ TYIN Tegnestue Architects จากประเทศนอร์เวย์ ภายใต้การสนับสนุนของสปอนเซอร์หลายแหล่ง

ชุมชนคลองเตย หรือที่คุ้นหูกว่าในชื่อ “สลัมคลองเตย” น่าจะเป็นชุมชนแออัดที่ขึ้นชื่อที่สุดในเรื่องปริมาณคน และค่อนข้างมีความรุนแรงแฝงอยู่จากปัญหายาเสพติด

เข้าถึงชุมชนเริ่มต้นที่เด็กๆ
คนในชุมชนแออัดไม่ค่อยใส่ใจพื้นที่รอบนอก นอกเหนือจากบ้านของตัวเอง ฉะนั้น เมื่อคุณกษมาและทีมงานมีไอเดียที่จะปรับปรุงพื้นที่สาธารณะในบริเวณนี้ พวกเธอจึงหันหน้าไปเริ่มที่เด็กๆ เริ่มต้นจากการสำรวจดูว่าบริเวณโดยรอบพื้นที่อยู่อาศัยนั้นมีอะไรอยู่บ้าง และพื้นที่ที่เด็กๆ ใช้เล่นกันมันเป็นอย่างไร (แน่นอนว่ามันไม่ใช่สนามเด็กเล่น แต่เป็นที่ที่เด็กๆ ใช้จินตนาการเพื่อเล่นกับสิ่งที่มีอยู่) พวกเธอพบว่าในช่วงที่มีฝนตกน้ำขัง แอ่งน้ำก็จะกลายเป็นเหมือนสระน้ำ โซฟาเก่าๆ ที่ถูกทิ้งไว้ก็กลายที่นั่งเล่น การที่ผู้ใหญ่ในชุมชนไม่ใส่ใจกับพื้นที่นอกบ้าน ส่งผลให้ที่ว่างมีแต่ขยะเกลื่อนไปหมด ซึ่งด้วยเหตุนี้เด็กๆ ในชุมชนก็ต้องเล่นอยู่ท่ามกลางขยะอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คุณกษมาและทีมงานตัดสินใจทำเวิร์คชอปกับเด็กๆ ทั้งชายและหญิง (เพราะผู้ใหญ่ไม่ให้ความสนใจกับการพัฒนาพื้นที่สาธารณะ) โดยตั้งคำถามกับพวกเขาว่า เขาเล่นกันอย่างไรที่นี่ เล่นอะไรกันในบ้าน ฯลฯ เพื่อให้ได้รู้ถึงสิ่งที่เป็นอยู่และสิ่งที่พวกเขาต้องการ พร้อมทั้งมองหาว่าที่ว่างตรงไหนเหมาะสมจะเริ่มต้นทำโครงการมากที่สุด

คำตอบที่มีนัยสำคัญที่สุดได้มาจากเหล่าเด็กชาย พวกเขาพูดถึงพื้นที่ว่างเล็กๆ มุมหนึ่งซึ่งถูกใช้เป็นสนามฟุตบอลสมมติของพวกเขา ที่ตรงนั้นเป็นที่ที่เด็กๆ ชอบมาคุยกัน เล่นกัน ฯลฯ คุณกษมาและทีมงานจึงปักหมุดเริ่มต้นโครงการกับพื้นที่ว่างตรงนั้น

เมื่อการมีส่วนร่วมคือศูนย์กลางของการออกแบบ
ในเวิร์คชอป เด็กๆ ต่างโยนไอเดียกันอย่างอิสระถึงสิ่งที่เขาอยากได้ในพื้นที่เล่นนี้ บ้างก็อยากได้ประตูฟุตบอล บ้างก็อยากให้มีต้นไม้เยอะๆ อยากให้มีแสงแดดส่องถึงมากกว่านี้ (เพราะพื้นที่ตรงนั้นค่อนข้างอับแสง) เด็กหญิงก็อยากมีที่ให้นั่งเล่น นั่งดูพวกเด็กผู้ชายเล่นบอลกัน อยากมีโคมไฟ ฯลฯ

สำหรับโครงการนี้ ก่อนจะเริ่มต้นออกแบบทีมงานใช้เวลาสร้างความคุ้นเคยและเก็บข้อมูลในชุมชนนานถึง 10 เดือน พวกเขาจำเป็นต้องระบุชัดว่าชุมชนนี้ต้องการ “สถาปัตยกรรม” และ “กระบวนการก่อสร้าง” แบบไหน และจะพาให้เด็กๆ มาร่วมสร้างโมเดลด้วยกันได้อย่างไร (เพื่อทำให้สถาปนิกเห็นภาพความคิดของเด็กๆ ชัดขึ้น) อย่างไรก็ดี แม้มาถึงขั้นนี้พวกผู้ใหญ่ในชุมชนก็ยังไม่สนใจเข้าร่วมเวิร์คชอป แต่ฝ่ายคุณกษมาเองต้องการให้กลุ่มผู้ใหญ่ได้มีส่วนร่วมด้วย (เพราะอยากพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง) เธอจึงตัดสินใจขอให้เด็กๆ ทำตัวเป็นสื่อกลาง และนำโมเดลที่ทำขึ้นไปให้พ่อแม่ดูที่บ้าน จนกระทั่งในที่สุดทีมงานก็สามารถเรียกความสนใจจากกลุ่มผู้ใหญ่ได้

พวกพ่อแม่เริ่มออกความเห็นให้กับโมเดลของลูกๆ เช่น เมื่อเห็นแบบโมเดลที่เป็นช่องเป็นรูก็เสนอแนะว่าไม่น่าจะเหมาะกับชุมชน เพราะในที่สุดก็จะกลายเป็นถังขยะ หรือในบางบริเวณก็ไม่ควรเป็นพื้นที่ปิดเกินไป เผื่อเด็กๆ เข้าไปแล้วผู้ใหญ่มองไม่เห็น จะทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง ฯลฯ ซึ่งก็ถือเป็นมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อโครงการมาก

จากแนวคิดความต้องการหลายต่อหลายข้อของคนในชุมชน ทีมสถาปนิกเริ่มมองหาว่าอะไรคือสิ่งที่จะเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่จริงมากที่สุด โดยตอนแรกพวกเขาทดลองสร้างโมเดล (ขนาดจริง) คร่าวๆ และขอให้เด็กในชุมชนเข้าไปเล่นเพื่อจะสังเกตว่าเด็กๆ มีพฤติกรรมกับโครงสร้างนี้อย่างไร ที่นั่งควรจะสูงแค่ไหน เด็กเล็กนั่งอย่างไรจึงจะสบาย ฯลฯ

จากตอนแรกที่ทีมสถาปนิกออกแบบโครงสร้างไว้เป็นอาคารชั้นเดียว จึงมีการเพิ่มสเต็ปขึ้นอีกเป็นชั้นๆ ตามพฤติกรรมของผู้ใช้ในชุมชน ในขั้นตอนนี้พวกผู้ใหญ่ในชุมชนเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ทีมงานขอให้พวกเขาช่วยกันคิดและเลือกวัสดุที่อยากจะใช้ โดยระบุว่าต้องเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น เช่น แผ่นไม้เก่าและเหล็กดัด เป็นต้น

กระบวนการก่อสร้างครั้งนี้ดำเนินไปอย่างที่ “สถาปัตยกรรมเพื่อชุมชน” ควรจะเป็น นั่นคือมันมีพลังดึงดูดผู้คนโดยรอบให้เข้ามาร่วมแรงร่วมใจกันอย่างแท้จริง หลายๆ คนที่เคยเฝ้าดูอยู่รอบนอก พอถึงจุดหนึ่งก็อาสาเข้าช่วย บางคนนำแผ่นไม้มาให้ถึงที่พร้อมอธิบายว่าอาคารหลังนี้เป็นแบบเปิดโล่ง เขากลัวว่าเด็กๆ ที่ขึ้นไปเล่นจะตกลงมา เลยอยากให้เพิ่มแผ่นไม้กันตกเข้าไปอีก ฯลฯ ซึ่งนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทีมออกแบบตัดสินใจเพิ่มระแนงไม้กันตกเข้าไปในโครงสร้างด้วย

ข้อดีเมื่อมี “ความรู้สึกร่วม”
สังเกตว่าสิ่งก่อสร้างหลังนี้สามารถมีพัฒนาการเพิ่มเติมในรายละเอียดจากความเห็นของผู้คนโดยรอบ ความรู้สึกตื่นเต้นและเป็นเจ้าของของคนในชุมชนนี้ยังนำไปสู่โครงการเล็กๆ ที่เกิดตามมาอีก ยกตัวอย่างเช่น เด็กหญิงคนหนึ่งเสนอแนะว่า เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวค่อนข้างมืด ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าไฟก็กลัวที่นี่จะมืดเกินไป ดังนั้นจึงน่าจะเริ่มเก็บเงินคนที่เข้ามาเล่นในพื้นที่คนละ 5 บาท เพื่อนำมาเป็นค่าไฟด้วย ความคิดนี้ถูกส่งต่อไปยังผู้ใหญ่ในชุมชน จนในที่สุดก็มีการติดต่อเจรจากับ “การไฟฟ้าเพื่อสาธารณูปโภค” ให้ดำเนินการจ่ายไฟมายังบริเวณดังกล่าว (ในฐานะที่เป็นพื้นที่สาธารณะส่วนรวมของชุมชน) เป็นต้น

แม้จะไม่ได้เป็นสถาปัตยกรรมที่เลิศหรูอลังการ แต่ทุกวันนี้ “ชานสว่าง” ก็กลายเป็นทั้งลานเล่นของเด็กๆ และชานเรือนของผู้ใหญ่ในชุมชนคลองเตย มันถือเป็นพื้นที่ศูนย์กลางที่ชุมชนนี้ได้ “ร่วมกันสร้าง ร่วมกันใช้ และร่วมกันบำรุงรักษาให้คงอยู่ต่อไปตราบนานเท่านาน สิ่งนี้เองคือข้อพิสูจน์ว่าสถาปัตยกรรมนั้นสามารถสร้างอิทธิพลและความเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตในชุมชนได้อย่างแท้จริง

เครดิตภาพ : กษมา แย้มตรี และ TYIN


« Back to Result

  • Published Date: 2012-09-18
  • Resource: www.tcdcconnect.com