Articles

« Back to Result | List

“กินเท่าที่เห็น เป็นอย่างที่กิน” (You are what you eat, You eat what you see!)

เรื่อง ชัชรพล เพ็ญโฉม

เรื่อง ชัชรพล เพ็ญโฉม
“You are what you eat” หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “คุณกินอะไรเข้าไป คุณก็เป็นอย่างนั้น”
อาจเป็นสำนวนที่เราคุ้นหูกันมาช้านาน แต่นับจากนี้ต่อไปเราคงต้องเพิ่มประโยคที่ว่า “You eat what you see!”
อันมีความหมายว่า “คุณ เห็น แค่ไหน คุณก็กินเข้าไปเท่าที่คุณเห็นนั่นแหละ!” พ่วงท้ายไว้อีกประโยคด้วย
เพราะหากลองสังเกตให้ดีเราจะพบว่าอาหารที่เคยเสิร์ฟในร้านอาหารนั้น (โดยเฉพาะร้านฟาสต์ฟู้ดสัญชาติอเมริกัน)
บัดนี้ต่างใจดีเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นจนลูกค้ากินอิ่มกันจุ (จนเป็นโรคหัว) ใจ
นี่ยังไม่นับรวมพวกขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลมที่วางขายกันในซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ตอนนี้ต่างก็มีขนาดเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
เรียกว่าโตไปพร้อมๆ กับคนกินโดยคนกินไม่รู้ตัว!
เป็นเวลาราวสองทศวรรษแล้วที่ “เทคนิคการออกแบบบรรจุภัณฑ์” ได้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธลับในการ
“แอบเพิ่มขนาดสินค้า” ของบรรดาบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายยี่ห้อ
ซึ่งขนาดของบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่ขึ้นทีละนิดนี้จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคน
“ทำให้คนเสพติดของไซส์ใหญ่”
และนำไปสู่นิสัยการรับประทานอาหารที่มากเกินความต้องการของร่างกายในท้ายที่สุด (นอกจากตัวบรรจุภัณฑ์แล้ว
“การออกแบบภาชนะ” ที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นก็ได้ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในทำนองเดียวกันด้วย)
มีผลการศึกษาตีพิมพ์ลงในวารสาร American Journal of Preventive Medicine (2006) ว่า ในช่วงทศวรรษที่ 90
จานขนาดมาตรฐานของสหรัฐอเมริกามีเส้นผ่าศูนย์กลางเพิ่มขึ้นจาก 10 นิ้ว เป็น 12 นิ้ว (รวมทั้งช้อน ส้อม
และถ้วยก็มีขนาดเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนด้วย) โดยผลลัพธ์ที่ตามมาจากการนี้ก็คือ
“ชาวอเมริกันรับประทานอาหารต่อมื้อในปริมาณที่มากขึ้น”
ในสหรัฐอเมริกาอีกเช่นกัน HYPERLINK "http://www.webofentertainment.com/2009/09/food-portion-size-20-
years-ago-vs-today.html" Webofentertainment ได้เปรียบเทียบปริมาณอาหารที่เสิร์ฟต่อคนของเมื่อ 20
ปีก่อนกับในปัจจุบัน พบว่าทั้งอาหารและเครื่องดื่มในปัจจุบันมีแคลอรี่เพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนถึงราว 2 เท่าตัว

food1

“You are what you eat” หรือแปลเป็นไทยง่ายๆ ว่า “คุณกินอะไรเข้าไป คุณก็เป็นอย่างนั้น” อาจเป็นสำนวนที่เราคุ้นหูกันมาช้านาน แต่นับจากนี้ต่อไปเราคงต้องเพิ่มประโยคที่ว่า “You eat what you see!” อันมีความหมายว่า “คุณ เห็น แค่ไหน คุณก็กินเข้าไปเท่าที่คุณเห็นนั่นแหละ!” พ่วงท้ายไว้อีกประโยคด้วย เพราะหากลองสังเกตให้ดีเราจะพบว่าอาหารที่เคยเสิร์ฟในร้านอาหารนั้น (โดยเฉพาะร้านฟาสต์ฟู้ดสัญชาติอเมริกัน) บัดนี้ต่างใจดีเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นจนลูกค้ากินอิ่มกันจุ (จนเป็นโรคหัว) ใจ นี่ยังไม่นับรวมพวกขนมขบเคี้ยวและน้ำอัดลมที่วางขายกันในซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ตอนนี้ต่างก็มีขนาดเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เรียกว่าโตไปพร้อมๆ กับคนกินโดยคนกินไม่รู้ตัว!

เป็นเวลาราวสองทศวรรษแล้วที่ “เทคนิคการออกแบบบรรจุภัณฑ์” ได้ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธลับในการ “แอบเพิ่มขนาดสินค้า” ของบรรดาบริษัทผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายยี่ห้อ ซึ่งขนาดของบรรจุภัณฑ์ที่ใหญ่ขึ้นทีละนิดนี้จะค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของคน “ทำให้คนเสพติดของไซส์ใหญ่” และนำไปสู่นิสัยการรับประทานอาหารที่มากเกินความต้องการของร่างกายในท้ายที่สุด (นอกจากตัวบรรจุภัณฑ์แล้ว “การออกแบบภาชนะ” ที่มีขนาดใหญ่เกินความจำเป็นก็ได้ถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในทำนองเดียวกันด้วย)

มีผลการศึกษาตีพิมพ์ลงในวารสาร American Journal of Preventive Medicine (2006) ว่า ในช่วงทศวรรษที่ 90 จานขนาดมาตรฐานของสหรัฐอเมริกามีเส้นผ่าศูนย์กลางเพิ่มขึ้นจาก 10 นิ้ว เป็น 12 นิ้ว (รวมทั้งช้อน ส้อม และถ้วยก็มีขนาดเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนด้วย) โดยผลลัพธ์ที่ตามมาจากการนี้ก็คือ “ชาวอเมริกันรับประทานอาหารต่อมื้อในปริมาณที่มากขึ้น”

ในสหรัฐอเมริกาอีกเช่นกัน Webofentertainment ได้เปรียบเทียบปริมาณอาหารที่เสิร์ฟต่อคนของเมื่อ 20 ปีก่อนกับในปัจจุบัน พบว่าทั้งอาหารและเครื่องดื่มในปัจจุบันมีแคลอรี่เพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อนถึงราว 2 เท่าตัว

ประเภทของอาหาร/เครื่องดื่ม ปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับเมื่อ 20 ปีก่อน ปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับในปัจจุบัน
พิซซ่า 2 ชิ้น 500 แคลอรี่ 850 แคลอรี่

กาแฟใส่นมและน้ำตาลขนาด 8 ออนซ์
เทียบกับสตาร์บัคส์แกรนเด คาเฟ่ ม็อคค่า
ใส่วิป นม 2% ขนาด 16 ออนซ์

45 แคลอรี่ 330 แคลอรี่
ป๊อปคอร์นหน้าโรงภาพยนตร์ 5 ถ้วย 270 แคลอรี่ 1 ถัง 630 แคลอรี่
เบเกิล เส้นผ่าศูนย์กลาง 3 นิ้ว 140 แคลอรี่ เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 นิ้ว 350 แคลอรี่
ชีสเบอร์เกอร์ 333 แคลอรี่ 590 แคลอรี่
โค้กขวดแก้วขนาด 8 ออนซ์
เทียบกับโค้กกระป๋อง 12 ออนซ์
และโค้กขวดเพ็ท 20 ออนซ์
97 แคลอรี่ 145 แคลอรี่ / 242 แคลอรี่

ในวารสารฉบับเดียวกันยังรายงานด้วยว่า การเพิ่มขนาด (upsize) ของอาหารและเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่องนี้ จะบิดเบือนการรับรู้ขนาดรับประทานที่เป็นปกติของผู้บริโภคได้ อีกทั้งยังจะสร้างนิสัยให้ผู้บริโภครับประทานเกินความจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ

food2

ระวังให้ดีก่อนตกเป็นเหยื่อโปรโมชั่น
กลยุทธ์การตลาดที่ให้ผู้ซื้อ “เพิ่มเงินเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ได้เครื่องดื่มที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเกือบเท่าตัว” ก็นับเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดเทรนด์การบริโภคเกินขนาด เห็นได้ชัดจากแก้วน้ำอัดลม “ขนาดซูเปอร์ไซส์” ตามร้านสะดวกซื้อ หรือคำถามจากพนักงานในร้านฟาสต์ฟู้ดที่ว่า “เพิ่ม 5 บาทรับแก้วใหญ่ไปเลยมั้ยคะ?” เหล่านี้เป็นต้น ฉะนั้น จากนี้ต่อไปเราคงต้องถามตัวเองกันดีๆ ก่อนว่า “มันคุ้มจริงหรือกับอาหารที่ได้รับเพิ่มขึ้น” ไม่ว่าจะเป็น “น้ำอัดลมซ่าส์สะใจขนาดใหม่ 1.25 ลิตร! (จากเดิม 1 ลิตร)” หรือ “เพิ่มความมันส์ในถุงฟรี 25% กับมันฝรั่งแท้ๆ!” หรือ “เพิ่ม 5 บาท รับเฟร้นช์ฟรายส์ทานเพิ่มมั้ยคะ?” เพราะโปรโมชั่นเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ส่งเสริมให้เราบริโภคเกินขนาด นำมาซึ่งพิษภัยและปัญหาด้านสุขภาพที่เราจะต้องไปเสียเงินรักษาในภายหลัง

food3

สำหรับในประเทศไทยแล้ว กระทรวงสาธารณสุขเพิ่งจะเผยผลสำรวจว่า ปัจจุบันประชากรไทย 1 ใน 4 คนเป็นโรคอ้วน และส่วนมากคนเหล่านี้อยู่ในกรุงเทพมหานครมากกว่าในชนบท ทั้งนี้ความอ้วนดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากการเลือกรับประทานโดยคำนึงถึงความอร่อยมากกว่าคุณค่าทางโภชนาการ ตัวเลขดังกล่าวทำให้ปัจจุบันมีจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นถึง 20 ล้านคน และทำให้เกิดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์สูงถึงปีละ 8,000 ล้านบาท (กระทรวงสาธารณสุขจึงต้องทำการรณรงค์ให้คนไทยที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานหันมาใช้ ยุทธศาสตร์ 3 อ. เพื่อการลดน้ำหนักใน “โครงการคนไทยไร้พุง”)

เฮ้อ! เห็นอย่างนี้แล้วผมคิดว่ากระทรวงสาธารณสุขน่าจะนำแนวคิด “การออกแบบการบริโภค” โดยคำนึงถึงสัดส่วนของบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมมาใช้เป็นกลยุทธ์อันดับต้นๆ สำหรับสังคมไทยด้วย อาจจะถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องตระหนักว่า “เราเห็นแค่ไหน เราก็กินเข้าไปเท่าที่เราเห็นนั่นแหละ!”

ข้อมูลจาก:
www.core77.com
www.voanews.com
www.smallplatemovement.org
http://old.consumerthai.org

Credit ภาพ:
www.webofentertainment.com
www.core77.com


« Back to Result

  • Published Date: 2010-02-25
  • Resource: www.tcdcconnect.com