Articles

« Back to Result | List

“ทำสวนทำไร่ในเมืองลอยน้ำ” วิถีมนุษย์ยุคน้ำท่วมโลก

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

คนยุคศตวรรษที่แล้ว คงไม่เคยคาดคิดว่าวันหนึ่งเรื่องราวของ “เรือโนอา” กับ “น้ำท่วมโลก” ตามพระคัมภีร์ไบเบิลจะเกิดขึ้นได้จริงๆ หรือแม้กระทั่งแค่ในทศวรรษก่อน ภาพยนตร์ที่เล่าถึงการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของ “ชีวิตบนโลกที่มีแต่น้ำ” อย่างเรื่องก็ดูจะเป็นเพียงจินตนาการที่ฮอลลีวู้ดสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

แต่นับตั้งแต่ที่มนุษย์เราก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา ดูเหมือนว่าปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นประเด็นร้อนที่คนทั้งโลกเริ่มตระหนักและพยายามหาวิธีชะลอผล อันเลวร้ายต่างๆ ให้เกิดช้าที่สุด ที่สำคัญหลายๆ ประเทศ (ที่ตกอยู่ในความเสี่ยงสูง) คงต้องหาทางหนีทีไล่กันแล้วว่า “จะอยู่กันอย่างไรในยุคน้ำท่วมโลก?”

เลียนแบบธรรมชาติเพื่อแก้ไขปัญหาธรรมชาติ
เพื่อที่จะตอบคำถามดังกล่าว “ดีไซน์” ได้ถูกนำมาใช้แก้ไขปัญหาอีกครั้ง ผ่านแนวคิดของ “การเลียนแบบธรรมชาติเพื่อแก้ไขปัญหาธรรมชาติ” เรากำลังจะพูดถึงโครงการแห่งอนาคตที่ชื่อ Lilypad City (เมืองลอยน้ำลิลี่แพด) ทีิ่เพิ่งคว้ารางวัลชนะเลิศด้านการออกแบบเมืองแห่งอนาคตมาได้สำเร็จ โครงการนี้เป็นผลงานของ Vincent Callebaut สถาปนิกชาวเบลเยี่ยม ซึ่งนำแรงบันดาลใจจากรูปทรงของใบบัวขนาดใหญ่ “อะมาโซเนีย วิคตอเรีย เรเจีย ลิลี่แพด” ที่มีลักษณะเป็นใบกว้างลอยอยู่เหนือน้ำ (ทำหน้าที่คอยรองรับน้ำฝนและฟอกน้ำให้สะอาด) มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบ ก็ไม่แน่ว่าคอนเซ็ปท์เมืองลอยน้ำอย่าง Lilypad City นี้ อาจจะเป็นทางออกในอนาคตสำหรับวิกฤตการณ์น้ำท่วมรุนแรงอันเกิดจากสภาวะโลกร้อนก็เป็นได้

ไอเดียของ Lilypad City นั้น ประกอบไปด้วยอาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย ร้านค้า และระบบขนส่งมวลชนที่สามารถรองรับประชากรได้ถึง 50,000 คน มีลักษณะเป็นเมืองซึ่งลอยตัวอยู่เหนือน้ำคล้ายเรือยักษ์ในทะเล (อาจลอยตัวอยู่บริเวณผิวดินเดิมที่ถูกน้ำท่วมมิดหรือลอยไปตามกระแสน้ำไหลของมหาสมุทรก็ได้) ตัวเมือง (หรือจะเรียกว่าเกาะดี?) สามารถเข้าออกได้ด้วยท่าเรือซึ่งมีอยู่ 3 ท่าและยังมีภูเขาอีก 3 ลูก เพื่อให้ผู้คนได้เพลิดเพลินกับการเปลี่ยนวิวทิวทัศน์ที่ไม่ซ้ำซากจำเจ สำหรับเรื่องการใช้พลังงานภายในเมืองนั้น Lilypad City จะใช้พลังงานจากธรรมชาติ อย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานความร้อน พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานคลื่น รวมทั้งยังมีโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวล (Biomass) เป็นองค์ประกอบสำคัญในเมืองด้วย พูดได้ว่า พลังงานที่ใช้รองรับความต้องการของประชากรห้าหมื่นคนใน Lilypad City จะเป็นพลังงานสะอาดที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกแม้แต่นิด ส่วนเรื่องการจัดการสิ่งปฏิกูล ขยะทั้งหมดภายในเมืองจะถูกนำไปผ่านกระบวนการรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และสุดท้ายเพื่อตอบสนองต่อแนวคิดการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ Lilypad City ยังได้รับการออกแบบให้ปกคลุมไปด้วยสีเขียวของต้นไม้ ตลอดจนสามารถพึ่งตนเองได้ในด้านการผลิตอาหาร (นั่นหมายถึงประชากรเมืองนี้สามารถทำการเกษตรภายในเมืองได้ด้วย)

เกษตรกรรมใหม่ภายใต้ข้อจำกัดทางธรรมชาติ
ไม่เพียงแต่ Lilypad City เท่านั้นที่คิดใช้ดีไซน์เข้าช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม แม้แต่ “ดูไบ” (เมืองที่ถูกครหาว่ามีโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ใยดีต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก) ก็กำลังเบนเข็มหันมาให้ความสนใจกับการออกแบบฟาร์มแนวตั้ง (Vertical Farming) เพื่อรอบรับวิถีแห่งโลกอนาคตเช่นกัน แต่ด้วยค่าที่ได้ชื่อว่าเป็น “ดินแดนเนรมิตแห่งนิทานอาหรับราตรี” ฟาร์มแนวตั้งของดูไบจึงต้องมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนใคร นั่นก็คือมันตั้งอยู่ในเรือนเพาะชำลอยฟ้าที่ใช้น้ำทะเลเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงชีวิตพืช(!)

ด้วยฝีมือการพัฒนาของ Studiomobile สถาปนิกชั้นแนวหน้าสัญชาติอิตาเลียน เรือนเพาะชำมหัศจรรย์นี้สามารถกลั่นน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดเพื่อจัดระบบชลประทานให้แก่พืชพันธุ์ต่างๆ ได้ โดยระบบดังกล่าวมีขั้นตอนคร่าวๆ 3 ขั้นดังต่อไปนี้
1. ขั้นแรก : ปรับอากาศภายในเรือนเพาะชำให้เย็นลง และเพิ่มความชื้นในอากาศด้วยการปล่อยน้ำทะเลผ่านเข้าเครื่องระเหยน้ำ (evaporator) ซึ่งเมื่ออากาศภายในเรือนเพาะชำมีความชื้นสูง พืชพันธุ์ก็จะต้องการน้ำน้อยลงโดยอัตโนมัติ

2. ขั้นที่สอง : ขณะที่อากาศไหลออกจากบริเวณที่มีการปลูกพืช มันก็จะไหลผ่านเครื่องระเหยน้ำตัวที่สองซึ่งจะมีน้ำทะเลไหลผ่านอยู่ด้วย ในขั้นตอนนี้อากาศที่มีความชื้นสูงจะรวมตัวกับอากาศร้อนแห้งที่ลอยตัวอยู่ ทำให้มวลอากาศมีความร้อนสูงขึ้นอีก

3. ขั้นสุดท้าย : อากาศที่มีความร้อนจะลอยตัวขึ้นด้านบนและไหลเข้าไปภายในปล่องของเรือนเพาะชำที่มีน้ำทะเลเย็นๆ หล่อไว้ และจะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำเมื่อสัมผัสกับหลอดพลาสติก ต่อจากนั้นเมื่อมีหยดน้ำ(จืด)เกาะอยู่บนพื้นผิวของหลอดพลาสติกมากๆ มันก็จะไหลมารวมกันและเคลื่อนลงสู่ถังเก็บน้ำจืดต่อไป เพียงแค่นี้เรือนเพาะชำก็สามารถมีน้ำจืดบริสุทธ์ไว้ใช้ในการเพาะปลูกได้แบบไม่มีวันหมดแล้ว

อย่างไรก็ดี แม้ว่าสวนแนวตั้งของดูไบอาจจะไม่ดูเป็นแนวตั้งเท่าไรนักเมื่อเทียบกับสวนแนวตั้งบนอาคารสูงของกรุงนิวยอร์ค หรือสวนบนหลังคา ซึ่งกำลังได้รับความนิยมในหลายๆ เมืองทั่วโลก (รวมทั้งในกรุงเทพฯ ด้วย) แต่การลงทุนวิจัยพัฒนาเกี่ยวกับ “การปลูกพืชภายใต้ข้อจำกัดทางธรรมชาติ” อย่างโครงการเรือนเพาะชำลอยฟ้านี้ ก็แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันยาวไกลของดูไบในการที่จะรับมือกับวิกฤตการณ์ด้านอาหารในอนาคต (ซึ่งกลุ่มประเทศอาหรับดูจะเป็นกลุ่มประเทศแรกๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติอาหารเนื่องจากต้องนำเข้าอาหารจากต่างประเทศเกือบ100%) รวมทั้งยังเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นของดูไบที่จะพึ่งพาวิถีเกษตรของตนเองในอนาคตด้วย

เห็นอย่างนี้แล้ว บางประเทศที่เคยได้ชื่อว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ก็น่าจะรีบศึกษาวิถีการทำฟาร์มสมัยใหม่อย่างของดูไบไว้บ้าง เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าเมื่อไรที่ธรรมชาติจะริบคืนความสบายอันนี้ไปจากเรา และถ้าในอนาคตผืนแผ่นดินอันเขียวชอุ่มของเราต้องถูกผืนน้ำกลืนกินไปจริงๆ พืชเศรษฐกิจของไทยอาจจะเหลือแค่เพียงผักบุ้งกับผักกระเฉดก็เป็นได้

เครดิตข้อมูล:
http://www.treehugger.com/files/2009/03/vertica-farm-dubai-seawater.php
http://fwmail.teenee.com/etc/22498.html
http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=8230
http://www.designboom.com/weblog/cat/9/view/5631/studiomobile-seawater-vertical-farm.html
http://bzupages.com/f46/dubai-lilypadfloating-city-2528/
http://www.treehugger.com/files/2009/03/vertica-farm-dubai-seawater.php
http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=8230%20%20
http://www.designboom.com/weblog/cat/9/view/5631/studiomobile-seawater-vertical-farm.html

« Back to Result

  • Published Date: 2010-02-17
  • Resource: www.tcdcconnect.com