Creative Knowledge

« Back to Result | List

ต่อลมหายใจโลกด้วยกำแพงพืขสีเขียว

เรื่อง : พลอย มัลลิกะมาส

เรื่อง : พลอย มัลลิกะมาส
“น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกซึ่งมีขนาดเท่ากับ ‘รัฐอลาสก้า’ ละลายหายไปภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี” -
นักธรณีฟิสิกส์จากสหรัฐอเมริกา
“ก้อนน้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้ขนาดมหึมา 2 ก้อนเกิดการแยกตัว ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลัน” - ทีมวิจัยจาก
British Antarctic Survey (BAS)
“ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของทวีปแอนตาร์กติกบางลงเร็วขึ้น 4 เท่าตัวในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา” -
ศูนย์ข้อมูลน้ำแข็งและหิมะแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา
ภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลก (ซึ่งในอดีตไม่เคยมีใครเห็นความสำคัญ)
ได้กลายมาเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกจับตามองและกล่าวถึงกันมากที่สุดในช่วงทศวรรษนี้
หลังจากที่บรรดานักวิทยาศาสตร์เริ่มทำนายกันว่า
“เมื่อสิ้นศตวรรษนี้ก้อนน้ำแข็งที่ขั้วโลกจะละลายหายไปหมดสิ้น…หายนะจะมาเยือนโลกในเวลารวดเร็วกว่า
ที่ทุกคนคาดการณ์ไว้”
หากถามว่า “ใครคือผู้ร้ายที่ทำให้น้ำแข็งละลาย?” เราก็คงต้องย้อนกลับไปถามว่า
“ก็ใครกันล่ะที่ทำให้โลกใบนี้ร้อนขึ้น?”
เมื่อน้ำท่วมฟ้า ปลากินดาว
ปริมาณก๊าซคาร์บอนที่เราปล่อยออกจากผืนโลกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก
เกิดความร้อนอบอ้าว และทำให้พื้นโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ที่สำคัญยังทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย “มาก” และ “เร็ว”
อย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งหากมนุษย์เรายังปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่นานเกินรอปรากฏการณ์
“น้ำท่วมฟ้า ปลากินดาว” และ “วันสิ้นโลก” ที่นอสตราดามุสได้เคยทำนายไว้ก็จะเดินทางมาถึง
อย่างไรก็ดี ขณะที่สัญญาณเตือนภัยของการทำลายธรรมชาติกำลังส่งเสียงดังขึ้นจากทั่วทุกมุมโลก
ก็มีผู้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า
“การเขยิบเข้าใกล้ชิดธรรมชาติและการเปิดใจทำความรู้จักกับนิเวศน์ของต้นไม้ภายใต้สถานการณ์ที่โลกกำลั
งร้อนฉ่านี่แหละอาจจะเป็นทางเลือกทางรอดของมนุษย์” โดยเจ้าของความคิดนี้มีนามว่า นายแพทริก บลังก์
(Patrick Blanc) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เจ้าของฉายา “พ่อมดวิเศษ”
ผู้เสกผนังสร้างกำแพงตึกทั่วโลกให้กลายเป็นสีเขียวมาแล้วนับไม่ถ้วน
แพทริกเป็นนักพฤกษศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องต้นไม้ในเขตร้อน เขาเกิดที่กรุงปารีสเมื่อปีค.ศ.1953
เป็นคนรักธรรมชาติและชอบปลาในเขตร้อนเป็นชีวิตจิตใจ
สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแพทริกมีโอกาสมาเที่ยวในแถบมาเลเซียและเมืองไทย
ทำให้ติดใจในวิถีของพืชพรรณเมืองร้อน เช่น พวกเฟิร์นและมอสที่ขึ้นปกคลุมหินสูงชัน
เมื่อกลับไปปารีสเขาจึงทดลองปลูกพืชเหล่านี้ในแนวตั้ง (เพื่อเลียนแบบทัศนียภาพที่เคยเห็น)
โดยได้ลองผิดลองถูกเรื่องการให้น้ำอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็สามารถปลูกกำแพงพืชสีเขียวได้เป็นผลสำเร็จ
นอกจากนั้นเขายังเคยเป็นหนึ่งในทีมนักวิจัยของศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ที่นำเอาเทคนิคสวนแนวตั้ง (Vertical
Garden) มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวให้เกิดขึ้นใหม่กลางใจเมือง
ผลงานของเขานับเป็นการสร้างทัศนียภาพใหม่ทางสถาปัตย์ที่แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
(แพทริกนำเรื่องของระบบนิเวศน์มาผสานเป็นหนึ่งเดียวกับการออกแบบสถาปัตยกรรม)
เนรมิตสวนแนวตั้งขนาดมหึมา
กำแพงสีเขียวแห่งแรกที่แพทริกทำขึ้นได้สำเร็จคือผลงานที่พิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ปารีส (ค.ศ.1988)
ตามมาด้วยผลงานที่ Trussardi Cafe บูติคคาเฟ่ระดับบนกลางกรุงมิลาน (อิตาลี)
ที่นี่แพทริกได้เนรมิตกำแพงมหัศจรรย์สีเขียวให้ปกคลุมขึ้นได้ทั้งภายนอกและภายในตัวร้าน
นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้สร้างกำแพงพืชแนวตั้งขนาด 800 ตารางเมตรที่พิพิธภัณฑ์ Quai du Branly (ปารีส)
โดยในครั้งนั้นแพทริกได้เลือกต้นไม้หลากสีสันและรูปทรงกว่า150 ชนิดมาวางเรียงสลับกันดูราวกับผ้าทอลายดอก
(ตามคอนเซ็ปท์ของพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งใจนำเอาความศิวิไลซ์และวัฒนธรรมของเอเชีย โอเชียเนีย แอฟริกา
และอเมริกาใต้ มาผสมรวมไว้ด้วยกัน)
และสุดท้ายที่ใกล้ตัวพวกเราที่สุดก็เห็นจะเป็นผลงานสวนแนวตั้งในศูนย์การค้าสยามพารากอนที่กรุงเทพมหานครนี่เ
อง
คนส่วนมากมักเรียกขานกำแพงต้นไม้ของนายแพทริก บลังก์ว่า “สวนแนวตั้ง” หรือ “Vertical Garden”
แต่สำหรับตัวแพทริกเองเขามีคำเฉพาะที่ใช้เรียกผลงานอันเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เหล่านี้ว่า “Vegetal Wall”
(Vegetal หมายถึงพืช) แต่ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าอะไรก็ตาม
ท่ามกลางสภาวะโลกร้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังรุมเร้าโลกสีครามอยู่ในขณะนี้
การนำต้นไม้ไปปลูกไว้ในที่ที่ไม่คาดคิด (ว่าจะปลูกต้นไม้ได้)
ก็คืออีกหนึ่งความพยายามในการที่จะนำพื้นที่สีเขียวกลับคืนมาสู่ชีวิตมนุษย์
และช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติให้ได้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น
ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่เพียงประเทศในแถบตะวันตกเท่านั้นที่กำลังบ้าเห่อไอเดียการสร้างสวนแนวตั้งนี้
แม้แต่กรุงเทพมหานครของเราก็ได้นำแนวคิดเดียวกันนี้มาปรับใช้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเขตใจกลางเมืองเช่นกัน
โดยงานนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับท่านอดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน
ที่ท่านได้นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้กับโครงการ Green Zone ตั้งแต่ปีพ.ศ.2550
ซึ่งเป็นโครงการนำร่องด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในย่านถนนสีลม สุขุมวิท สาทร พระราม 4 และวิทยุ
ทำให้พื้นที่ในบริเวณดังกล่าวเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นและมีบาทวิถีที่เป็นระเบียบมากขึ้นอย่างเช่นทุกวั

deluge

“น้ำแข็งบริเวณขั้วโลกซึ่งมีขนาดเท่ากับ ‘รัฐอลาสก้า’ ละลายหายไปภายในเวลาไม่ถึง 1 ปี” -นักธรณีฟิสิกส์จากสหรัฐอเมริกา

“ก้อนน้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้ขนาดมหึมา 2 ก้อนเกิดการแยกตัว ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลัน” - ทีมวิจัยจาก British Antarctic Survey (BAS)

“ธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดของทวีปแอนตาร์กติกบางลงเร็วขึ้น 4 เท่าตัวในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปีที่ผ่านมา” - ศูนย์ข้อมูลน้ำแข็งและหิมะแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา

ภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลก (ซึ่งในอดีตไม่เคยมีใครเห็นความสำคัญ) ได้กลายมาเป็นสิ่งที่ผู้คนทั่วโลกจับตามองและกล่าวถึงกันมากที่สุดในช่วงทศวรรษนี้ หลังจากที่บรรดานักวิทยาศาสตร์เริ่มทำนายกันว่า “เมื่อสิ้นศตวรรษนี้ก้อนน้ำแข็งที่ขั้วโลกจะละลายหายไปหมดสิ้น…หายนะจะมาเยือนโลกในเวลารวดเร็วกว่าที่ทุกคนคาดการณ์ไว้”

หากถามว่า “ใครคือผู้ร้ายที่ทำให้น้ำแข็งละลาย?” เราก็คงต้องย้อนกลับไปถามว่า “ก็ใครกันล่ะที่ทำให้โลกใบนี้ร้อนขึ้น?” 

เมื่อน้ำท่วมฟ้า ปลากินดาว
ปริมาณก๊าซคาร์บอนที่เราปล่อยออกจากผืนโลกเข้าสู่ชั้นบรรยากาศก่อให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก เกิดความร้อนอบอ้าว และทำให้พื้นโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น ที่สำคัญยังทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลาย “มาก” และ “เร็ว” อย่างไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งหากมนุษย์เรายังปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่นานเกินรอปรากฏการณ์ “น้ำท่วมฟ้า ปลากินดาว” และ “วันสิ้นโลก” ที่นอสตราดามุสได้เคยทำนายไว้ก็จะเดินทางมาถึง

อย่างไรก็ดี ขณะที่สัญญาณเตือนภัยของการทำลายธรรมชาติกำลังส่งเสียงดังขึ้นจากทั่วทุกมุมโลก ก็มีผู้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจไว้ว่า “การเขยิบเข้าใกล้ชิดธรรมชาติและการเปิดใจทำความรู้จักกับนิเวศน์ของต้นไม้ภายใต้สถานการณ์ที่โลกกำลังร้อนฉ่านี่แหละอาจจะเป็นทางเลือกทางรอดของมนุษย์” โดยเจ้าของความคิดนี้มีนามว่า นายแพทริก บลังก์ (Patrick Blanc) นักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เจ้าของฉายา “พ่อมดวิเศษ” ผู้เสกผนังสร้างกำแพงตึกทั่วโลกให้กลายเป็นสีเขียวมาแล้วนับไม่ถ้วน

patrick blanc 2

แพทริกเป็นนักพฤกษศาสตร์ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องต้นไม้ในเขตร้อน เขาเกิดที่กรุงปารีสเมื่อปี ค.ศ.1953 เป็นคนรักธรรมชาติและชอบปลาในเขตร้อนเป็นชีวิตจิตใจ สมัยเรียนมหาวิทยาลัยแพทริกมีโอกาสมาเที่ยวในแถบมาเลเซียและเมืองไทย ทำให้ติดใจในวิถีของพืชพรรณเมืองร้อน เช่น พวกเฟิร์นและมอสที่ขึ้นปกคลุมหินสูงชัน เมื่อกลับไปปารีสเขาจึงทดลองปลูกพืชเหล่านี้ในแนวตั้ง (เพื่อเลียนแบบทัศนียภาพที่เคยเห็น) โดยได้ลองผิดลองถูกเรื่องการให้น้ำอยู่หลายครั้ง จนในที่สุดก็สามารถปลูกกำแพงพืชสีเขียวได้เป็นผลสำเร็จ นอกจากนั้นเขายังเคยเป็นหนึ่งในทีมนักวิจัยของศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งชาติ ที่นำเอาเทคนิคสวนแนวตั้ง (Vertical Garden) มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างพื้นที่สีเขียวให้เกิดขึ้นใหม่กลางใจเมือง ผลงานของเขานับเป็นการสร้างทัศนียภาพใหม่ทางสถาปัตย์ที่แตกต่างไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง (แพทริกนำเรื่องของระบบนิเวศน์มาผสานเป็นหนึ่งเดียวกับการออกแบบสถาปัตยกรรม)

เนรมิตสวนแนวตั้งขนาดมหึมา
กำแพงสีเขียวแห่งแรกที่แพทริกทำขึ้นได้สำเร็จคือผลงานที่พิพิธภัณฑ์อุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ปารีส (ค.ศ.1988) ตามมาด้วยผลงานที่ Trussardi Cafe บูติคคาเฟ่ระดับบนกลางกรุงมิลาน (อิตาลี) ที่นี่แพทริกได้เนรมิตกำแพงมหัศจรรย์สีเขียวให้ปกคลุมขึ้นได้ทั้งภายนอกและภายในตัวร้าน นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้สร้างกำแพงพืชแนวตั้งขนาด 800 ตารางเมตรที่พิพิธภัณฑ์ Quai du Branly (ปารีส) โดยในครั้งนั้นแพทริกได้เลือกต้นไม้หลากสีสันและรูปทรงกว่า150 ชนิดมาวางเรียงสลับกันดูราวกับผ้าทอลายดอก (ตามคอนเซ็ปท์ของพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งใจนำเอาความศิวิไลซ์และวัฒนธรรมของเอเชีย โอเชียเนีย แอฟริกา และอเมริกาใต้ มาผสมรวมไว้ด้วยกัน) และสุดท้ายที่ใกล้ตัวพวกเราที่สุดก็เห็นจะเป็นผลงานสวนแนวตั้งในศูนย์การค้าสยามพารากอนที่กรุงเทพมหานครนี่เอง

คนส่วนมากมักเรียกขานกำแพงต้นไม้ของนายแพทริก บลังก์ว่า “สวนแนวตั้ง” หรือ “Vertical Garden” แต่สำหรับตัวแพทริกเองเขามีคำเฉพาะที่ใช้เรียกผลงานอันเปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์เหล่านี้ว่า “Vegetal Wall” (Vegetal หมายถึงพืช) แต่ไม่ว่าเราจะเรียกมันว่าอะไรก็ตาม ท่ามกลางสภาวะโลกร้อนและปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังรุมเร้าโลกสีครามอยู่ในขณะนี้ การนำต้นไม้ไปปลูกไว้ในที่ที่ไม่คาดคิด (ว่าจะปลูกต้นไม้ได้) ก็คืออีกหนึ่งความพยายามในการที่จะนำพื้นที่สีเขียวกลับคืนมาสู่ชีวิตมนุษย์ และช่วยเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติให้ได้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

green earth 2

ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่เพียงประเทศในแถบตะวันตกเท่านั้นที่กำลังบ้าเห่อไอเดียการสร้างสวนแนวตั้งนี้ แม้แต่กรุงเทพมหานครของเราก็ได้นำแนวคิดเดียวกันนี้มาปรับใช้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับเขตใจกลางเมืองเช่นกัน โดยงานนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับท่านอดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ท่านได้นำแนวคิดดังกล่าวมาใช้กับโครงการ Green Zone ตั้งแต่ปีพ.ศ.2550 ซึ่งเป็นโครงการนำร่องด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในย่านถนนสีลม สุขุมวิท สาทร พระราม 4 และวิทยุ ทำให้พื้นที่ในบริเวณดังกล่าวเต็มไปด้วยต้นไม้ร่มรื่นและมีบาทวิถีที่เป็นระเบียบมากขึ้นอย่างเช่นทุกวันนี้

วิธีปลูก Vegetal Wall ในสไตล์แพทริก บลังก์
Q : กรรมวิธีในการสร้างสวนแนวตั้งขนาดใหญ่ยักษ์โดยไม่ใช้ดินเลยสักเม็ดนั้นต้องทำยังไง?
A : วิธีการที่นายแพทริกคิดค้นขึ้นก็คือ การนำผ้าสักหลาดชนิดหนึ่งมาซ้อนทับกันหลายๆ ชั้น จากนั้นก็ฝังรากต้นไม้ลงไปในผ้าสักหลาดเพื่อให้การเจริญเติบโตของพืชตั้งอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีไฮโดรโพนิกส์ (Hydroponics) ขั้นต่อมาก็ให้จัดระบบการให้น้ำที่มีสารละลายอาหารเจือจางผ่านลงไปในผ้าสักหลาด โดยผ้าสักหลาดเหล่านี้จะถูกกรองด้วยแผ่นพีวีซีบางๆ อีกชั้นหนึ่ง (ที่ด้านหลังทำเป็นกล่องเพื่อซ่อนระบบไฮโดรโพนิกส์และปกป้องโครงสร้างของกำแพงตึกจากรากพืช) ด้วยหลักการนี้สวนแนวตั้งของนายแพทริกจึงสามารถสร้างได้โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของขนาด ความกว้าง ความยาว หรือความหนา (เพราะผ้าสักหลาดสามารถปูได้ในทุกพื้นที่) นับเป็นอีกแนวคิดที่เยี่ยมยอดที่ทั้งสถาปนิกและนัก

อ้างอิง :
นิตยสาร Pen with New Attitude ฉบับ 7/15, 2009,
http://pingmag.jp/2006/12/08/vertical-garden-the-art-of-organic-architecture/


« Back to Result

  • Published Date: 2010-02-04
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป