Creative Knowledge

« Back to Result | List

GREENER ALL THE WAY : จากนโยบายสร้างผังเมืองใหม่ถึงความตั้งใจระดับประชาชน

เรื่อง : หทัยรัตน์ มณเฑียร

Dongtan1

เรื่อง : หทัยรัตน์ มณเฑียร
เมื่อคราวที่หลิวเสี่ยวตู นักวางผังเมืองจากแดนมังกรและเจ้าของบริษัท HYPERLINK
"http://www.urbanus.com.cn/projects.html" Urbanus Architecture and Design ที่กำลังมาแรงสุดๆ
ได้ให้เกียรติมาบรรยายในประเทศไทยตามคำเชิญของงานสถาปนิก’52 ดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับเขาหลังไมค์
โดยมีประเด็นที่น่าสนใจจากการสนทนาว่า “มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากที่กรุงเทพฯ
เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกขานว่าเวนิสตะวันออก ตอนนี้กลับมีแม่น้ำลำคลองหลายสายเป็นสีดำดูไม่ได้
ในขณะที่สถาปนิกถูกกดดันให้ทำงานกันสุดตัวเพื่อสร้างผังเมืองใหม่ให้ประชาชน”
จากวงสนทนาเล็กๆ ครั้งนั้นเราหาข้อสรุปกันได้ว่า อาจเป็นเพราะรัฐบาลเราไม่ได้ให้ความรู้กับประชาชนอย่างจริงจัง
คนกรุงเทพฯ ทุกวันนี้จึงใช้ชีวิตอยู่ทุกวี่วันแบบไร้คุณภาพและขาดความเข้าใจ
โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่อพยพมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาเป็นแรงงาน
(หรือแม้กระทั่งคนชั้นกลางเองก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีไปกว่ากันนัก) นี่ก็เพราะคนไทยเราไม่เคยถูกสอนให้เข้าใจถึง
“วิถีคนเมือง” อย่างแท้จริง
ฉันถามเขาว่า “การใช้ชีวิตแบบคนเมือง” ที่เขาพูดถึงนั้นหมายถึงอะไร หลิวเสี่ยวตูจึงยกตัวอย่างว่า
ทุกวันนี้คนส่วนมากยังทิ้งขยะกันสะเปะสะปะ ไม่ได้แยกขยะอย่างจริงจัง
แบตเตอรี่ที่เสื่อมแล้วก็ยังทิ้งรวมกับเศษอาหาร ยังมีคนเปิดไฟทิ้งไว้ และอื่นๆ
ทุกคนเห็นเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าจะใส่ใจ แต่จริงๆ
แล้วเรื่องเล็กน้อยนี่แหละพอมารวมกันแล้วกลับสร้างปัญหาใหญ่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“ในฐานะสถาปนิกและนักวางผังเมือง ผมเป็นเพียงฟันเฟืองตัวเล็กๆ ที่เข้ามาวางระบบสาธารณูปโภค
มาออกแบบระบบต่างๆ ที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงาน
แต่แท้ที่จริงแล้วมันก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะในเส้นทางการสร้างเมืองสีเขียว
จิตสำนึกและวินัยของผู้คนสำคัญที่สุด เราต้องมีสำนึกรับผิดชอบที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมครับ”
เรื่องเมืองสีเขียวอีกเรื่องที่น่าสนใจและเป็นความล้ำสมัยที่ทางรัฐบาลจีนกำลังเร่งมือทำให้ทันช่วงงาน World Expo
2010 ในปีนี้ด้วยก็คือ HYPERLINK
"http://www.worldarchitecturenews.com/index.php?fuseaction=wanappln.projectview&upload_id=2137"
Dongtan Eco-city โครงการยักษ์ใหญ่อันนี้เป็นผลงานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจีนกับ HYPERLINK
"http://www.arup.com/" ARUP บริษัทออกแบบและวิศวกรรมที่มีสาขาทั่วโลก โดยในงานสถาปนิก’52 ที่ผ่านมา
Nigel Austin ตัวแทนจาก ARUP India ได้มาเล่าถึงแนวคิดโครงการให้พวกเราฟังว่า
“มันเริ่มมาจากความตื่นตัวในเรื่องสิ่งแวดล้อม อย่างที่เรารู้กันว่าหลังจากสารคดีเรื่อง The Inconvenient
truth ได้ออกสู่สายตาชาวโลก ผู้คนในทุกสาขาอาชีพก็เริ่มคิดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น โครงการ
Dongtan eco- city นี้สามารถช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้มากกว่างานก่อสร้างธรรมดาทั่วไปถึง 60%
ใช้พลังงานน้อยกว่าปกติ 66% และ 40% ของพลังงานที่ใช้ก็มาจากพลังงานธรรมชาติด้วย”
หลายคนอาจสงสัยว่าเขาไปตัวเลขเหล่านี้มาจากไหน เหตุผลที่ Nigel Austin ให้กับพวกเราก็คือเมือง Dongtan Ecocity
นี้ถูกออกแบบให้สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าและพลังงานความร้อนขึ้นได้เอง
โดยอาคารและรถยนต์ในเมืองจะใช้พลังงานหมุนเวียนจากลม
(ผ่านทางแหล่งพลังงานที่เป็นกังหังลมขนาดใหญ่และกังหันลมขนาดเล็กในแต่ละตึก)
และจากแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย นอกจากนั้น เมืองๆ นี้จะมีทุกสิ่งทุกอย่างครบพร้อมในตัว
มีโรงเรียนและที่ทำงานที่อยู่ในรัศมีเดินได้ไม่เกิน 7 นาทีจากบริเวณที่อยู่อาศัย
มีระบบคมนาคมขนส่งที่หลากหลายและทั่วถึง ตั้งแต่จักรยาน รถประจำทางที่ใช้ก๊าซไฮโดรเจน
ไปจนถึงเรือแท็กซี่ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งทาง ARUB บอกว่าการย่นระยะเวลาเดินทางพวกนี้แหละ
จะช่วยลดมลภาวะจากก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ลงได้ถึง 400,000 ตันต่อปี
สรุปแล้วดิฉันคิดว่า Dongtan Eco-city เป็นแนวคิดการสร้างเมืองแบบใหม่ที่ท้าทายมาก
เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของทัศนียภาพที่สวยงามหรือการใส่ฟังก์ชั่นลงไปในพื้นที่ให้ครบเต็มเท่านั้น Dongtan Ecocity
กำลังพูดถึงการสร้างวิถีชีวิตใหม่ให้กับประชากรทั้งระบบ ลดความเป็นปัจเจกบุคคล
และสนับสนุนให้คนพึ่งพาระบบสาธารณะให้มากที่สุด
สำหรับคนไทยแถวๆ นี้ ถ้าเรายังนึกไม่ค่อยออกว่า “จะใช้ชีวิตเป็นพลเมืองสีเขียวที่รับผิดชอบมากขึ้นได้อย่างไร”
ดิฉันขอแนะนำให้คุณไปทำความรู้จักกับ ‘HYPERLINK "http://www.gndays.com" Green
Networking’กลุ่มคนรักชีวิตสีเขียวที่เขารวมตัวกันเพื่อสนับสนุนเผยแพร่แนวความคิดนี้ให้กับคนอื่นๆ ในกรุงเทพฯ
ปัจจุบัน Green Networking มี Denis Either เป็นแกนนำ
ทำหน้าที่รวบรวมผู้คนหัวใจสีเขียวให้มาพบปะแลกเปลี่ยนข้อคิดทางด้านสิ่งแวดล้อมกันเป็นประจำทุกเดือน
อย่างล่าสุดที่ดิฉันเคยไปเข้าร่วมเสวนาด้วยก็คือเรื่องคอนเซ็ปท์และความเป็นไปได้ที่เราจะสร้าง “พิพิธภัณฑ์สีเขียว”
หรือ “ศูนย์การศึกษาด้านชีวิตสีเขียวเพื่อคนเมือง” ในกรุงเทพฯ
ซึ่งในครั้งนั้นดิฉันได้พบกับผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพ มีทั้งสถาปนิกที่ได้รับ LEED Certification นักโยคะบำบัด
มัคคุเทศก์ ฯลฯ ที่ต่างก็มาร่วมระดมสมองและแชร์ประสบการณ์กันจากหลายๆ มุม
ไม่แน่หรอกนะ
ถ้าเราทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจและลงมือทำตัวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกันอย่างจริงจังแล้วล่ะก็
วันหนึ่งกรุงเทพฯ ของเราอาจจะได้ฉายา “เวนิสตะวันออก” กลับคืนมาอีกครั้งก็ได้
Website แนะนำ
HYPERLINK "http://www.thinkmtv.com" www.thinkmtv.com
HYPERLINK "http://www.ivillage.com/green" www.ivillage.com/green
HYPERLINK "http://www.wholefoodsmarket.com" www.wholefoodsmarket.com

เมื่อคราวที่หลิวเสี่ยวตู นักวางผังเมืองจากแดนมังกรและเจ้าของบริษัท Urbanus Architecture and Design ที่กำลังมาแรงสุดๆ ได้ให้เกียรติมาบรรยายในประเทศไทยตามคำเชิญของงานสถาปนิก’52 ดิฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับเขาหลังไมค์ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจจากการสนทนาว่า “มันเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจมากที่กรุงเทพฯ เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกขานว่าเวนิสตะวันออก ตอนนี้กลับมีแม่น้ำลำคลองหลายสายเป็นสีดำดูไม่ได้ ในขณะที่สถาปนิกถูกกดดันให้ทำงานกันสุดตัวเพื่อสร้างผังเมืองใหม่ให้ประชาชน”

จากวงสนทนาเล็กๆ ครั้งนั้นเราหาข้อสรุปกันได้ว่า อาจเป็นเพราะรัฐบาลเราไม่ได้ให้ความรู้กับประชาชนอย่างจริงจัง คนกรุงเทพฯ ทุกวันนี้จึงใช้ชีวิตอยู่ทุกวี่วันแบบไร้คุณภาพและขาดความเข้าใจ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่อพยพมาจากต่างจังหวัดเพื่อมาเป็นแรงงาน (หรือแม้กระทั่งคนชั้นกลางเองก็ไม่ได้มีชีวิตที่ดีไปกว่ากันนัก) นี่ก็เพราะคนไทยเราไม่เคยถูกสอนให้เข้าใจถึง “วิถีคนเมือง” อย่างแท้จริง

ฉันถามเขาว่า “การใช้ชีวิตแบบคนเมือง” ที่เขาพูดถึงนั้นหมายถึงอะไร หลิวเสี่ยวตูจึงยกตัวอย่างว่า ทุกวันนี้คนส่วนมากยังทิ้งขยะกันสะเปะสะปะ ไม่ได้แยกขยะอย่างจริงจัง แบตเตอรี่ที่เสื่อมแล้วก็ยังทิ้งรวมกับเศษอาหาร ยังมีคนเปิดไฟทิ้งไว้ และอื่นๆทุกคนเห็นเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าจะใส่ใจ แต่จริงๆ แล้วเรื่องเล็กน้อยนี่แหละพอมารวมกันแล้วกลับสร้างปัญหาใหญ่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“ในฐานะสถาปนิกและนักวางผังเมือง ผมเป็นเพียงฟันเฟืองตัวเล็กๆ ที่เข้ามาวางระบบสาธารณูปโภค มาออกแบบระบบต่างๆ ที่ช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงาน แต่แท้ที่จริงแล้วมันก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เพราะในเส้นทางการสร้างเมืองสีเขียว จิตสำนึกและวินัยของผู้คนสำคัญที่สุด เราต้องมีสำนึกรับผิดชอบที่จะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมครับ”

Dongtan2

เรื่องเมืองสีเขียวอีกเรื่องที่น่าสนใจและเป็นความล้ำสมัยที่ทางรัฐบาลจีนกำลังเร่งมือทำให้ทันช่วงงาน World Expo 2010 ในปีนี้ด้วยก็คือ Dongtan Eco-city โครงการยักษ์ใหญ่อันนี้เป็นผลงานความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจีนกับ ARUP บริษัทออกแบบและวิศวกรรมที่มีสาขาทั่วโลก โดยในงานสถาปนิก’52 ที่ผ่านมา Nigel Austin ตัวแทนจาก ARUP India ได้มาเล่าถึงแนวคิดโครงการให้พวกเราฟังว่า “มันเริ่มมาจากความตื่นตัวในเรื่องสิ่งแวดล้อม อย่างที่เรารู้กันว่าหลังจากสารคดีเรื่อง The Inconvenient truth ได้ออกสู่สายตาชาวโลก ผู้คนในทุกสาขาอาชีพก็เริ่มคิดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น โครงการ Dongtan eco- city นี้สามารถช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้มากกว่างานก่อสร้างธรรมดาทั่วไปถึง 60% ใช้พลังงานน้อยกว่าปกติ 66% และ 40% ของพลังงานที่ใช้ก็มาจากพลังงานธรรมชาติด้วย”

หลายคนอาจสงสัยว่าเขาไปตัวเลขเหล่านี้มาจากไหน เหตุผลที่ Nigel Austin ให้กับพวกเราก็คือเมือง Dongtan Ecocity นี้ถูกออกแบบให้สามารถสร้างพลังงานไฟฟ้าและพลังงานความร้อนขึ้นได้เอง โดยอาคารและรถยนต์ในเมืองจะใช้พลังงานหมุนเวียนจากลม (ผ่านทางแหล่งพลังงานที่เป็นกังหังลมขนาดใหญ่และกังหันลมขนาดเล็กในแต่ละตึก) และจากแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ด้วย นอกจากนั้น เมืองๆ นี้จะมีทุกสิ่งทุกอย่างครบพร้อมในตัว มีโรงเรียนและที่ทำงานที่อยู่ในรัศมีเดินได้ไม่เกิน 7 นาทีจากบริเวณที่อยู่อาศัย มีระบบคมนาคมขนส่งที่หลากหลายและทั่วถึง ตั้งแต่จักรยาน รถประจำทางที่ใช้ก๊าซไฮโดรเจน ไปจนถึงเรือแท็กซี่ที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งทาง ARUB บอกว่าการย่นระยะเวลาเดินทางพวกนี้แหละ จะช่วยลดมลภาวะจากก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์ลงได้ถึง 400,000 ตันต่อปี

Dongtan3

สรุปแล้วดิฉันคิดว่า Dongtan Eco-city เป็นแนวคิดการสร้างเมืองแบบใหม่ที่ท้าทายมาก เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของทัศนียภาพที่สวยงามหรือการใส่ฟังก์ชั่นลงไปในพื้นที่ให้ครบเต็มเท่านั้น Dongtan Ecocity กำลังพูดถึงการสร้างวิถีชีวิตใหม่ให้กับประชากรทั้งระบบ ลดความเป็นปัจเจกบุคคล และสนับสนุนให้คนพึ่งพาระบบสาธารณะให้มากที่สุด

สำหรับคนไทยแถวๆ นี้ ถ้าเรายังนึกไม่ค่อยออกว่า “จะใช้ชีวิตเป็นพลเมืองสีเขียวที่รับผิดชอบมากขึ้นได้อย่างไร” ดิฉันขอแนะนำให้คุณไปทำความรู้จักกับ ‘Green Networking’ กลุ่มคนรักชีวิตสีเขียวที่เขารวมตัวกันเพื่อสนับสนุนเผยแพร่แนวความคิดนี้ให้กับคนอื่นๆ ในกรุงเทพฯ ปัจจุบัน Green Networking มี Denis Either เป็นแกนนำ ทำหน้าที่รวบรวมผู้คนหัวใจสีเขียวให้มาพบปะแลกเปลี่ยนข้อคิดทางด้านสิ่งแวดล้อมกันเป็นประจำทุกเดือน อย่างล่าสุดที่ดิฉันเคยไปเข้าร่วมเสวนาด้วยก็คือเรื่องคอนเซ็ปท์และความเป็นไปได้ที่เราจะสร้าง “พิพิธภัณฑ์สีเขียว” หรือ “ศูนย์การศึกษาด้านชีวิตสีเขียวเพื่อคนเมือง” ในกรุงเทพฯ ซึ่งในครั้งนั้นดิฉันได้พบกับผู้คนจากหลากหลายสาขาอาชีพ มีทั้งสถาปนิกที่ได้รับ LEED Certification นักโยคะบำบัด มัคคุเทศก์ ฯลฯ ที่ต่างก็มาร่วมระดมสมองและแชร์ประสบการณ์กันจากหลายๆ มุม

ไม่แน่หรอกนะ ถ้าเราทุกคนได้ร่วมแรงร่วมใจและลงมือทำตัวเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกันอย่างจริงจังแล้วล่ะก็ วันหนึ่งกรุงเทพฯ ของเราอาจจะได้ฉายา “เวนิสตะวันออก” กลับคืนมาอีกครั้งก็ได้

Website แนะนำ 
www.thinkmtv.com

www.ivillage.com/green
www.wholefoodsmarket.com


« Back to Result

  • Published Date: 2010-01-28
  • Resource: www.tcdcconnect.com