Articles

« Back to Result | List

สร้างเมืองไร้มลพิษให้ใช้ชีวิตได้จริง : กรุงออสโลคว้าแชมป์เมืองหลวงสีเขียวอันดับหนึ่งของโลก

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

bkk_park

ถ้าพูดถึง ”เมืองหลวง” หลายคนคงนึกถึงภาพความวุ่นวายบนท้องถนนที่คราคร่ำไปด้วยยานพาหนะ
มลภาวะทางเสียง ทางอากาศ และทางน้ำ แต่สำหรับกรุงออสโล (Oslo)
เมืองหลวงแห่งดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืนแล้ว ภาพดังกล่าวกลับไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
ล่าสุดจากการจัดอันดับเมืองสีเขียว (Green City) โดย HYPERLINK "http://mek1966.googlepages.com/"
ศาสตราจารย์ Matthew E. Kahn อาจารย์ประจำสถาบันสิ่งแวดล้อม
ภาควิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
ปรากฏว่ากรุงออสโลสามารถคว้าตำแหน่งที่ 1 ด้านความเป็นเมืองที่มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมดีมาครองได้สำเร็จ
โดยผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา 5 ประการ ได้แก่ 1. สภาพการปนเปื้อนของอากาศ (PM10) 2.
ปริมาณการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดความร้อน (CO2) 3. ความกว้างใหญ่ของพื้นที่สาธารณะสีเขียว 4.
ปริมาณการใช้น้ำมันของรถยนต์ขนาดใหญ่ และ 5. ปริมาณการใช้ไฟฟ้า (3
ข้อแรกเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบในระดับภูมิภาค ส่วน 2 ข้อหลังเป็นปัจจัยที่ส่งผลในระดับโลก)
อยู่อย่างไรให้เมืองเขียว
กว่าที่ชาวออสโลจะได้เพลิดเพลินกับชีวิตดีๆ เช่นในปัจจุบัน คนรุ่นก่อนของเขาก็ต้องรับบทเรียนแสนสาหัสจาก
"ความมักง่าย" มาแล้วไม่น้อย เพราะนับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม โรงงานต่างๆ
ที่ตั้งอยู่ริมน้ำล้วนได้ปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำลำคลอง ทำให้น้ำมีคุณภาพต่ำลงเรื่อยๆ
และเมื่อน้ำเสียไหลไปรวมกันในบริเวณฟยอร์ดจึงทำให้เกิดมลพิษทางน้ำในบริเวณนั้นอย่างรุนแรง
(ประเทศนอรเวย์มีลักษณะภูมิประเทศแบบฟยอร์ด (Fjord) คือ มีชายฝั่งโค้งเว้าแหว่งจำนวนมาก)
เมืองออสโลตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงได้ก่อตั้ง “Urban Ecology Program” หรือ
“โครงการนิเวศวิทยาในเมือง” ขึ้น โดยมีหลักการขั้นพื้นฐานที่ว่า “จะรักษาสีเขียวของป่า (Green)
และสีฟ้าของน้ำ (Blue) ในฟยอร์ดเอาไว้" ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ แม่น้ำ Aker
(ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของฟยอร์ดโดยตรง)
ได้รับการบำบัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำอย่างจริงจังด้วยการสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย
ปัจจุบันนี้ชาวออสโลจึงสามารถนั่งชมปลาแซลมอนว่ายทวนน้ำกันได้อย่างสบายอารมณ์
ในส่วนของสภาพอากาศ กรุงออสโลได้ริเริ่มการเก็บภาษี “ค่าเดินทางในเมืองโดยรถยนต์” มาตั้งแต่ปีค.ศ.1990
ซึ่งมาตรการนี้สามารถลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลลงไปได้มาก
อีกทั้งเงินภาษีดังกล่าวยังถูกนำมาใช้พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะสำหรับคนเมือง อาทิ การสร้างรถไฟใต้ดิน
การเพิ่มเครือข่ายรถราง ฯลฯ
ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ช่วยฟื้นคืนพื้นที่สีเขียวให้กรุงออสโลได้ก็คือ แนวคิดเรื่อง
“สิทธิในการเพลิดเพลินกับธรรมชาติ” (หมายถึงปัจเจกชนไม่มีสิทธิเข้าครอบครองพื้นที่ในธรรมชาติ
แต่ให้ใช้ธรรมชาติเป็นสมบัติร่วมกัน และทุกคนต้องช่วยกันปกป้องสมบัติสาธารณะเหล่านี้ด้วย)
ปัจจุบันสวนในเขตพระราชวังต่างๆ ของนอร์เวย์ได้รับการพัฒนาให้เป็นสวนสาธารณะ
และอนุญาตให้ประชาชนเข้าไปทำกิจกรรมเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจได้ นอกจากนั้น พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ อย่างเช่น
ลานหน้า City Hall สุสานกิตติมศักดิ์ สวนในบริเวณพิพิธภัณฑ์ โบสถ์ แนวต้นไม้บนถนน สวนผักโรงเรียน
และเขตวัฒนธรรมต่างๆ ก็ได้ถูกทยอยปรับให้กลายเป็นสมบัติสาธารณะของชาติด้วย
ออสโล VS กรุงเทพฯ : ชื่นชมง่าย เลียนแบบยาก
หากพิจารณากันในบริบทของสังคมไทยแล้ว นโยบายต่างๆ
ที่กรุงออสโลใช้จัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของเขาอาจจะนำมาปรับใช้กับกรุงเทพฯ ได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ
1.การลดก๊าซ CO2 ด้วยการเก็บภาษีค่าเดินทางในเมืองด้วยรถยนต์ — คนกรุงเทพฯ
อาจไม่ยอมรับในจุดนี้เนื่องจากเรายังไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพและทั่วถึงพอ (เมื่อเทียบกับกรุงออสโล)
2.การให้คนหันมาใช้จักรยานแทนรถยนต์ — ข้อนี้คนกรุงเทพฯ คงสามารถทำได้ในวงแคบๆ เท่านั้น
เนื่องจากกรุงเทพฯ มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลถึง 1,568.737 ตร.กม. (กรุงออสโลมีพื้นที่แค่ 115 ตร.กม. เท่านั้น)
ทำให้ไม่สะดวกหากต้องเดินทางด้วยจักรยานในระยะไกล อีกทั้งสภาพภูมิอากาศของกรุงเทพฯ
ที่ร้อนจัดและฝนตกชุกก็ทำให้หลายคนถอดใจเรื่องการขี่จักรยานไปทำงานทุกวัน
ยังไม่นับข้อจำกัดเรื่องทางรถจักรยานที่อยู่ร่วมเลนเดียวกับรถเมล์และรถบรรทุก
หรือเรื่องการไม่มีที่จอดจักรยานสาธารณะ ฯลฯ
3.การควบคุมเรื่องการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ — ประเทศไทยมี HYPERLINK
"http://dds.bangkok.go.th/factory.htm" กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2522
เฉพาะในกรุงเทพฯ เรามีโรงควบคุมคุณภาพน้ำมากถึง 21 แห่ง และยังจะมีเพิ่มเติมอีก 3 แห่งในอนาคต ดังนั้น
ประเด็นจึงน่าจะอยู่ที่ความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายมากกว่า 4.การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ —
แม้ว่ากรุงเทพฯ จะมีสวนสาธารณะมากถึง 25 แห่ง
แต่เมื่อเทียบปริมาณพื้นที่สีเขียวต่อจำนวนประชากรแล้วก็ยังถือว่าไม่เพียงพอ รวมทั้งยังมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย
(ต่อชีวิตและทรัพย์สิน) ในบริเวณสวนที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดกว่าในปัจจุบัน
อยู่อย่างไทยให้เมืองเขียว
ในขณะที่ยุโรปเพิ่งจะมาส่งเสริมแนวคิด "การไม่มีสิทธิครอบครองพื้นที่ในธรรมชาติ"
ประเทศไทยเรากลับมีความเชื่อในทำนองนี้มานานนับแต่อดีตแล้ว เช่น ความเชื่อที่ว่า
“ป่าเป็นสมบัติของเจ้าป่าเจ้าเขา” “น้ำเป็นของพระแม่คงคา” “ดินเป็นของพระแม่ธรณี”
ซึ่งความเชื่อเช่นนี้ทำให้มนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ มีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
รวมทั้งมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า “มนุษย์ต้องพึ่งพาธรรมชาติจึงจะอยู่รอดได้” แต่เมื่อเวลาผ่านไป
เมื่อสังคมไทยพัฒนาเข้าสู่ยุคแห่งเทคโนโลยี แนวคิดเรื่องการ "อยู่ร่วมกับธรรมชาติ-เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ-
ต้องพึ่งพาธรรมชาติ" ก็เริ่มจางหายไปจากสังคม
ค่านิยมดั้งเดิมแบบชุมชนเกษตรกรรมถูกกระแสวัตถุนิยมอันบ้าคลั่งกลืนกินไปแทบหมดสิ้น
ซึ่งผลลัพธ์ที่ทันตาเห็นที่สุดก็คือ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา
"แผ่นดินไทยต้องรับมือกับปัญหาใหม่เรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่ยั่งยืน"
นั่นเองทำให้รูปแบบการพัฒนาเมืองในปัจจุบันหันเหไปสู่ทิศทางใหม่ รัฐบาลไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของ
"การออกแบบชีวิตเมืองอย่างสร้างสรรค์" ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตัวเมืองให้มีความน่าอยู่อาศัย
การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตและการทำงาน การพัฒนาความสะอาด ความปลอดภัย
การลดมลพิษ ฯลฯ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ในหลายๆ ส่วนก็คือการน้อมนำเอาหลักความเชื่อเดิม (ของไทย)
กลับมาปัดฝุ่นใช้อีกครั้งนั่นเอง (ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ การทำสวนในเมือง
การใช้ชีวิตแบบพอเพียง ฯลฯ)
อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาครัฐจะเริ่มวางนโยบายและกำหนดมาตรการต่างๆ ต่อปัญหาสภาพแวดล้อมในเมืองแล้ว
ประชาชนคนไทยเองก็ไม่ควรนิ่งเฉยรอให้รัฐทำงานแต่เพียงด้านเดียว
เพราะในเมื่อเราทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติแวดล้อม
ฉะนั้นพวกเราก็น่าจะมีสิทธิ์แต่งแต้มสีเขียวให้กับชีวิตของเราเองได้ ต่อไปนี้เป็นแนวทางการลดการใช้พลังงาน
10 ข้อ ที่ทางกรุงเทพมหานครแนะนำให้ประชาชนลองปฏิบัติด้วยตนเอง
1.เปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดไส้เป็นหลอดตะเกียบ 2.ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศา
3.ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่ไม่ใช้งาน 4.ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งานแล้ว 5.แยกและลดปริมาณขยะ
6.หันมาใช้ถุงผ้าในการจับจ่ายซื้อของแทนถุงพลาสติกหรือถุงกระดาษ 7.หลีกเลี่ยงการใช้รถยนต์ชนิดต่างๆ
และหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนแทน 8.ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นต้องใช้ 9.ปลูกต้นไม้ และ
10.หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศ
เชื่อแน่ว่าหากทุกคนร่วมมือกันอย่างจริงจัง ในอนาคตเราคงมีชื่อ "Bangkok" ติดอันดับ Green City
กับเขาบ้างเป็นแน่

ถ้าพูดถึง ”เมืองหลวง” หลายคนคงนึกถึงภาพความวุ่นวายบนท้องถนนที่คราคร่ำไปด้วยยานพาหนะ มลภาวะทางเสียง ทางอากาศ และทางน้ำ แต่สำหรับกรุงออสโล (Oslo) เมืองหลวงแห่งดินแดนพระอาทิตย์เที่ยงคืนแล้ว ภาพดังกล่าวกลับไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ล่าสุดจากการจัดอันดับเมืองสีเขียว (Green City) โดย ศาสตราจารย์ Matthew E. Kahn อาจารย์ประจำสถาบันสิ่งแวดล้อม ภาควิชาเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ปรากฏว่ากรุงออสโลสามารถคว้าตำแหน่งที่ 1 ด้านความเป็นเมืองที่มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมดีมาครองได้สำเร็จ โดยผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา 5 ประการ ได้แก่ 1. สภาพการปนเปื้อนของอากาศ (PM10) 2. ปริมาณการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดความร้อน (CO2) 3. ความกว้างใหญ่ของพื้นที่สาธารณะสีเขียว 4. ปริมาณการใช้น้ำมันของรถยนต์ขนาดใหญ่ และ 5. ปริมาณการใช้ไฟฟ้า (3 ข้อแรกเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบในระดับภูมิภาค ส่วน 2 ข้อหลังเป็นปัจจัยที่ส่งผลในระดับโลก)

oslo

อยู่อย่างไรให้เมืองเขียว
กว่าที่ชาวออสโลจะได้เพลิดเพลินกับชีวิตดีๆ เช่นในปัจจุบัน คนรุ่นก่อนของเขาก็ต้องรับบทเรียนแสนสาหัสจาก "ความมักง่าย" มาแล้วไม่น้อย เพราะนับตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม โรงงานต่างๆ ที่ตั้งอยู่ริมน้ำล้วนได้ปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำลำคลอง ทำให้น้ำมีคุณภาพต่ำลงเรื่อยๆ และเมื่อน้ำเสียไหลไปรวมกันในบริเวณฟยอร์ดจึงทำให้เกิดมลพิษทางน้ำในบริเวณนั้นอย่างรุนแรง (ประเทศนอรเวย์มีลักษณะภูมิประเทศแบบฟยอร์ด (Fjord) คือ มีชายฝั่งโค้งเว้าแหว่งจำนวนมาก)

เมืองออสโลตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดี จึงได้ก่อตั้ง “Urban Ecology Program” หรือ “โครงการนิเวศวิทยาในเมือง” ขึ้น โดยมีหลักการขั้นพื้นฐานที่ว่า "จะรักษาสีเขียวของป่า (Green) และสีฟ้าของน้ำ (Blue) ในฟยอร์ดเอาไว้" ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ แม่น้ำ Aker (ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ไหลผ่านเมืองไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้และส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมของฟยอร์ดโดยตรง) ได้รับการบำบัดและปรับปรุงคุณภาพน้ำอย่างจริงจังด้วยการสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย ปัจจุบันนี้ชาวออสโลจึงสามารถนั่งชมปลาแซลมอนว่ายทวนน้ำกันได้อย่างสบายอารมณ์

ในส่วนของสภาพอากาศ กรุงออสโลได้ริเริ่มการเก็บภาษี “ค่าเดินทางในเมืองโดยรถยนต์” มาตั้งแต่ปีค.ศ.1990 ซึ่งมาตรการนี้สามารถลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลลงไปได้มาก อีกทั้งเงินภาษีดังกล่าวยังถูกนำมาใช้พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะสำหรับคนเมือง อาทิ การสร้างรถไฟใต้ดิน การเพิ่มเครือข่ายรถราง ฯลฯ

ปัจจัยสำคัญอีกประการที่ช่วยฟื้นคืนพื้นที่สีเขียวให้กรุงออสโลได้ก็คือ แนวคิดเรื่อง “สิทธิในการเพลิดเพลินกับธรรมชาติ” (หมายถึงปัจเจกชนไม่มีสิทธิเข้าครอบครองพื้นที่ในธรรมชาติ แต่ให้ใช้ธรรมชาติเป็นสมบัติร่วมกัน และทุกคนต้องช่วยกันปกป้องสมบัติสาธารณะเหล่านี้ด้วย) ปัจจุบันสวนในเขตพระราชวังต่างๆ ของนอร์เวย์ได้รับการพัฒนาให้เป็นสวนสาธารณะ และอนุญาตให้ประชาชนเข้าไปทำกิจกรรมเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจได้ นอกจากนั้น พื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ อย่างเช่น ลานหน้า City Hall สุสานกิตติมศักดิ์ สวนในบริเวณพิพิธภัณฑ์ โบสถ์ แนวต้นไม้บนถนน สวนผักโรงเรียน และเขตวัฒนธรรมต่างๆ ก็ได้ถูกทยอยปรับให้กลายเป็นสมบัติสาธารณะของชาติด้วย

oslo2

ออสโล VS กรุงเทพฯ : ชื่นชมง่าย เลียนแบบยาก
หากพิจารณากันในบริบทของสังคมไทยแล้ว นโยบายต่างๆ ที่กรุงออสโลใช้จัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมของเขาอาจจะนำมาปรับใช้กับกรุงเทพฯ ได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ

1.การลดก๊าซ CO2 ด้วยการเก็บภาษีค่าเดินทางในเมืองด้วยรถยนต์ — คนกรุงเทพฯ อาจไม่ยอมรับในจุดนี้เนื่องจากเรายังไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพและทั่วถึงพอ (เมื่อเทียบกับกรุงออสโล)

2.การให้คนหันมาใช้จักรยานแทนรถยนต์ — ข้อนี้คนกรุงเทพฯ คงสามารถทำได้ในวงแคบๆ เท่านั้น เนื่องจากกรุงเทพฯ มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลถึง 1,568.737 ตร.กม. (กรุงออสโลมีพื้นที่แค่ 115 ตร.กม. เท่านั้น) ทำให้ไม่สะดวกหากต้องเดินทางด้วยจักรยานในระยะไกล อีกทั้งสภาพภูมิอากาศของกรุงเทพฯ ที่ร้อนจัดและฝนตกชุกก็ทำให้หลายคนถอดใจเรื่องการขี่จักรยานไปทำงานทุกวัน ยังไม่นับข้อจำกัดเรื่องทางรถจักรยานที่อยู่ร่วมเลนเดียวกับรถเมล์และรถบรรทุก หรือเรื่องการไม่มีที่จอดจักรยานสาธารณะ ฯลฯ

3.การควบคุมเรื่องการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ — ประเทศไทยมี กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดน้ำเสีย ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2522 เฉพาะในกรุงเทพฯ เรามีโรงควบคุมคุณภาพน้ำมากถึง 21 แห่ง และยังจะมีเพิ่มเติมอีก 3 แห่งในอนาคต ดังนั้น ประเด็นจึงน่าจะอยู่ที่ความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายมากกว่า

4.การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ — แม้ว่ากรุงเทพฯ จะมีสวนสาธารณะมากถึง 25 แห่ง แต่เมื่อเทียบปริมาณพื้นที่สีเขียวต่อจำนวนประชากรแล้วก็ยังถือว่าไม่เพียงพอ รวมทั้งยังมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย (ต่อชีวิตและทรัพย์สิน) ในบริเวณสวนที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดกว่าในปัจจุบัน

oslo3

อยู่อย่างไทยให้เมืองเขียว
ในขณะที่ยุโรปเพิ่งจะมาส่งเสริมแนวคิด "การไม่มีสิทธิครอบครองพื้นที่ในธรรมชาติ" ประเทศไทยเรากลับมีความเชื่อในทำนองนี้มานานนับแต่อดีตแล้ว เช่น ความเชื่อที่ว่า “ป่าเป็นสมบัติของเจ้าป่าเจ้าเขา” “น้ำเป็นของพระแม่คงคา” “ดินเป็นของพระแม่ธรณี” ซึ่งความเชื่อเช่นนี้ทำให้มนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ มีความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ รวมทั้งมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า “มนุษย์ต้องพึ่งพาธรรมชาติจึงจะอยู่รอดได้” แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อสังคมไทยพัฒนาเข้าสู่ยุคแห่งเทคโนโลยี แนวคิดเรื่องการ "อยู่ร่วมกับธรรมชาติ-เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ- ต้องพึ่งพาธรรมชาติ" ก็เริ่มจางหายไปจากสังคม ค่านิยมดั้งเดิมแบบชุมชนเกษตรกรรมถูกกระแสวัตถุนิยมอันบ้าคลั่งกลืนกินไปแทบหมดสิ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ทันตาเห็นที่สุดก็คือ ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา "แผ่นดินไทยต้องรับมือกับปัญหาใหม่เรื่องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่ยั่งยืน"

นั่นเองทำให้รูปแบบการพัฒนาเมืองในปัจจุบันหันเหไปสู่ทิศทางใหม่ รัฐบาลไทยเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของ "การออกแบบชีวิตเมืองอย่างสร้างสรรค์" ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตัวเมืองให้มีความน่าอยู่อาศัย การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตและการทำงาน การพัฒนาความสะอาด ความปลอดภัย การลดมลพิษ ฯลฯ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ในหลายๆ ส่วนก็คือการน้อมนำเอาหลักความเชื่อเดิม (ของไทย) กลับมาปัดฝุ่นใช้อีกครั้งนั่นเอง (ยกตัวอย่างเช่น เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ การทำสวนในเมืองการใช้ชีวิตแบบพอเพียง ฯลฯ)

อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาครัฐจะเริ่มวางนโยบายและกำหนดมาตรการต่างๆ ต่อปัญหาสภาพแวดล้อมในเมืองแล้ว ประชาชนคนไทยเองก็ไม่ควรนิ่งเฉยรอให้รัฐทำงานแต่เพียงด้านเดียว เพราะในเมื่อเราทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติแวดล้อม ฉะนั้นพวกเราก็น่าจะมีสิทธิ์แต่งแต้มสีเขียวให้กับชีวิตของเราเองได้ ต่อไปนี้เป็นแนวทางการลดการใช้พลังงาน 10 ข้อ ที่ทางกรุงเทพมหานครแนะนำให้ประชาชนลองปฏิบัติด้วยตนเอง

1.เปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดไส้เป็นหลอดตะเกียบ
2.ตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 25 องศา
3.ดับเครื่องยนต์ทุกครั้งที่ไม่ใช้งาน
4.ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งานแล้ว
5.แยกและลดปริมาณขยะ
6.หันมาใช้ถุงผ้าในการจับจ่ายซื้อของแทนถุงพลาสติกหรือถุงกระดาษ
7.หลีกเลี่ยงการใช้รถยนต์ชนิดต่างๆและหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนแทน
8.ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็นต้องใช้
9.ปลูกต้นไม้
10.หันมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายในประเทศ

เชื่อแน่ว่า หากทุกคนร่วมมือกันอย่างจริงจัง ในอนาคตเราคงมีชื่อ "Bangkok" ติดอันดับ Green City กับเขาบ้างเป็นแน่

ข้อมูลเพิ่มเติม:
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=37871
http://www.nationalgeographic.com/traveler/images/48hrs_oslo0709/48hrs_oslo0709.jpg
http://www.cnn.com/WORLD/9612/10/nobel.peace/norway.oslo.jpg
http://files.myopera.com/ptckian/albums/608380/General%20Oslo%20Pics%20-%20Autumn%20003.jpg
http://www.visitnorway.com/ImageVault/Images/conversionFormat_13/id_4080/ImageVaultHandler.aspx
http://www.teawtourthai.com/uploaded/image/bangkok/k3.jpg
http://img231.imageshack.us/i/p1000386bq4.jpg/#q=สวนสาธารณะ 

« Back to Result

  • Published Date: 2010-01-10
  • Resource: www.tcdcconnect.com