Creative Knowledge

« Back to Result | List

Design Icon : วิโก้ มากิสเทรตตี้ (Vico Magistretti)

เรียบเรียง: ณัฏฐิณี กาญจนาภรณ์

เรียบเรียง: ณัฏฐิณี กาญจนาภรณ์

“ออกแบบเพื่อตอบสนองความใฝ่ฝันและความต้องการในชีวิตประจำวัน”
Vico Magistretti เกิดเมื่อปีค.ศ.1920 ในประเทศอิตาลี
เขาเป็นสถาปนิกและนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ผู้มองงานออกแบบว่าเป็นสิ่งที่ทำให้การอยู่อาศัยสะดวกสบายขึ้น
เขาเริ่มมีผลงานออกวางจำหน่ายตั้งแต่ช่วงต้นของยุค 60’s ประกอบไปด้วยเก้าอี้และโคมไฟ
ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
ครอบครัวของ Magistretti เป็นครอบครัวสถาปนิก เขาจบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมจาก Champ
Universitarie Italien de Lausanne ในปีค.ศ.1945 และได้เข้าทำงานในบริษัทสถาปนิกของบิดาในปี ค.ศ.1946
Magistretti เคยได้เข้าร่วมแสดงผลงานในนิทรรศการ 'Popular Furnishings'
ซึ่งเป็นงานจัดแสดงของตกแต่งบ้านในประเทศอิตาลี (ส่วนหนึ่งของงาน Milan Triennale)
Magistretti คือผู้ออกแบบ Carimate chair (1959) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ชิ้นหนึ่งของอิตาลีในยุค 60’s
อันที่จริงแล้ว Magistretti ออกแบบเก้าอี้ตัวนี้ให้กับคลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งในเมืองมิลาน
แต่เมื่อบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์อย่าง Cassina มาเห็นเก้าอี้ตัวนี้เข้าก็ได้ติดต่อขอเป็นผู้ผลิตทันที (ปัจจุบันบริษัท
De Padova เป็นผู้ผลิตเก้าอี้ตัวนี้) นอกจากเฟอร์นิเจอร์แล้ว Magistretti ยังมีผลงานด้านสถาปัตยกรรมด้วย เช่น
อาคารสำนักงานใน Corso Europa และอาคารบ้านพัก Villa Arosio เป็นต้น
ผลงานของ Magistretti เคยได้รับรางวัลหลายชิ้น ยกตัวอย่างเช่น Eclisse lamp (1967) ที่ได้รับรางวัล
Compasso d'Oro โคมไฟ Eclisse นี้เป็นโคมไฟที่ใช้สำหรับติดผนังและตั้งโต๊ะ
มีแผงกั้นแสงเป็นทรงกลมสองชิ้น Magistretti กล่าวว่าเขานำเอาลักษณะของพระจันทร์ที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา
(ข้างขึ้น/ข้างแรม) มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ (Magistretti ออกแบบ Eclisse lamp
ในช่วงเวลาที่ความสนใจเรื่องจักรวาลและอวกาศกำลังร้อนแรงถึงขีดสุด ซึ่งหลังจากที่โคมไฟนี้วางจำหน่ายเพียง
2 ปี ยานอวกาศลำแรกก็ได้แตะลงบนพื้นผิวของดวงจันทร์)
นอกจากนั้น Magistretti ยังได้ออกแบบเก้าอี้ Sinbad (1981) ซึ่งเป็นเก้าอี้สำหรับนั่งเล่น บุด้วยหนัง
และมีผ้าคลุมในแบบอังกฤษ ซึ่งเมื่อมองเทียบกับโคมไฟ Eclisse แล้ว
เก้าอี้ตัวนี้มีสไตล์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง (จนยากที่จะรู้ว่าเป็นผลงานของนักออกแบบคนเดียวกัน) แต่
Magistretti ก็ได้ให้เหตุผลว่า เขาไม่ต้องการจะมีสไตล์เฉพาะที่ตายตัว
และไม่ต้องการให้ตัวตนของเขาถูกแสดงออกมาในชิ้นงานด้วย Magistretti
ตั้งใจอยากให้ผลงานของเขาแทรกซึมไปกับธรรมชาติของการใช้ชีวิตประจำวัน
และเป็นสิ่งที่คนสามารถนำกลับมาใช้ได้ในหลายกาลเทศะ
ปัจจุบันผลงานของ Magistretti ยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง หลายชิ้นถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของโลก
ยกตัวอย่างเช่น ที่ Museum of Modern Art (MOMA) ในกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
นอกจากนั้นเขายังได้รับเชิญให้เป็นศาสตราจารย์พิเศษของ Royal College of Art
สถาบันศิลปะและการออกแบบชั้นแนวหน้าของสหราชอาณาจักรด้วย

Vico-Magistretti

“ออกแบบเพื่อตอบสนองความใฝ่ฝันและความต้องการในชีวิตประจำวัน”

Vico Magistretti เกิดเมื่อปีค.ศ.1920 ในประเทศอิตาลี เขาเป็นสถาปนิกและนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ผู้มองงานออกแบบว่าเป็นสิ่งที่ทำให้การอยู่อาศัยสะดวกสบายขึ้น เขาเริ่มมีผลงานออกวางจำหน่ายตั้งแต่ช่วงต้นของยุค 60’s ประกอบไปด้วยเก้าอี้และโคมไฟ ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน

ครอบครัวของ Magistretti เป็นครอบครัวสถาปนิก เขาจบการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมจาก Champ Universitarie Italien de Lausanne ในปีค.ศ.1945 และได้เข้าทำงานในบริษัทสถาปนิกของบิดาในปี ค.ศ.1946 Magistretti เคยได้เข้าร่วมแสดงผลงานในนิทรรศการ 'Popular Furnishings' ซึ่งเป็นงานจัดแสดงของตกแต่งบ้านในประเทศอิตาลี (ส่วนหนึ่งของงาน Milan Triennale)

Magistretti คือผู้ออกแบบ Carimate chair (1959) ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ชิ้นหนึ่งของอิตาลีในยุค 60’s อันที่จริงแล้ว Magistretti ออกแบบเก้าอี้ตัวนี้ให้กับคลับเฮาส์ของสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งในเมืองมิลาน แต่เมื่อบริษัทผลิตเฟอร์นิเจอร์อย่าง Cassina มาเห็นเก้าอี้ตัวนี้เข้าก็ได้ติดต่อขอเป็นผู้ผลิตทันที (ปัจจุบันบริษัท De Padova เป็นผู้ผลิตเก้าอี้ตัวนี้) นอกจากเฟอร์นิเจอร์แล้ว Magistretti ยังมีผลงานด้านสถาปัตยกรรมด้วย เช่นอาคารสำนักงานใน Corso Europa และอาคารบ้านพัก Villa Arosio เป็นต้น

ผลงานของ Magistretti เคยได้รับรางวัลหลายชิ้น ยกตัวอย่างเช่น Eclisse lamp (1967) ที่ได้รับรางวัล Compasso d'Oro โคมไฟ Eclisse นี้เป็นโคมไฟที่ใช้สำหรับติดผนังและตั้งโต๊ะ มีแผงกั้นแสงเป็นทรงกลมสองชิ้น Magistretti กล่าวว่าเขานำเอาลักษณะของพระจันทร์ที่เปลี่ยนไปตามช่วงเวลา (ข้างขึ้น/ข้างแรม) มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ (Magistretti ออกแบบ Eclisse lamp ในช่วงเวลาที่ความสนใจเรื่องจักรวาลและอวกาศกำลังร้อนแรงถึงขีดสุด ซึ่งหลังจากที่โคมไฟนี้วางจำหน่ายเพียง 2 ปี ยานอวกาศลำแรกก็ได้แตะลงบนพื้นผิวของดวงจันทร์)

นอกจากนั้น Magistretti ยังได้ออกแบบเก้าอี้ Sinbad (1981) ซึ่งเป็นเก้าอี้สำหรับนั่งเล่น บุด้วยหนังและมีผ้าคลุมในแบบอังกฤษ ซึ่งเมื่อมองเทียบกับโคมไฟ Eclisse แล้วเก้าอี้ตัวนี้มีสไตล์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง (จนยากที่จะรู้ว่าเป็นผลงานของนักออกแบบคนเดียวกัน) แต่ Magistretti ก็ได้ให้เหตุผลว่า เขาไม่ต้องการจะมีสไตล์เฉพาะที่ตายตัวและไม่ต้องการให้ตัวตนของเขาถูกแสดงออกมาในชิ้นงานด้วย Magistretti ตั้งใจอยากให้ผลงานของเขาแทรกซึมไปกับธรรมชาติของการใช้ชีวิตประจำวัน และเป็นสิ่งที่คนสามารถนำกลับมาใช้ได้ในหลายกาลเทศะ

ปัจจุบันผลงานของ Magistretti ยังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง หลายชิ้นถูกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของโลก ยกตัวอย่างเช่น ที่ Museum of Modern Art (MOMA) ในกรุงนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา นอกจากนั้นเขายังได้รับเชิญให้เป็นศาสตราจารย์พิเศษของ Royal College of Art สถาบันศิลปะและการออกแบบชั้นแนวหน้าของสหราชอาณาจักรด้วย


« Back to Result

  • Published Date: 2010-01-07
  • Resource: www.tcdcconnect.com
  • Made here on earth พื้นที่งานช่างที่สร้างจากสติ
  • จับตามอง “วอร์ซอ” เมืองหลวงแห่งประเทศโปแลนด์ อดีตเมืองที่เกือบจะหายไปจากแผนที่โลก ด้วยเหตุความเสียหายที่ได้รับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ขณะนี้ วอร์ซอคือเมืองที่กำลังถูกพูดถึงในฐานะ “Cool Destination” ที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป
  • สำรวจมุมมองนักคิด “ดร.วสุ โปษยะนันทน์” สถาปนิกผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณสถาน จากสำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ที่บอกให้เราเข้าใจว่า คุณค่าและความหมายคือจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์และการจัดการโบราณสถานอย่างยั่งยืน
  • เพื่อนหญิงพลังหญิงในภาพประกอบของ Superfah Jellyfish
  • สีสันที่เป็นตัวเองของ Mana Dkk
  • ความสูงวัยไม่ใช่เรื่องตัวเลขของอายุที่น่ากลัวอีกต่อไป การค้นหารูปแบบความสุขในแบบของตัวเองบวกกับอัพเดทเทรนด์การมีอายุยืนผ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์ ช่วยเพิ่มบทสนทนาระหว่างคนรุ่นเรา รุ่นพ่อ และรุ่นแม่ปู่ย่าตายาย TCDC Resource Center จึงอยากบอกต่อหนังสือดีที่ว่าด้วยเรื่อง “สูงวัย” ที่เรายังไม่รู้อีกมากมาย
  • Yim Lek Lek งานกระดาษสร้างรอยยิ้ม ด้วยความฝันเพื่อตัวเองและผู้อื่น
  • เมื่อนิยามของคำว่าสูงวัยได้เปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งเห็นได้จากวิถีชีวิตอันน่าสนใจของผู้สูงวัยที่ไม่ยอมแพ้ต่อข้อจำกัดของร่างกาย หากแต่ลุกขึ้นมายอมรับธรรมชาติและอยู่อย่างมีความหมายและไม่มองว่าตนเป็นภาระของสังคม จนบางคนเป็นถึงแฟชั่นไอคอน นักเขียน นักแสดง กระทั่งการมีทางเลือกการทำกิจกรรมมากมายเพื่อตอบโจทย์เขาเหล่านั้น อย่างเช่นคลาสโยคะหลักสูตรผู้สูงวัย เป็นต้น
  • จากสถิติพบว่า สิงคโปร์มีประชากรผู้สูงอายุ (อายุมากกว่า 60 ปี) เป็นจำนวนสูงที่สุดในเอเชีย (รองลงมาเป็นไทย) ทำให้ภาครัฐได้วางแผนและพัฒนาระบบต่างๆเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายการเป็นประเทศ 'Nation for All Age' โดยมีการลงมือทำที่หลากหลาย โดยเฉพาะการพัฒนาพื้นที่ของเมืองมารีน พาเหรด ที่ได้รับการพัฒนาให้เป็น City for All Ages (CFAA)
  • ในอีกไม่ช้า คำว่า “สูงวัย” จะใช้กำหนดอะไรไม่ได้ เพราะสังคมผู้สูงอายุในวันนี้เต็มไปด้วยภาพของคนสูงวัยที่ตื่นตัวพร้อมทำงาน เริ่มต้นทดลองใช้โซเชียลมีเดีย ออกไปท่องเที่ยวพร้อมลูกหลาน รวมถึงการเกิดปรากฏการณ์ “หกศูนย์อีกครั้ง” (Second sixties) ที่กำลังกลับมา แล้วเราจะออกแบบชีวิตอย่างไรหากวันข้างหน้าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ในอนาคตที่ใกล้ถึงนี้ ไม่มีคำว่าสูงวัยมาเป็นข้อจำกัดในการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป