Articles

« Back to Result | List

สอดประสานวิถีไทยในวัฒนธรรม Permaculture

เรื่อง : ชัชรพล เพ็ญโฉม

perma1

คนไทยเราแต่เดิมนั้นมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและกลมกลืนกับธรรมชาติ เรามีระบบเศรษฐกิจแบบ “ผลิตเพื่อกินเอง...เหลือแล้วจึงขาย” ดังนั้น วิถีชีวิตของพวกเราในอดีตจึงค่อนข้างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่พอยุคสมัยเปลี่ยนไป แนวคิดการผลิตเปลี่ยนมาเป็นแบบ “ผลิตเพื่อขาย...เหลือแล้วจึงเก็บไว้กิน” เกษตรกรไทยก็เริ่มต้องใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ฯลฯ เพื่อให้ได้ผลผลิตปริมาณมากๆ ในขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงเส้นทางการพัฒนาเมืองใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล หรือนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ ก็คงไม่ผิดนักหากจะบอกว่า แทบทุกกิจกรรมในแต่ละวันของคนไทยล้วนเป็นปฏิปักษ์ต่อวลีที่ว่า “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

ปัญหาข้างต้นนี้เกิดขึ้นกับประเทศในโลกตะวันตกมานานหลายทศวรรษแล้ว แต่จนกระทั่งปัจจุบันคุณภาพสิ่งแวดล้อมก็ยังไม่มีวี่แววจะฟื้นตัวเท่าที่ควรซ้ำร้ายยังต้องเจอกับปัญหาสุขภาพจิตของประชากรที่ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ความไม่สบายกายไม่สบายใจเหล่านี้ส่งผลให้มนุษย์เราเริ่มสำนึกผิด และเริ่มหวนกลับไปคิดถึงวิถีชีวิตในวันวาน

...วันที่เราเคยสุขกับความเรียบง่ายและการเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ความรู้สึกนี้กระมังครับที่เป็นจุดกำเนิดของแนวคิดการพัฒนาแบบ “Permaculture”

perma2

perma3

Permaculture เป็นอย่างไร
มีกรณีศึกษาอันหนึ่งจากภาคเหนือของประเทศไทย ที่ผมคิดว่าสามารถถ่ายทอดแนวคิด Permaculture นี้ออกมาได้ชัดเจน นั่นก็คือ โครงการ Panya Project ที่ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 25 ไร่ ของอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่มี Permaculture design course เป็นหัวใจหลัก โดยนาย Christian Shearer ผู้ก่อตั้งโครงการและผู้อำนวยการสอนได้ออกแบบหลักสูตรนี้ไว้ในลักษณะ Learning by Doing (เรียนรู้ด้วยการลงมือปฏิบัติจริง) นับตั้งแต่การออกแบบสวนครัว การสร้างอาคารที่พักแบบธรรมชาติ (เช่น บ้านดิน บ้านไม้ไผ่ ฯลฯ) การออกแบบระบบชลประทาน การใช้ประโยชน์จากที่ดินและเขื่อนไปจนถึงการนำพืชผักมาปรุงอาหาร และการกำจัดขยะแบบธรรมชาติ

หลักสูตรการเรียนรู้นี้ยึดถือแนวทางของนาย Bill Mollison นักนิเวศวิทยาชาวออสเตรเลีย (ผู้ให้กำเนิดแนวคิด Permaculture) โดยครอบคลุมเนื้อหาใน 12 หัวข้อ ดังนี้
1. ศึกษาปรัชญาและจริยศาสตร์ (Philosophies and Ethics) ของวิถีชีวิตแบบ Permaculture
2. ศึกษาหลักการขั้นพื้นฐาน (Basic permaculture principals)
3. ศึกษากลไกการทำงานของธรรมชาติ (Patterns in Nature) เพื่อให้เราสามารถออกแบบสิ่งที่สอดคล้องกับธรรมชาติได้
4. ศึกษากระบวนการในการออกแบบ (Methods of design) เพื่อหาวิธีการปรับปรุงคุณภาพดิน
5. ศึกษาปัจจัยต่างๆ เกี่ยวกับภูมิอากาศ (Climatic factors)
6. ศึกษาระบบนิเวศของต้นไม้และป่า (Trees and Forests) เพื่อให้เข้าใจระบบนิเวศตามธรรมชาติ
7. ศึกษาวิธีการทดน้ำ การใช้น้ำ ตลอดจนความสำคัญและการอนุรักษ์น้ำ (Water: catchment, usage,importance, and conservation)
8. ศึกษาดิน แร่ธาตุ จุลินทรีย์ กระบวนการเกิดดินใหม่ และการป้องกันการกัดเซาะดิน (Soil, minerals,microorganisms, building new soil, and preventing erosion)
9. ศึกษาการบริหารที่ดิน (Earthworks) เพื่อให้สามารถใช้ที่ดินได้เกิดประโยชน์สูงสุด
10. ศึกษาการใช้ทรัพยากรในน้ำ (Aquaculture)
11. ศึกษาวิธีการสร้างที่พักอาศัยแบบธรรมชาติ (Natural Building) เช่น การสร้างบ้านจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่น
12. ศึกษาการใช้ชีวิตแบบทางเลือก (Alternative systems) อันได้แก่ การอยู่อาศัยอย่างเกื้อกูลกันภายในชุมชน การปรับรูปแบบพฤติกรรมการดำรงชีวิตเพื่อพัฒนาคุณภาพชุมชนและสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรเสริม อย่างเช่น หลักสูตร Sustainable Living Internship ซึ่งมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพอื่นๆ เพิ่มเติมเข้ามา อาทิ การฝึกสมาธิ โยคะ ดนตรี ฯลฯ ซึ่งทั้งสองหลักสูตรจะใช้เวลาเรียนประมาณ 2-5 สัปดาห์ โดยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 300-700 เหรียญสหรัฐ และรับนักเรียนในจำนวนจำกัด

โอกาสของ Permaculture กับสังคมไทย
สำหรับชาวไทยแล้ว Permaculture อาจไม่ได้ฟังดูเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ เพราะจริงๆมันก็เป็นวิถีของบรรพบุรุษไทยที่สืบทอดกันมาช้านาน ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผักสวนครัวไว้กินเองหลังบ้าน การทำสวนเกษตรผสมผสานแบบทางภาคใต้ การขุดท้องร่องสวนไว้รดน้ำต้นไม้ การออกแบบบ้านไม้หลังคาจั่ว (เพื่อระบายน้ำฝน) และบ้านที่มีใต้ถุนสูง (เพื่อเพิ่มประโยชน์ใช้สอยและหลีกหนีจากสัตว์รบกวน) หรือแม้กระทั่งการผลิตเครื่องใช้ไม้สอยจากวัสดุธรรมชาติ แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อยุคสมัยของการผลิตและการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไป วิถีแห่งความยั่งยืนในอดีตก็ได้จางหายไปจากชีวิตของคนไทยด้วย นอกจากนั้น เรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่งของสังคมไทยก็คือ การที่เราไม่มีวัฒนธรรมการจดบันทึก(เชิงวิชาการ)เพื่อสืบทอดองค์ความรู้ ส่งผลให้คนรุ่นหลังไม่สามารถเก็บรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ได้เท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม นับว่าเรายังโชคดีที่มีคนคิดสร้างแหล่งเรียนรู้อย่าง Panya Project ขึ้นในประเทศไทย เพราะมันคือตัวอย่างของการผสมผสาน “รากเหง้าภูมิปัญญาไทย” เข้ากับ “การจัดการองค์ความรู้สมัยใหม่” ซึ่งผมเองเชื่อว่า น่าจะนำไปสู่วิถีการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน และคงหาทางออกให้กับปัญหาสิ่งแวดล้อมของชาติได้ไม่มากก็น้อย จากการตามเก็บข้อมูลช่วงสั้นๆ

ปัจจุบันมีชุมชนหลายแห่งที่ได้ประยุกต์เอาองค์ความรู้ลักษณะเดียวกันนี้ไปใช้พัฒนาท้องถิ่นของตน ยกตัวอย่างเช่น 1. หมู่บ้านคลองเรือ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ที่ผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์ และทำประปาภูเขาจากน้ำตกเหวตาจันทร์ หรือ 2. หมู่บ้านวังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร ที่ใช้กลยุทธ์บันได 4.ขั้นเพื่อฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในชุมชน เป็นต้น

เครดิตภาพ:
http://www.panyaproject.org
http://www.phato.go.th/html/klongrua.html

« Back to Result

  • Published Date: 2010-01-18
  • Resource: www.tcdcconnect.com