Creative Knowledge

« Back to Result | List

คุยกับ o-d-a ว่าด้วยเส้นทางการเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ (อิสระ) ไม่ง่าย แต่ไม่ยากเกินจะลอง!

เรื่อง: อาศิรา พนาราม

oda1

เราได้คุยกับคู่หู o-d-a จุฑามาศ บูรณเจตน์ (ลูกท้อ) และปิติ อัมระรงค์ (ดุ๋ย) สองนักออกแบบผลิตภัณฑ์ในหัวข้อดังกล่าว ครั้งหนึ่งพวกเขาก็เคยทำงานประจำอยู่กับออฟฟิศ แต่คงเหมือนนักออกแบบหลายคน ที่จริงๆ แล้วอยากทำงานอิสระ มีผลงานเป็นของตัวเอง พวกเขาจึงเลือกเดินออกมากรุยเส้นทางนั้นให้เป็นจริงขึ้นมา ด้วยการรวมตัวกันทำงานออกแบบภายใต้ชื่อ o-d-a ซึ่งเริ่มสร้างผลงานให้เป็นที่รู้จักด้วยการชิงรางวัลตามงานประกวดหลายๆ งาน เช่น เข้ารอบ 10 ชิ้นสุดท้ายของ Tokyo Designers Block Competition 2003 ได้รางวัล Emerging Awards 2007 และ Designer of the Year 2008 โดยคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร รางวัลกรังปรีซ์จาก Nextmaruni Wooden Armchairs Competition 2005 และรางวัล The Honourable Mentions ของ Promosedia International Design Competition เป็นต้น 

แต่นอกจากเหล่ารางวัลที่มาการันตีความสามารถแล้ว คู่หู o-d-a ให้ความเห็นว่า การดำรงชีพเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ของเมืองไทยนั้น ยังต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนอีกหลายประการ นักออกแบบอิสระทั้งหลายจำต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับปัจจัยเหล่านั้น แน่นอนว่าข้อสรุปดังต่อไปนี้ของ o-d-a อาจไม่ใช่มาตรฐานตายตัวสำหรับทุกคน แต่ก็ถือว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของเส้นทางการสร้างความเป็นไปได้ ในวิชาชีพที่เรียกว่า “นักออกแบบผลิตภัณฑ์อิสระ” (Freelance Product Designer)

1. สั่งสมกระบวนการทำงาน
หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่นักออกแบบจะต้องเจอก็คือ "สไตล์งานของคุณเป็นอย่างไร"

o-d-a ตอบว่า สไตล์งานคือสิ่งที่คนภายนอกมองเข้ามา พวกเขาไม่อาจกำหนดได้ว่าตัวเองจะต้องมีสไตล์ไหน แต่สไตล์ของงานคงจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นเองจากผลงานที่ทำกันมากขึ้นๆ

"นักออกแบบทุกคนคงต้องมีความสนใจในแนวทางใดแนวทางหนึ่งอยู่แล้ว ซึ่งพอความสนใจนั้นได้ถูกทำซ้ำมากๆ เข้า “สไตล์” หรือ “ลายเซ็น” ก็จะปรากฏขึ้นเอง โดยเราไม่ต้องไปตั้งหรือจั่วหัวไว้ก่อน”

สิ่งสำคัญของการเป็นนักออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ o-d-a เน้นย้ำกลับอยู่ที่ “กระบวนการที่จะต้องตอบโจทย์การออกแบบ” ไม่ว่าโจทย์จะมาอย่างไรก็ตาม นักออกแบบที่ดีต้องให้ความสำคัญต่อทั้งกระบวนการคิด กระบวนการทำงาน และกระบวนการผลิต เพื่อให้ผลงานสำเร็จออกมาได้ตามโจทย์ที่ได้รับ


oda2


2. เส้นทางสายนักประกวด
นอกเหนือจากการฝึกฝีมือและวิธีคิดจากโจทย์ต่างๆ (ทั้งในเชิงพาณิชย์และที่ตั้งขึ้นเอง) “การส่งงานเข้าประกวด” ก็เป็นอีกหนทางหนึ่ง ที่นักออกแบบสามารถใช้ฝึกปรือวิทยายุทธ์ให้แก่กล้าขึ้นได้ (โดยมีนักออกแบบมือฉมังอื่นๆ เป็นกรรมการตัดสิน) และหากผลงานเข้าตากรรมการได้รับรางวัลขึ้นมา รางวัลก็จะเป็นอีกสิ่งที่ช่วยการันตีความสำเร็จ ทำให้มีผู้ผลิตสนใจอยากนำผลงานนั้นไปผลิตขายจริง

อย่างไรก็ตาม o-d-a ก็แชร์ประสบการณ์ (จากทั้งของตัวเองและเพื่อนร่วมวงการ) ว่า ในบางงานประกวดนั้น แม้มีผู้ผลิตเข้ามารองรับก็จริง แต่งานก็อาจไม่ได้ผลิตออกขาย (เพราะติดปัญหาอื่นๆ) หรือในหลายๆ ครั้ง งานที่ได้รางวัลก็ไม่ได้หมายความว่าจะขายดีเมื่อออกสู่ตลาด เพราะของแบบนี้มันมีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายเรื่อง

“แต่ถึงกระนั้น การส่งงานเข้าประกวดก็มีประโยชน์มาก ถือเป็นโอกาสหายากที่จะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาพิจารณาผลงานของเรา แม้ไม่ได้การันตีการขาย แต่ก็การันตีฝีมือแน่นอน ให้ถือว่าเป็นหนทางที่เปิดปลายไว้ต่อยอดสู่โอกาสอื่นๆ”

ในส่วนของวิธีการเลือกเวทีประกวดนั้น o-d-a แนะว่า ให้ดูจากประเภทการประกวดที่เราชอบ ดูองค์กรที่จัดว่ามีชื่อเสียงที่ดี มีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ดูการจัดงาน ดูโจทย์ว่ามีความน่าสนใจ หรือมีเงื่อนไขอย่างไรบ้าง ไปจนถึงดูคณะกรรมการที่จะมาตัดสินผลงานด้วย


oda3


3. ทำงานร่วมกับแบรนด์ผู้ผลิต
เป็นเรื่องดีสำหรับนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ที่มีแบรนด์ผู้ผลิตสนใจและอยากผลิตผลงานร่วมกับเรา ซึ่งวิธีที่จะทำให้ได้งานในลักษณะนี้ก็มีทั้ง 1. ติดต่อเข้าไปเสนอผลงาน และ 2. ทางผู้ผลิตชื่นชอบผลงานและติดต่อเข้ามาเอง โดยทั้ง 2 วิธีนี้จะนำไปสู่รูปแบบการทำงานในอีก 2 ลักษณะ คือ 1. การร่วมงานกันแบบเฉพาะกิจ และ 2. การเป็นที่ปรึกษาด้านออกแบบให้ผู้ผลิต

ในส่วนของการเป็นที่ปรึกษาด้านออกแบบให้กับผู้ผลิตนั้น คุณจุฑามาศเสริมว่า นอกจากเรื่องความสามารถแล้ว ลักษณะนิสัยก็มีส่วนสำคัญ (นักออกแบบบางคนก็เหมาะ บางคนก็ไม่เหมาะ)

“การทำงานแบบนี้ต้องดูความพร้อมของทั้ง 2 ฝ่าย คือ นักออกแบบและผู้ผลิตต้องมีทัศนคติที่ตรงกัน และต้องเข้าใจธรรมชาติการทำงานของกันและกันด้วย”

ส่วนในเรื่องวิธีการคิดค่าตอบแทน o-d-a มองว่ายังไม่มีวิธีคิดราคาแบบตายตัว พวกเขาจึงให้คำแนะนำง่ายๆ ว่า ให้เสนอราคาที่เราเองต้องการ โดยรวมต้นทุนต่างๆ เข้าไป และอย่าลืมว่า งานออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นงานที่มีระยะเวลานาน ฉะนั้นต้องดูความคุ้มค่าด้านเวลาด้วย ซึ่งพอเราเสนอราคาไปแล้ว ส่วนใหญ่การต่อรองก็มักจะเกิดขึ้น (เพราะผู้ผลิตเองเขาก็มีราคาในใจของเขาเหมือนกัน) สุดท้ายถ้าทั้งสองฝ่ายยอมรับราคากันได้ ก็เป็นอันตกลงร่วมงานกัน

4. งานรองเสริมงานหลัก
เมื่อถามถึงเส้นทางการอยู่รอดของนักออกแบบผลิตภัณฑ์อิสระในเมืองไทย คุณปิติให้คำตอบที่เป็นอมตะว่า หากอยากจะทำงานอิสระก็ต้องมีงานสม่ำเสมอ (เหมือนกับฟรีแลนซ์ทั่วไป) นักออกแบบผลิตภัณฑ์อาจต้องรับงานอื่นๆ เพื่อหารายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงงานหลักของตัวเองด้วย

“ผมว่า ฟรีแลนซ์ในสายงานกราฟิกจะหางานได้ง่ายที่สุด แต่ถ้าเป็นโปรดักท์ดีไซเนอร์ ผมยังมองว่าอยู่ยาก คงต้องหางานอื่นมารองรับ หรือเป็นฟรีแลนซ์ทำกราฟิกอีกมือหนึ่งด้วย เพราะธรรมชาติของงานโปรดักท์ค่อนข้างใช้เวลานาน ระหว่างทางเราควรมีงานเสริมเข้ามา"

เมื่อมองเส้นทางชีวิตตั้งแต่เริ่มต้นไปจนถึงจุดสูงสุดของวิชาชีพนักออกแบบผลิตภัณฑ์ o-d-a กล่าวว่า พวกเขายังอยู่แถวต้นทาง ต้องผ่านการฝึกฝนอีกมาก ซึ่งเส้นทางนี้แม้ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาที่เกินแก้ ด้วยพวกเขามีความเชื่อที่ว่า งานออกแบบที่ดีต้องมาจากการสั่งสมประสบการณ์โดยไม่มีทางลัด ทั้งนี้ทั้งนั้น นักออกแบบสามารถพัฒนาตัวเองไปได้หลายทาง ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยและความเชื่อเป็นสำคัญ

เครดิตภาพ :
http://www.o-d-a.net/works.html

อ้างอิง :
http://www.o-d-a.net/ http://www.asahikawa-kagu.or.jp/ifda/
http://www.bestthaidesigner.com/index.htm http://www.designmiami.com/
http://www.gestalten.com/books/detail?id=d7f6f0d817779bea0117c67aba7b00e8



« Back to Result

  • Published Date: 2009-12-23
  • Resource: www.tcdcconnect.com