Articles

« Back to Result | List

สถาปนิกชุมชน กับ สถาปัตยกรรมในความหมายใหม่

เรื่อง : อาศิรา พนาราม / ภาพ : ชวณัฏฐ์ ล้วนเส้ง

chawanad1

นิยามของสถาปัตยกรรมนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยหลักๆ หมายถึง สิ่งก่อสร้างที่ผสานเทคนิคทางวิศวกรรมเข้ากับศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของคนในพื้นที่นั้นๆ นอกจากนั้นแล้ว สถาปัตยกรรมยังเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึง "ค่านิยม" และมีความหมายในเชิงนามธรรมที่ลึกซึ้งอีกด้วย ลองคิดดูว่า ในกระบวนการทำงานด้านสถาปัตย์ที่เหมือนกัน แต่หากบริบทต่างกันแล้ว ความหมายของสถาปัตยกรรมก็อาจถูกตีความใหม่ได้ อาทิเช่น "สถาปัตยกรรมเพื่อชุมชน" ที่โดยรูปร่างแล้วอาจเป็นเพียงถนนสายเดียว หรือเป็นเพียงบ้านหลังเล็กๆ แต่หากถนนเส้นนั้นหรือบ้านหลังเล็กๆ นั้นมีเรื่องราวที่ถักทอขึ้นจากชีวิตของคนจำนวนมาก สถาปัตยกรรมแสนธรรมดาอันนี้ก็อาจเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่ามากมายมหาศาล (ตรงกันข้ามกับ "สถาปัตยกรรมเพื่อปัจเจก" ที่แม้จะดูโอ่อาสะดุดตา แต่ก็หามีเรื่องราวที่สร้างคุณค่าเชิงนามธรรมได้ไม่)

chawanad2

ชวณัฏฐ์ ล้วนเส้ง สถาปนิกหนุ่มที่ทำงานพัฒนาที่อยู่อาศัยให้กับชุมชนต่างๆ บอกกับเราว่า "งานของเขาไม่ใช่เพียงการออกแบบบ้านให้ชุมชนที่ขาดแคลนแล้วก็จบไป แต่มันคือ กระบวนการที่ทำให้ชาวบ้านเข้าใจตัวเอง เข้าใจปัญหา และมองเห็นศักยภาพที่จะแก้ปัญหาในชุมชนได้ด้วยตนเอง" นี่คือคุณค่าที่ชวณัฏฐ์มองเห็นในงาน "สถาปนิกชุมชน" จนยึดเป็นอาชีพมากว่าสิบปีแล้ว

ลูกค้าของชวณัฏฐ์ คือ ชุมชนที่ขาดแคลนหรือประสบปัญหาต่างๆ หลายรูปแบบ อาจเป็นสลัมหรือชุมชนเล็กๆ ที่มีรายได้น้อย หรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ฯลฯ แน่นอนว่า ลูกค้าเหล่านี้ "ไม่มีเงิน" มาจ้างเขาให้ไปพัฒนาชุมชนแน่ๆ ฉะนั้น การที่ชวณัฏฐ์จะทำงานและยังชีพอยู่ให้ได้ เขาจึงต้องทำโครงการขอทุนจากองค์กรต่างๆ ทั้งจากรัฐบาลและองค์กรอิสระ เช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) หรือศูนย์ศึกษาที่อยู่อาศัยเอเชีย (Asian Coalition for Housing Rights - ACHR) เป็นต้น

chawanad3

งานสถาปนิกชุมชน : กระบวนการออกแบบแบบมีส่วนร่วม
ผลลัพธ์สุดท้ายของงานออกแบบที่อยู่อาศัยมักลงเอยด้วยการพัฒนาแบบที่จะนำไปก่อสร้าง แต่สำหรับสถาปนิกชุมชนอย่างชวณัฏฐ์แล้ว งานของเขาไม่ได้จบลงแค่นั้น เพราะเป้าหมายหลักของเขาคือ การสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในชุมชน ฉะนั้น งานที่เป็นฐานสำคัญของสถาปนิกชุมชนจึงอยู่ที่ "กระบวนการออกแบบแบบมีส่วนร่วม" เขาต้องดึงคนในพื้นที่ให้เข้ามาร่วมมือแก้ปัญหาของตนเอง โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ จากนั้นจึงใช้กระบวนการออกแบบดึงเอาศักยภาพของคนในชุมชนออกมา โดยที่มีสถาปนิกทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา คอยให้คำแนะนำ หรือยื่นมือเข้าช่วยในบางเรื่องที่ต้องการทักษะเฉพาะเท่านั้น

ชวณัฏฐ์เล่าให้เราฟังว่า สิ่งสำคัญแรกเริ่มในการทำงานกับชุมชน (โดยที่ตนเองเป็นคนนอกเข้าไป) ก็คือการพยายามเข้าใจถึงสถานการณ์ที่ชาวบ้านเผชิญอยู่จริง “สถาปนิกต้องไม่สรุปปัญหาเอาเองแล้วยัดเยียดทางแก้ให้กับผู้คน เพราะนั่นเป็นเพียงการสร้างโลกที่คนภายนอกอยากเห็น แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่คนในอยากจะให้เป็น" กระบวนการคิดแบบนี้จะไม่สามารถดึงความร่วมมือของคนในชุมชนออกมาได้ โดยมากมักนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุด หนำซ้ำอาจพาปัญหาใหม่ๆ ตามมาอีกด้วย

chawanad4

กระบวนการออกแบบแบบมีส่วนร่วมนั้นต้องเริ่มต้นที่ความเข้าใจ โดยก้าวแรกสถาปนิกอาจเชิญแกนนำในชุมชนมาเป็นตัวแทนร่วมทำเวิร์คชอป ให้พวกเขาได้มีเครื่องมือในการสำรวจตรวจตราชุมชนของตัวเอง เริ่มจากการเก็บข้อมูลเบื้องต้น (เช่น จำนวนครัวเรือน สมาชิกในแต่ละครอบครัว ขนาดของบ้านเรือน อาชีพ รายได้ ปัญหา ฯลฯ) และนำเสนอออกมาเป็นแผนผังอย่างง่ายๆ (Mapping) ขั้นตอนนี้จะทำให้ทุกฝ่ายมองเห็นปัญหาในชุมชนได้ชัด ซึ่งจะก่อให้เกิดกระบวนการคิดแก้ปัญหาด้วยตนเองในลำดับต่อมา

ขั้นต่อไปสถาปนิกอาจนำเสนอเครื่องมือแก้ปัญหาให้กับชุมชนผ่านทางแนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรมเบื้องต้น เช่น การวัดบ้าน การสร้างแบบเข้าสเกล ฯลฯ ขั้นนี้เป็นการผลักดันให้คนในชุมชนได้ทดลองและค้นพบศักยภาพในตนเอง (สิ่งที่เขาเคยคิดว่าทำไม่ได้ เขาก็จะได้ทำ ที่สำคัญคือจะทำได้สำเร็จด้วย) ในเรื่องของเงินทุนตั้งต้นนั้น ส่วนมากชุมชนจะตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อกิจการส่วนรวมขึ้นมา จากนั้นก็ควานหาคนที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆ (ช่างไฟฟ้า ช่างประปา นักบัญชี ฯลฯ) มาแบ่งหน้าที่กันทำ เรียกว่าเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนอย่างคุ้มค่าที่สุด

“ผมมีความเชื่อในคนครับ เชื่อว่า คนจะเปลี่ยนสถาปัตยกรรม ไม่ใช่สถาปัตยกรรมไปเปลี่ยนคน จริงๆ ในโลกนี้มีเทคโนโลยีสร้างบ้านราคาประหยัด มีเทคโนโลยีเรื่องน้ำ ไฟฟ้า พลังงานมากมาย มีสถาปนิกเป็นล้านๆ คน แต่ทำไมหลายๆ เมืองกลับดำดิ่งแย่ลง มันไม่ใช่เพราะเรามีเทคโนโลยีน้อยหรอก แต่สิ่งเหล่านี้มันไม่ได้เข้าถึงปัญหามากกว่า ทุกวันนี้เราไม่เคยมองปัญหาในแบบที่มันเป็น เราชอบไปคิดแทนคนอื่นว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เลยทำให้ตัวเจ้าของปัญหาเขาไม่ได้ลงมือแก้ปัญหาเอง”

chawanad5

ชุมชนไม่ใช่บ้านที่ตั้งอยู่รวมกัน
แต่เป็นวิถีชีวิตที่คนมีร่วมกัน ชวณัฏฐ์เล่าต่อว่า ชุมชนเล็กๆ เองก็มีปัญหาเช่นเดียวกับชุมชนใหญ่ ผู้คนสมัยนี้ไม่ได้สนใจกัน คิดว่าปัญหาสาธารณะไม่ใช่ปัญหาส่วนตัว แต่ละคนจึงไม่อยากใส่ใจ งานของสถาปนิกชุมชนคือการกระตุ้นกระบวนการสร้าง "วิถีชีวิตที่มีส่วนร่วมกัน" ขึ้นมา เพราะการทำงานร่วมกันจะทำให้คนในชุมชนได้รู้จักกัน ได้รวมหัวกันแก้ปัญหา แน่นอนว่า อาจมีความขัดแย้งและอุปสรรคเกิดขึ้น แต่ถ้าพวกเขาผ่านมันไปได้ ชุมชนที่เคยห่างเหินก็จะรวมกันเข้ามาเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง

"แต่ก่อนรัฐบาลสร้างถนนให้ใช้สายหนึ่ง คนก็ใช้กันไปไม่ใส่ใจดูแล แต่วันนี้พอมีถนนสักสายที่คนในชุมชนเขาสร้างกันขึ้นเอง ตั้งแต่ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ จนมันสำเร็จขึ้นมากับมือ เรื่องราวในระหว่างนั้นจะก่อเกิดเป็นความผูกพัน ที่จากนี้ไปเขาจะช่วยกันดูแลรักษาประหนึ่งสมบัติส่วนตัว นี่แหละครับ สถาปัตยกรรมจึงมีความหมายใหม่ ในแง่ของการสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง และสร้างวิถีชีวิตที่สอดประสานเข้าหากัน"

ท้ายที่สุด ชวณัฏฐ์บอกว่า ที่เขามุ่งทำงานกับชุมชนเล็กๆ ไม่ใช่เพราะเขาไม่เห็นความสำคัญของเมืองใหญ่ เพียงแต่สิ่งที่เขาต้องการเห็นในวันข้างหน้า คือสังคมที่คนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในภาพรวม ซึ่งตอนนี้เขาก็ได้แต่หวังว่า หากเขาสร้างวิถีชีวิตดีๆ ให้เกิดขึ้นในชุมชนขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่มากมายได้แล้ว การนับถือคุณค่าของชีวิตที่อิงอาศัยกันก็อาจเพิ่มขึ้นไปเองแบบเท่าทวีคูณ

เกี่ยวกับชวณัฏฐ์ ล้วนเส้ง
หลังจากได้แรงบันดาลใจจากการทำงานร่วมกับ Case Studio ชวณัฏฐ์ก็จับงานด้านสถาปนิกชุมชนมากว่า 10 ปี ขณะนี้เขาทำงานให้กับองค์กร Asian Coalition for Housing Rights (ACHR) ในตำแหน่ง Coordinator ของสถาปนิกชุมชนในเอเชีย นอกจากนั้น เขายังรวมกลุ่มสร้างเครือข่ายสถาปนิกและนักออกแบบที่ทำงานกับชุมชน ในชื่อ CAN (Community Act Network) อีกด้วย ชวณัฏฐ์มีผลงานที่ประสบความสำเร็จหลายชิ้น เช่น การฟื้นฟูวิถีชีวิตให้ตลาดสามชุก และโครงการที่อยู่อาศัยที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิที่เกาะมุกด์ เป็นต้น

ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง : http://www.achr.net/


« Back to Result

  • Published Date: 2010-07-28
  • Resource: www.tcdcconnect.com